ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 38 ฝันและของขวัญจากอาจารย์
คำพูดของอาจารย์ซ่งทำให้ผมอึ้งไปหมด ในความเข้าใจของผม การกราบบรรพจารย์ก็เหมือนกับการบูชาบรรพบุรุษ
มันก็แค่พิธีกรรมอย่างหนึ่งเท่านั้น!
ผมไม่เคยคาดหวังว่าจะได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันจากการทำพิธีนี้ มากที่สุดก็แค่หวังว่าจะมีโชคดีเล็กๆ น้อยๆ บ้างเท่านั้น
และโชคดีก็เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่อาจารย์ซ่งกลับพูดว่าบรรพจารย์ที่ผมกราบวันนี้สามารถมอบสิ่งที่จับต้องได้จริงๆ และยังสามารถไปรับได้โดยตรง
นี่ทำให้ผมไม่อยากเชื่อเลย
แต่เมื่อมองดูสีหน้าของอาจารย์ เขาไม่ได้แสดงท่าทีเหมือนกำลังพูดเล่นเลย
ผมอยากจะถามต่อ แต่เขากลับหาวหวอด “ดึกแล้ว ได้เวลานอน พอนายไปถึงที่นั่นก็รู้เองแหละ”
จากนั้นเขาก็ชี้ไปที่ห้องหนึ่งและบอกให้ผมนอนที่นั่นคืนนี้
ส่วนอีกห้องที่ล็อกไว้ด้วยแม่กุญแจใหญ่ อาจารย์ซ่งเตือนผมว่า “ห้องที่ล็อกอยู่ ตอนกลางคืนอาจจะมีเสียงอะไรบ้างก็ไม่ต้องไปสนใจ นอนของนายไปก็พอ”
ผมเงยหน้ามองประตูห้องนั้นซึ่งมีแม่กุญแจเหล็กอันใหญ่ล็อกอยู่
ผมไม่รู้ว่าข้างในมีอะไร แต่เมื่ออาจารย์ซ่งบอกว่าอาจมีเสียงดังตอนกลางคืน ผมจึงเดาว่าในห้องนั้นอาจมีอะไรบางอย่าง…
แต่จะเป็นอะไรถึงได้ลึกลับขนาดที่ไม่สามารถให้ใครเห็นได้นะ
หรือว่าเขากำลังเลี้ยงผี?
ผมนึกถึงฉากจากหนังบางเรื่องขึ้นมา แต่ไม่ได้พูดอะไรออกไป
อาจารย์ซ่งไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม เขาเพียงหันหลังเดินกลับเข้าห้องของตัวเอง ก่อนบอกว่าพรุ่งนี้เขาจะมาปลุก
ผมหันมองประตูห้องที่ล็อกไว้ ความรู้สึกคล้ายกลิ่นของกระดาษที่ถูกเผาคละคลุ้งออกมา
จู่ๆ ความรู้สึกวังเวงก็แล่นเข้ามาในใจ ความคิดเรื่องการเลี้ยงผีเริ่มเด่นชัดขึ้นในหัวของผม
ผมสูดหายใจลึก ก่อนกลับเข้าห้องของตัวเอง
ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ขอแค่ไม่ไปยุ่งกับมันก็พอ
ผมมาที่นี่เพื่อปกป้องชีวิตของตัวเอง เรื่องอื่นผมไม่อยากสนใจ
ร่างกายที่อ่อนล้าทำให้ผมล้มตัวลงนอนบนเตียงอย่างอ่อนแรง พลางย้อนคิดถึงเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้
วันนี้เป็นวันที่เต็มไปด้วยความผันผวน โชคดีที่ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี สุดท้ายผมยังได้อาจารย์ซ่งเต๋อไฉเป็นอาจารย์คอยชี้นำ
ตอนนี้เมื่อมีอาจารย์ซ่งคอยหนุนหลัง ผมคิดว่าสิ่งที่ค้างคาในชีวิตน่าจะได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์
แต่ผมยังคงสงสัยว่าเสี่ยวอวี่ต้องเผชิญกับปัญหาอะไรถึงไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้
ความอ่อนล้าพาผมเข้าสู่นิทราอย่างรวดเร็ว
คืนนั้นผมไม่ได้ยินเสียงอะไรจากด้านนอกเลย แต่ผมกลับฝัน
ในความฝัน ผมเดินออกจากห้องนี้ไปยังสถานที่ที่มืดมิดจนแทบมองไม่เห็นอะไร รอบตัวมีเพียงความมืดมิด
ผมรู้สึกหวาดกลัว จึงพยายามหาทางออก
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร จู่ๆ ผมก็เห็นเงาของคนกลุ่มหนึ่ง
ผมพยายามเข้าไปหา แต่ไม่สามารถเข้าใกล้พวกเขาได้เลย
