ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 39 กลับสู่มหาวิทยาลัยและปลาไม่กี่ตัวระหว่างทาง
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 39 กลับสู่มหาวิทยาลัยและปลาไม่กี่ตัวระหว่างทาง
มื้อนี้ผมกับอาจารย์ซ่งกินอาหารกันสองคน แต่ค่าอาหารกลับสูงถึงสองพันสามร้อยหยวน
สำหรับผม นี่เป็นมื้ออาหารที่หรูหราอย่างยิ่ง แต่อาจารย์ซ่งกลับไม่ใส่ใจ และดูเหมือนเขาไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องใหญ่เลย
หลังออกจากร้านอาหาร เราก็ขับรถมุ่งหน้าไปทางมหาวิทยาลัยทันที
ระหว่างทางผ่านโรงพยาบาลเขตสาม ผมเอ่ยขอลงไปเยี่ยมลุงอวี๋สักครู่
เขาได้รับบาดเจ็บเพราะผมจนต้องเข้าโรงพยาบาล โทรศัพท์ของเขาก็ตกอยู่ในห้องอาถรรพ์ ผมจึงติดต่อเขาไม่ได้
ผ่านมาหนึ่งวัน ผมอยากรู้ว่าอาการของลุงอวี๋ดีขึ้นหรือยัง
เมื่ออาจารย์ซ่งได้ยินก็บ่นพึมพำไม่หยุด
แต่สุดท้ายก็จอดรถให้ข้างทาง และบอกให้ผมรีบไปรีบกลับ อย่าให้เสียเวลา
ผมลงจากรถและตรงไปยังอาคารผู้ป่วยทันที
เมื่อมาถึงห้องพักผู้ป่วยของลุงอวี๋ ผมพบว่าเขานั่งพิงเตียงดูโทรทัศน์อยู่
เขาเห็นผมเข้ามาก็แสดงสีหน้าดีใจ ”เสี่ยวเจียง!”
สีหน้าของลุงอวี๋ดูดีกว่าวันก่อนมาก
ผมยิ้มพลางทักเขา “ลุงอวี๋ เป็นยังไงบ้างครับ”
เขานั่งตัวตรงและพูดว่า “ฉันไม่เป็นไรแล้ว อีกสองสามวันก็คงออกจากโรงพยาบาลได้ นายล่ะ เป็นยังไงบ้าง ดูจากท่าทาง ศิษย์พี่ของฉันคงช่วยนายเรียบร้อยแล้วใช่ไหม”
ผมเล่าเรื่องที่อาจารย์ซ่งช่วยเหลือผมและรับผมเป็นศิษย์ พร้อมทั้งเอากระบี่กระดูกปลาที่เขามอบให้ให้ลุงอวี๋ดู นอกจากนี้ยังเล่าถึงข้อความสุดท้ายจากจางเฉียงที่ฝากผมมาถึงลุงอวี๋
เมื่อเขาได้ฟังก็โบกมือและพูดว่า ไม่ต้องคิดมาก วิญญาณอาฆาตมักเต็มไปด้วยความโกรธแค้น จึงสูญเสียเหตุผลไป พวกเขาไม่สามารถควบคุมการกระทำได้ ทำตามความยึดติดและความคิดอาฆาตในจิตใจเพียงเท่านั้น ลุงอวี๋ซึ่งเติบโตมาในสายงานนี้เข้าใจพฤติกรรมของพวกมันดี
เขาไม่ได้โกรธหรือโทษจางเฉียง กลับกัน เขายังรู้สึกยินดีที่ผมสามารถส่งจางเฉียงไปได้สำเร็จ
ลุงอวี๋กล่าวว่าการส่งวิญญาณให้ไปสู่สุคติสร้างบุญกุศลได้มากกว่าการกำจัดพวกมันเสียอีก
การที่ผมส่งจางเฉียงไปทำให้ลุงอวี๋พลอยได้รับพรและอายุขัยเพิ่มขึ้นด้วย
ในขณะเดียวกัน ลุงอวี๋ยังรู้สึกตกใจกับดวงชะตาของผม
เขาบอกว่า ‘สี่มหาเคราะห์’ ของผมนั้นเป็นดวงชะตาที่ ‘บางเหมือนกระดาษ’ ซึ่งหาได้ยากมาก ในหมื่นคนยังแทบหาไม่เจอ
แต่เขาก็ทำให้ผมวางใจได้ว่า แม้เขากับอาจารย์ซ่งจะไม่ลงรอยกัน แต่ฝีมือของอาจารย์ซ่งนั้นยอดเยี่ยมมาก
อาจารย์ซ่งมีชื่อเสียงโด่งดังตั้งแต่ยังหนุ่ม ตราบใดที่ผมตั้งใจเรียนรู้จากอีกฝ่าย เรื่องของผมก็จะได้รับการแก้ไขจนหมดจดอย่างแน่นอน
