ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 6 เสียงรถชนและชายหนุ่มผู้มอบขี้เถ้า
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 6 เสียงรถชนและชายหนุ่มผู้มอบขี้เถ้า
หลังจากด่ากราดใส่โทรศัพท์จนพอใจแล้ว ผมก็กดปิดเครื่องทันที แต่ถึงอย่างนั้น ความตึงเครียดก็ยังทำให้ผมขนลุกซู่ทั้งตัว
เมื่อมองไปตามถนนที่มืดสลัว หัวใจก็เต้นระรัวไม่หยุด ความรู้สึกกระวนกระวายเกาะกินจิตใจ
ผมเดินไปข้างหน้าแบบไร้จุดหมาย เดินไปเรื่อยๆ เป็นชั่วโมงสองชั่วโมง
ผมไม่รู้ว่าควรจะไปที่ไหน หรือจะหันหน้าไปพึ่งใคร แต่สิ่งที่ผมรู้แน่ๆ ก็คือ…ในเมื่อจางเฉียงกลายเป็นผีแล้ว เขาต้องมาหาผมแน่
ผมต้องทำอะไรสักอย่าง จะยืนรอความตายเฉยๆ ไม่ได้
คิดได้แบบนั้น ผมเลยลองค้นหาข้อมูลใน ‘ไป๋ตู้’[1]
ผมพบหัวข้อการค้นหาที่เกี่ยวข้องเต็มไปหมด พร้อมคำตอบแปลกๆ นับไม่ถ้วน
แต่ในบรรดาคำตอบเหล่านั้นก็มีบางข้อที่ดูเหมือนจะเชื่อถือได้อยู่บ้าง เช่น พกพระเครื่อง แขวนกระจกแปดเหลี่ยมไว้ที่หน้าบ้าน ใช้กระบี่ไม้ท้อในการป้องกัน สวดบทพระสูตรเจ้าแม่กวนอิมหรือคัมภีร์เต๋า ไปสุสานวีรชนหรือขึ้นเขาเหมาซานเพื่อขอความช่วยเหลือจากปรมาจารย์ลัทธิเต๋า
ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าวิธีพวกนี้จะได้ผลไหม แต่ในสถานการณ์แบบนี้…คงต้อง ‘รักษาม้าตายดั่งม้าเป็น’[2] ลองดูสักตั้งแล้วกัน
แต่จากสถานการณ์และสภาพของผมในตอนนี้ ดูเหมือนการสวดมนต์จะเป็นวิธีที่เหมาะที่สุด วิธีอื่นๆ ตอนนี้ผมไม่พร้อมจะทำ ผมเลยตั้งใจค้นหาบทสวดมนต์สองสามบทจาก ‘ไป๋ตู้’ เพื่อศึกษา
ระหว่างเดิน ผมก็พยายามท่องจำไปด้วย แต่ละบทท่องได้ไม่กี่ประโยค
ถึงจะไม่รู้ว่าจะได้ผลหรือเปล่า แต่ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลยแล้วเอาแต่ยืนเฉยๆ
แต่ขณะที่ผมกำลังตั้งใจสวดมนต์อยู่นั้น เสียง “ปัง!” ดังสนั่นขึ้นมา
ตามด้วยเสียงร้องโหยหวน
“โอ๊ยยยย!”
เสียงอึกทึกกะทันหันนั้นดึงความสนใจของผมไปในทันที
เมื่อผมเงยหน้าขึ้น ก็เห็นชายส่งอาหารคนหนึ่งล้มลงไปกองอยู่กลางถนนไม่ไกลนัก
เขาร้องครวญครางอยู่บนพื้น ดูเหมือนจะบาดเจ็บหนัก ส่วนมอเตอร์ไซค์ของเขาลื่นไถลออกไปไกลถึงเจ็ดแปดเมตร
ในฐานะนักศึกษาแพทย์ การช่วยชีวิตคนคือหน้าที่สำคัญของพวกเรา
นี่คือหลักการที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เริ่มเรียน และยังเป็นคติประจำมหาวิทยาลัยของเรา
ตอนนั้นผมไม่คิดอะไรให้มากความ รีบวิ่งเข้าไปหาชายส่งอาหารคนนั้นทันที
เขานอนอยู่บนพื้นโดยไม่มีหมวกกันน็อกสวมอยู่เลย เขาส่งเสียงครวญครางออกมาเหมือนเจ็บปวดอย่างหนัก
“พี่ชาย อย่าขยับนะครับ ผมเรียนแพทย์ ขอผมตรวจดูอาการสักหน่อย!”