ผมพยายามตะโกน แต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา
จนกระทั่งเวลาผ่านไป เงาเหล่านั้นก็ถามขึ้น
“นายชื่อเจียงหนิงใช่ไหม”
ผมมองไม่เห็นหน้าพวกเขาชัดเจน แต่ก็ยังตอบว่า “ใช่”
จากนั้นผมถามพวกเขาว่าที่นี่คือที่ไหน และผมจะออกไปได้อย่างไร ทว่ากลับไม่มีคำตอบใดๆ และเงาเหล่านั้นก็หายไปในทันที ปล่อยให้ผมอยู่ลำพังในความมืดมิด
เมื่อผมสะดุ้งตื่นจากความฝัน พบว่าตอนนี้เป็นช่วงเที่ยงวันของวันใหม่แล้ว
ทั้งร่างเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ
ผมจึงเข้าใจว่าสิ่งที่เห็นและได้ยินก่อนหน้านี้เป็นเพียงความฝันเท่านั้น
เมื่อมองดูเวลา ผมถึงกับตกใจที่นอนหลับไปจนถึงเที่ยงวัน
เมื่อผมสำรวจร่างกายของตัวเอง พบว่ารอยจ้ำสีม่วงบนร่างกายที่เหมือนรอยศพจางลงไปมาก และกำลังค่อยๆ หายไป
ผมลุกขึ้นเดินไปที่ห้องน้ำ มองดูตัวเองในกระจก
สีหน้าของผมดูดีขึ้นมาก ไม่ซีดเซียวเหมือนก่อนหน้านี้ และยังดูเหมือนจะมีเลือดฝาดเพิ่มขึ้นมาด้วย
ผมสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าร่างกายกำลังฟื้นฟู
ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณที่เมื่อคืนผมส่งจางเฉียงไปพร้อมกับได้รับ ‘พร’ จากเขา
นี่ทำให้ผมยิ่งมั่นใจมากขึ้นว่าสิ่งที่ผมต้องทำต่อไปคืออะไร
สั่งสมพรจากการช่วยวิญญาณ ส่งดวงวิญญาณไปที่ชอบๆ รับพร และต่ออายุขัย
เพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะกดสี่มหาเคราะห์ในดวงชะตาของผมให้สงบลง และช่วยยืดอายุของผมได้
หากไม่ทำ ดวงชะตาที่เปราะบางของผมจะดึงดูดสิ่งชั่วร้ายเข้ามา และอาจทำให้ผมต้องจบชีวิตลง…
หลังจากล้างหน้าเสร็จ ผมสังเกตเห็นว่าประตูห้องของอาจารย์ซ่งเปิดอยู่ แต่เขาไม่อยู่ในห้องแล้ว ผมจึงเดินลงไปชั้นล่าง
ระหว่างทางผ่านแท่นบูชาบรรพจารย์ ผมแวะคารวะอีกครั้ง
สายลมเบาๆ พัดเข้ามา ทำให้ผ้าสีแดงที่คลุมป้ายบรรพจารย์พลิ้วขึ้นเล็กน้อย
เมื่อมาถึงชั้นล่าง กลิ่นยาสมุนไพรจีนก็ลอยมาเตะจมูก
ผมยื่นหน้าเข้าไปดู และพบว่าอาจารย์ซ่งกำลังต้มยาอยู่ในครัว
“อาจารย์!” ผมเรียกเขาเสียงดัง
เขาหันมามองผมก่อนตอบว่า “ตื่นแล้วเหรอ ดีเลย ยาต้มเสร็จพอดี!”
“ยา?” ผมไม่ได้ป่วยนี่นา แค่ถูกวิญญาณตาม ต้องดื่มยาด้วยเหรอ
อาจารย์ซ่งพยักหน้า “ใช่ ยานี้ช่วยบำรุงเลือดลมและขับพิษจากวิญญาณ เดี๋ยวอีกสักพักนายลองดื่มสักสองสามอึก”
พูดจบ เขาก็ยกชามยาที่ร้อนกรุ่นออกมา
กลิ่นสมุนไพรเข้มข้นลอยมาเตะจมูก
“รอให้เย็นหน่อยแล้วค่อยดื่มนะ” เขาส่งชามยาให้ผม
ผมรู้สึกลังเลเล็กน้อย จึงถามอาจารย์ว่าจำเป็นต้องดื่มยานี้หรือไม่
เขาพยักหน้าและบอกว่าดื่มตอนท้องว่างจะดีที่สุด เขายังบอกด้วยว่าหลังดื่มยาแล้วจะพาผมออกไปกินข้าว
เมื่อเขาพูดมาถึงขนาดนี้ ผมจึงไม่สามารถปฏิเสธได้อีก
ชีวิตของผมอยู่ในมือเขา แม้ในชามจะเป็นยาพิษ ผมก็ต้องดื่ม
กลิ่นและรสชาติของยาไม่ต้องพูดถึง มันเหม็นคาวปนขมจนเกือบทำให้ผมหมดสติไปตั้งแต่คำแรก
หลังดื่มเสร็จ อาจารย์ซ่งมองผมที่ทรมานกับรสชาติของยา ก่อนจะยื่นขวดน้ำมาให้
“ยานี้มีไว้ขับพิษจากวิญญาณ รอยจ้ำสีม่วงบนตัวนายมีเยอะขนาดนั้น ถ้าไม่ดื่มยา ร่างกายนายไม่มีทางฟื้นตัวในเวลาอันสั้นแน่”
“ขอบคุณครับอาจารย์!”