หลังพูดจบ ลุงอวี๋ตบไหล่ผมเบาๆ
ตอนแรกผมยังกังวลอยู่บ้างว่าลุงอวี๋จะโกรธหรือไม่พอใจที่ผมไปเป็นศิษย์ของอาจารย์ซ่ง เพราะเขาเคยบอกว่าไม่ลงรอยกับอาจารย์ซ่ง แต่ลุงอวี๋กลับใจกว้างกว่าที่ผมคิดไว้มาก
เขาไม่ได้ถือโทษโกรธเคืองผมเลย กลับกัน เขายังรู้สึกยินดีกับผม
ลุงอวี๋บอกว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมามีคนอยากเป็นศิษย์ของอาจารย์ซ่งมากมาย แต่ไม่มีใครประสบความสำเร็จเลยสักคน ทว่าผมกลับบังเอิญได้เป็นศิษย์ของเขา ถือว่าโชคชะตานำพา
หลังจากพูดคุยเสร็จ ลุงอวี๋ยังถามผมด้วยว่าใช้เงินค่ารักษาไปเท่าไร เขาจะช่วยจ่ายให้ แล้วหยิบบัตรเอทีเอ็มของตัวเองออกมา
แต่ลุงอวี๋ช่วยผมถึงขั้นยอมเสี่ยงชีวิต ผมจะรับเงินจากเขาได้อย่างไร
ผมปฏิเสธเสียงแข็งและบอกว่าไม่จำเป็น ถึงจะต้องเป็นหนี้บัตรเครดิต ผมก็ยังอยากตอบแทนบุญคุณลุงอวี๋
สุดท้ายผมบอกลุงอวี๋ว่าอาจารย์กำลังรออยู่ข้างล่าง และขอให้เขาพักผ่อนฟื้นฟูร่างกายให้เต็มที่ก่อนจะออกจากห้องผู้ป่วย
เมื่อกลับขึ้นรถ อาจารย์ซ่งเพียงถามอย่างไม่ใส่ใจว่า ลุงอวี๋ตายหรือยัง
แม้ดูเหมือนเขาไม่สนใจอะไร แต่ผมสัมผัสได้ว่าอาจารย์ซ่งยังห่วงใยลุงอวี๋อยู่
ผมตอบไปตามความจริง
เมื่ออาจารย์ซ่งได้ยินว่าอาการของลุงอวี๋คงที่และใกล้จะออกจากโรงพยาบาลแล้ว เขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่ปากกลับบ่นว่าลุงอวี๋ช่างดวงแข็งเสียจริง
เมื่อเรามาถึงมหาวิทยาลัย เวลาก็ล่วงเลยไปบ่ายสี่โมงกว่า
อาจารย์ซ่งจอดรถแล้วบอกให้ผมพาเขาไปดูหอพักของผมก่อน
ผมพยักหน้าตอบรับทันที เพราะอยากกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าพอดี
ผู้คนในมหาวิทยาลัยเดินขวักไขว่ แต่ไม่มีใครสนใจผมกับอาจารย์ซ่งเลย
ไม่นานนักเราก็มาถึงบริเวณหอพัก
หอพักชายอยู่ทางซ้าย ส่วนหอพักหญิงอยู่ทางขวา
ขณะที่ผมกำลังก้าวเดินไปข้างหน้า ผมสังเกตเห็นว่าอาจารย์ซ่งหยุดเดินและจ้องมองไปทางหอพักหญิง
ผมเห็นเขาหยุด จึงเดินเข้าไปบอกว่า ”อาจารย์ครับ หอพักชายอยู่ทางนี้ครับ”
อาจารย์ซ่งไม่ได้พูดอะไร เพียงพยักหน้าให้ผม แต่สายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่หอพักหญิง
ถ้าเป็นคนอื่นเห็นคงคิดว่าอาจารย์ซ่งเป็นพวกชอบมองสาวๆ แต่ผมกลับรู้สึกว่าสายตาของเขาไม่ได้มีความลามกเลย ในทางกลับกัน สีหน้าของเขาดูเคร่งเครียด
ผมจึงถามต่อว่า “อาจารย์ หอพักหญิงมีอะไรผิดปกติหรือเปล่าครับ”
คราวนี้เขาหันกลับมามองผมก่อนโบกมือพลางพูดว่า “แค่มองดูน่ะ ฮวงจุ้ยของตึกนี้ไม่ค่อยดีเลย ไม่รู้ว่าไอ้โง่ที่ไหนเป็นคนเลือกที่ตั้ง เอาละ ไปกันต่อเถอะ!”