พูดจบ ผมก็นั่งย่อตัวลงข้างๆ เขา แล้วอาศัยความรู้ที่เรียนมาเริ่มตรวจสอบร่างกายของเขา
ภายนอกมีเพียงแผลถลอกเล็กน้อยที่แขนและต้นขา พร้อมอาการบวมแดง ไม่มีบาดแผลร้ายแรงอื่นๆ
ทั้งที่ชนกับราวกั้นจนพัง คนกับมอเตอร์ไซค์กระเด็นไปไกลถึงเจ็ดแปดเมตร แต่กลับมีแค่แผลถลอกเท่านั้น เรียกได้ว่า ‘โชคดีแบบเหลือเชื่อ’
แต่สิ่งที่ทำให้ผมสะดุดใจคือ อุณหภูมิร่างกายของเขาเย็นผิดปกติ
ขณะที่ผมกำลังจะตรวจเช็กเพิ่มเติม เขายกมือขึ้นห้าม
“พี่ชาย ยังไงก็ลองไปตรวจที่โรงพยาบาลดูอีกทีเถอะครับ จะได้สบายใจ”
ผมแนะนำด้วยความจริงใจ
ถึงผมจะเรียนแพทย์ แต่ก็ยังเป็นแค่นักศึกษา เลยไม่สามารถรับรองได้เต็มที่ว่าเขาไม่มีอาการบาดเจ็บภายใน
ผมช่วยพยุงเขาขึ้นมา หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ดูเหมือนจะเริ่มตั้งตัวได้
เขายิ้มบางๆ ให้ผม แล้วพูดว่า “ไม่ต้องครับ ผมไม่เป็นอะไรแล้ว แต่คุณเป็นคนเดียวที่ช่วยพยุงผมขึ้นมา คุณเป็นคนดี ขอบคุณมาก!”
คำพูดนั้นฟังดูแปลกๆ เพราะนอกจากผมแล้ว รอบข้างก็ไม่มีใครอีก
แต่ผมก็ยิ้มตอบไป พร้อมช่วยเขาพยุงรถมอเตอร์ไซค์ที่ล้อหน้าบิดเบี้ยวขึ้นมา
“ไม่เป็นไรครับพี่ชาย ต่อไปขับช้าๆ หน่อยนะ ความปลอดภัยสำคัญที่สุด”
ชายส่งอาหารไม่ได้ตอบอะไร เพียงยิ้มบางๆ ให้ผมก่อนจะพยักหน้า
หลังจากที่เขาขึ้นมอเตอร์ไซค์แล้ว แทนที่จะจากไป เขากลับชี้ไปยังริมทางไม่ไกลพร้อมพูดขึ้นว่า “พี่ชาย ขอบคุณที่ช่วยผมนะ ผมต้องไปแล้ว ตรงนั้นมีเศษขี้เถ้ากองหนึ่ง เป็นของที่แม่เผาให้ผม คุณลองป้ายมันบนเสื้อแล้วเอาชามใบนั้นติดตัวไปด้วย คืนนี้คนที่คิดร้ายกับคุณจะได้หาไม่เจอ”
พูดจบ เขาก็ไม่รอให้ผมตอบอะไร เขาไปโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย ขี่มอเตอร์ไซค์ที่เอียงไปเอียงมามุ่งหน้าไปยังสุดถนน
รถนั่นไม่มีเสียงใดๆ เงียบสนิท
ไม่นานนัก เขาก็หายลับไปในความมืด…
ผมยืนอึ้ง มองชายส่งอาหารที่หายไปตรงปลายถนน
เมื่อหันกลับไปมองริมทาง เห็นกองเถ้ากระดาษไม่ไกลจากจุดนั้น มีก้านธูปไหม้หมดแล้วเหลือเพียงเถ้ากับชามกระเบื้องสีขาวที่คว่ำอยู่บนพื้น
เมื่อนึกถึงอุณหภูมิร่างกายที่เย็นผิดปกติของเขา ขนก็ลุกวาบขึ้นมาทันที
ในชนบท การเผากระดาษกับธูปข้างถนนแบบนี้เป็นพิธีสำหรับคนตาย เพื่ออธิษฐานขอพรหรือส่งดวงวิญญาณผู้ล่วงลับ
ชายส่งอาหารที่ผมเพิ่งช่วยบอกว่า สิ่งเหล่านั้นถูกเผาให้เขา แสดงว่าเขาเองก็อาจจะไม่ใช่คน
แต่ดูเหมือนเขาจะเป็นวิญญาณดี
ผมยืนนิ่งอยู่กับที่ รู้สึกขนลุกอย่างประหลาด หายใจเข้าเฮือกใหญ่
ช่วงสองวันนี้ผมเป็นอะไรไปกันแน่ เมื่อวานเจอเรื่องของจางเฉียง วันนี้กลับมาเจอชายส่งอาหารอีก...