หลังดื่มน้ำไปสองสามอึก ผมรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย
จากนั้นอาจารย์ซ่งก็ยื่นถุงผ้าเล็กๆ ใบหนึ่งให้ผมพลางพูดว่า “นี่คือของขวัญต้อนรับเข้าสำนักที่ฉันเตรียมไว้ให้ พกสิ่งนี้ติดตัวไว้ มันจะช่วยนายป้องกันตัว”
“นี่คืออะไรครับ” ผมถามด้วยความสงสัยขณะรับถุงผ้าไว้ในมือ
อาจารย์ซ่งส่งสัญญาณให้ผมเปิดดูเอง
เมื่อผมเปิดออก พบว่าข้างในคือมีดเล่มเล็กๆ ลักษณะคล้ายกระบี่ที่ทำจากกระดูกปลา
มันยาวประมาณยี่สิบเซนติเมตร ด้ามจับพันด้วยเชือกสีแดง
ส่วนกระดูกปลาถูกแบ่งเป็นข้อๆ และลับจนเรียบเนียน ยกเว้นส่วนปลายที่คมกริบ
หากสังเกตดีๆ จะเห็นตัวอักษรหรือสัญลักษณ์คล้ายอักขระจารึกอยู่บนกระดูกปลา
“กระดูกปลา? กระบี่?” ผมถามด้วยความสงสัย
อาจารย์ซ่งหัวเราะเล็กน้อย “อะไรประมาณนั้น มันทำจากกระดูกปลาตัวใหญ่ที่ตกได้เมื่อคืน
“ปลาช่อนตัวนี้เกี่ยวเบ็ดขึ้นมาได้พร้อมกับการที่นายเข้ามาเป็นศิษย์ของฉัน มันมีวาสนากับนาย ดังนั้นเช้านี้ฉันจึงฆ่ามันและนำกระดูกมาทำเป็นกระบี่เล่มนี้
“ข้อกระดูกสันหลังปลาช่อนมีสิบแปดชิ้น และฉันได้จารึกอักขระสิบแปดตัวลงไป เมื่อพกสิ่งนี้ไว้ วิญญาณเร่ร่อนหรือวิญญาณชั่วร้ายจะไม่กล้าเข้าใกล้นายแน่นอน”
“ขอบคุณมากครับอาจารย์” เมื่อได้ยินถึงคุณสมบัติของกระบี่กระดูกปลาเล่มนี้ ผมรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย
“เรื่องเล็กน้อย เก็บไว้ให้ดีล่ะ ตอนนี้เราไปกินข้าวกันก่อน กินเสร็จแล้วจะพานายไปดูสถานการณ์ที่มหา’ลัย” อาจารย์ซ่งพูดพร้อมรอยยิ้ม
ผมสังเกตเห็นนิ้วมือของเขาที่พันปลาสเตอร์ไว้หลายจุด
เมื่อคืนยังไม่มี ผมคาดว่าเขาน่าจะถูกกระดูกปลาทิ่มตอนทำกระบี่ให้ผม
แม้อาจารย์ซ่งจะนิสัยแปลกและไม่ค่อยเป็นมิตรกับคนทั่วไป แต่สำหรับผมซึ่งเป็นศิษย์คนแรกของเขา เขากลับดูแลผมอย่างดี
ทั้งต้มยา ทั้งให้กระบี่ไว้ป้องกันตัว และยังจะพาผมไปจัดการปัญหาที่มหา’ลัยอีก
ต่อมา อาจารย์ซ่งพาผมขึ้นรถยนต์หรูราคาหกแสนกว่าหยวนของเขา
เราออกจากร้านอุปกรณ์ตกปลา ไปยังร้านอาหารหรูแห่งหนึ่ง
เขาสั่งอาหารเต็มโต๊ะ เลือกแต่เมนูที่ราคาแพง และบอกให้ผมกินตามสบาย
ผมนั่งมองอาหารเต็มโต๊ะด้วยความตื่นเต้น
ตั้งแต่เกิดมา ผมไม่เคยได้กินอาหารหรูแบบนี้มาก่อน หลายเมนูผมไม่เคยได้ลองด้วยซ้ำ
ผมรู้สึกว่าอาจารย์ซ่งดูแลผมดีเกินไปหรือเปล่า
แต่เขากลับพูดว่า “มีเงินก็ต้องใช้ มีไว้ก็เพื่อสร้างความสุข นายเข้ามาในสายวิชานี้แล้ว และเป็นศิษย์เพียงคนเดียวของฉันซ่งเต๋อไฉ เงินเล็กน้อยแค่นี้ไม่มีความหมายอะไรหรอก ตั้งใจเรียนรู้ให้ดี ไม่เพียงแต่นายจะรอดชีวิต แต่ยังจะได้กินดีอยู่ดีทุกมื้อด้วย วิธีหาเงินของสายวิชานี้เร็วจนบางครั้งนายอาจจะไม่อยากเชื่อเลยทีเดียว มันดีกว่าการเป็นหมอร้อยเท่าพันเท่า…”