เมื่อได้ยินอาจารย์พูดเช่นนั้น ผมก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ เพราะเรื่องฮวงจุ้ยนั้นผมไม่รู้เรื่องเลย
เมื่อมาถึงห้องพักของผม เตียงที่จางเฉียงเคยอยู่ตอนนี้ว่างเปล่าไร้ร่องรอยคนอาศัย
“อาจารย์ นี่คือห้องของผมครับ นั่นคือเตียงของผม ส่วนเตียงว่างนั่นคือของจางเฉียง เพื่อนที่กลายเป็นวิญญาณเมื่อคืน” ผมพูดพลางเชิญอาจารย์เข้ามาในห้อง
อาจารย์ซ่งเดินสำรวจรอบห้อง ก่อนจะยืนมองเตียงของจางเฉียงอยู่ครู่หนึ่ง แต่ไม่ได้พูดอะไร
ส่วนผมรีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้า
เมื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ อาจารย์ซ่งพูดขึ้นว่า “ห้องของนายสะอาดดี ทิศทางก็ดี ไม่มีปัญหาอะไร
“ตอนนี้พาฉันไปดูทะเลสาบที่จางเฉียงจมน้ำตายเถอะ”
“ได้ครับ!” ผมตอบรับทันที จากนั้นพาอาจารย์ออกจากหอพัก
เมื่อเดินลงมาถึงชั้นล่าง ผมสังเกตเห็นว่าอาจารย์ซ่งจ้องมองหอพักหญิงอีกครั้ง คราวนี้เขาขมวดคิ้วหยุดมองอยู่นาน แต่ก็ไม่ได้นานนัก
ผมพาอาจารย์เดินชมพื้นที่พลางแนะนำตึกต่างๆ ให้เขาฟังระหว่างทาง
แต่ดูเหมือนเขาจะไม่สนใจอะไรเลย จนกระทั่งเรามาถึงทะเลสาบชุ่ยหลิ่ว
ผมชี้ไปที่สะพานขาวเล็กๆ ที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของทะเลสาบแล้วพูดว่า ”อาจารย์ นั่นแหละครับ สะพานที่จางเฉียงกระโดดลงไปจมน้ำตาย”
“อืม ไปดูใกล้ๆ กัน” อาจารย์พูดจบก็เดินตรงไปที่สะพาน
แม้เพื่อนผมจะเพิ่งกระโดดจากสะพานนี้ลงไปจมน้ำตายเมื่อไม่กี่วันก่อน แต่ตอนนี้สะพานขาวกลับเต็มไปด้วยคู่รักหนุ่มสาวที่มานั่งคุยกัน
เมื่อเดินขึ้นสะพาน อาจารย์ซ่งหยุดยืนมองผิวน้ำของทะเลสาบ
ทะเลสาบที่ล้อมรอบด้วยต้นหลิวเขียวขจีสะท้อนแสงแดดเป็นประกายระยิบระยับ บางครั้งก็มีปลาคราฟว่ายวนไปมา แต่สายตาของอาจารย์ซ่งกลับจ้องลึกลงไปในผิวน้ำใต้สะพานก่อนจะพูดขึ้นว่า ”ให้ตายเถอะ! ใครออกแบบทะเลสาบเป็นลานสี่เหลี่ยมแบบนี้เนี่ย นี่มันเหมือนทำทางให้คนตกลงไปแล้วขึ้นมาไม่ได้! แถมบรรยากาศรอบทะเลสาบก็เต็มไปด้วยพลังลบ ไม่แปลกเลยที่มันจะคร่าชีวิตนักศึกษาไปหลายคน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผมมองทะเลสาบชุ่ยหลิ่วตรงหน้าด้วยความตกใจ
ในสายตาของผม ทะเลสาบที่สะท้อนแสงแดดระยิบระยับแห่งนี้คือความสวยงาม แต่จากคำพูดของอาจารย์กลับชี้ให้เห็นว่าทะเลสาบนี้มีปัญหาเรื่องฮวงจุ้ยอย่างร้ายแรง
ผมถามเขาด้วยความสงสัยว่า “อาจารย์รู้ได้ยังไงว่าทะเลสาบนี้คร่าชีวิตนักศึกษาไปหลายคน”
อาจารย์ซ่งพยักพเยิดคางไปที่กลางทะเลสาบ “เห็นปลาตัวใหญ่ที่โผล่ขึ้นมากลางทะเลสาบนั่นไหม”
ผมเงยหน้ามอง เห็นปลาขนาดใหญ่ไม่กี่ตัวโผล่ขึ้นมาในเงาของก้อนเมฆที่บดบังแสงอาทิตย์ ปลาพวกนั้นลอยอยู่กลางทะเลสาบโดยไม่ว่ายไปที่อื่นเลย
“เห็นครับ ตัวใหญ่มากเลย”
แต่คำพูดต่อมาของอาจารย์ซ่งกลับทำให้ผมตกใจ
“ตัวใหญ่น่ะใช่ แต่ไม่มีตัวไหนเป็นของจริง มันคือลิงน้ำทั้งนั้น”
“อะไรนะครับ ละ…ลิงน้ำ?”
ผมเบิกตากว้างก่อนจะมองปลากลางทะเลสาบอีกครั้งด้วยความไม่อยากเชื่อ ปลาพวกนั้นยังคงโผล่หัวขึ้นมาและลอยวนอยู่ตรงกลาง
ดูยังไงมันก็คือปลา…
อาจารย์ซ่งหรี่ตาแล้วพูดต่อ “ลิงน้ำพวกนี้ต่างจากเพื่อนของนายที่จมน้ำตายตรงที่มันไม่สามารถขึ้นฝั่งได้ พวกมันทำได้เพียงวนเวียนอยู่กลางทะเลสาบและรอเหยื่อคนต่อไปที่จะมาเป็นตัวตายตัวแทนของพวกมันเท่านั้น…”