ผมหายใจหอบแรงสองสามครั้ง กลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่เพื่อพยายามควบคุมสติ
สำหรับผมที่จนตรอกในตอนนี้ คำพูดของชายส่งอาหารไม่ต่างจากฟางเส้นสุดท้ายที่ช่วยชีวิต
ไม่ว่าจะอย่างไร ต้องลองดูสักตั้ง
ผมรีบวิ่งกลับไปยังริมทาง มองกองเถ้ากระดาษและธูปที่เผาไหม้จนหมดสิ้น จากนั้นเหลือบมองไปยังทิศทางที่ชายส่งอาหารจากไป ก่อนจะพูดอย่างหนักแน่น “พี่ชาย ถ้าผมรอดพ้นเคราะห์นี้ไปได้ จะกลับมาจุดธูปเผากระดาษให้คุณแน่นอน”
แต่ก่อนผมไม่เคยเชื่อเรื่องผีสาง แต่ตอนนี้ความคิดของผมเปลี่ยนไป
ผมไม่ลังเลอีกต่อไป กำเถ้าธูปขึ้นมา แล้วป้ายลงบนเสื้อโค้ตตัวนอก
พริบตาเดียว เสื้อโค้ตสีน้ำเงินของผมก็กลายเป็นสีดำเปรอะเปื้อน
สุดท้าย ผมหยิบชามกระเบื้องสีขาวที่คว่ำอยู่บนพื้นขึ้นมา ข้างในมีข้าว แต่ผมไม่ได้แตะต้องมัน
เวลานั้นดึกมากแล้ว อากาศรอบข้างเริ่มเย็นยะเยือก ลมพัดดัง “ฮู้ๆ” คล้ายฝนกำลังจะตก
ผมหันมองซ้ายขวา เห็นสวนสาธารณะอยู่ไม่ไกล เลยตัดสินใจไปที่นั่นเพื่อหาที่หลบภัยชั่วคราว
ผมสวมเสื้อโค้ตที่เปรอะเปื้อนด้วยเถ้าธูป และถือชามกระเบื้องสีขาวสำหรับบูชาผู้ตายเดินมุ่งหน้าไปยังสวนสาธารณะ
ในสวนเงียบสงัด มีเพียงไฟถนนสีเหลืองหม่นไม่กี่ดวงที่เปิดอยู่
ฝนเริ่มตกลงมาปรอยๆ ทำให้ผมต้องเร่งฝีเท้า เพราะหากเสื้อโค้ตของผมโดนฝนจนเปียก เถ้าธูปที่ป้ายไว้ก็จะหายไป
ผมถือชามกระเบื้องสีขาวเดินมุ่งหน้าเข้าไปในสวนเร็วขึ้นเรื่อยๆ
ผมจำได้ว่ามีศาลาอยู่ข้างใน ใช้หลบฝนได้
หลังจากวิ่งไปไม่กี่นาที ฝนเริ่มตกแรงขึ้น
ในที่สุด ผมก็เห็นศาลาที่อยู่ไกลๆ ในสวน
ผมเร่งฝีเท้าวิ่งตรงไป แต่เมื่อมาถึงหน้าศาลาก็ต้องชะงัก
ศาลาเล็กๆ นั่น เวลานี้มีคนยืนเบียดเสียดกันอยู่เกินสิบคน พวกเขาไม่พูดอะไรเลย เพียงจ้องมองมาที่ผมตาโต
ซ้ำใบหน้าของพวกเขายังนิ่งสนิทและว่างเปล่าราวกับไร้ชีวิต...
[1] ไป๋ตู้ คือ เว็บไซต์สำหรับค้นหาข้อมูลของจีน คล้าย Google
[2] รักษาม้าตายดั่งม้าเป็น หมายถึง รู้ว่าหมดหวังแล้ว แต่ก็ยังอยากลองดูอีกสักครั้งเผื่อยังจะมีหวังอันเลือนราง