ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 54 กระบี่กระดูกปลา นำพาสู่ความลี้ลับ
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 54 กระบี่กระดูกปลา นำพาสู่ความลี้ลับ
ผมจ้องมองกระบี่กระดูกปลาในมือด้วยสีหน้าครุ่นคิด
เมื่อเงื้อไปในทิศทางต่างๆ อักษรจารึกบนตัวกระบี่กลับเปล่งแสงในระดับที่แตกต่างกัน
กระบี่กระดูกปลานี้เป็นอาวุธที่อาจารย์ซ่งสร้างขึ้นเอง มีพลังขับไล่และสะกดภูตผี แสงที่ปรากฏบนอักษรจารึกจึงอาจเป็นปฏิกิริยาตอบสนองต่อพลังอาฆาตที่อยู่รอบตัว
จากประสบการณ์ในเกมออนไลน์ของผม ยิ่งกระบี่กระดูกปลาส่องแสงในทิศทางใดมากที่สุด ทิศทางนั้นย่อมเป็นจุดที่พลังอาฆาตเข้มข้นที่สุด และอาจเป็นแหล่งต้นกำเนิดของมัน
เพื่อยืนยันสมมติฐาน ผมลองเล็งกระบี่กระดูกปลาไปทางหวังชุ่ยที่ยืนอยู่ข้างๆ
เธอสะดุ้งโหยง ถอยหลังไปสองก้าว ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดระแวง
“รุ่นพี่เจียงหนิง?” เธอเอ่ยเสียงสั่น
แต่ผมรีบบอกให้เธอใจเย็น พร้อมทั้งมองดูการเปลี่ยนแปลงของกระบี่
ปรากฏว่ามันเปล่งแสงขึ้นเพียงเล็กน้อยเมื่อชี้ไปที่เธอ
นั่นยืนยันสมมติฐานของผม กระบี่กระดูกปลานี้สามารถรับรู้ถึงพลังอาฆาตได้จริง!
เมื่อได้ผลลัพธ์ ผมก็เริ่มหมุนกระบี่ไปรอบๆ
ตะวันออก ตะวันตก เหนือ และใต้ พบว่าแสงที่เปล่งออกมาจะอ่อนที่สุดเมื่อหันไปทางทิศเหนือ
แต่ในทิศใต้ แสงกลับสว่างเจิดจ้ากว่าทุกทิศทาง
แสดงว่าทิศใต้นั้นเต็มไปด้วยพลังอาฆาตมากที่สุด และเป็นจุดที่พลังชั่วร้ายก่อกำเนิด!
ถ้ามุ่งหน้าไปทางนั้นก็จะพบกับบางสิ่งที่เป็นต้นเหตุของความอาฆาตนี้ หรือไม่ก็อาจเป็นทางออกจากดาดฟ้าแห่งนี้
เพราะสิ่งชั่วร้ายที่อยู่ในอาคารนี้ย่อมต้องอยู่ภายในตึก ไม่ใช่ภายนอก
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ผมจึงไม่รอช้า รีบหันไปบอกหวังชุ่ย
“ตามฉันมา ไปทางนี้!”
ผมจับกระบี่กระดูกปลาให้มั่น แล้วก้าวเดินไปข้างหน้า
หวังชุ่ยแม้จะหวาดกลัว แต่เธอก็เลือกเดินตามผมมา
ทุกย่างก้าวของผมเป็นไปอย่างเชื่องช้าและระมัดระวัง ในใจผมเองก็หวาดกลัวเช่นกัน กลัวว่าพื้นที่ดูเหมือนแข็งแกร่งนี้อาจเป็นเพียงภาพลวงตา และผมอาจตกลงไปสู่ความตายได้ทุกเมื่อ
แต่ผมกำลังเดิมพัน เดิมพันว่าการตัดสินใจของผมถูกต้อง เพราะการยืนอยู่กับที่เฉยๆ ก็ไม่ต่างจากรอความตาย
ผมสังเกตเห็นว่าพื้นที่ของดาดฟ้ากำลังค่อยๆ หดเล็กลง
หากไม่ทำอะไรเลย สุดท้ายเราคงไม่มีทางรอด
เมื่อดาดฟ้าหดตัวถึงจุดหนึ่ง มันอาจทำให้ผมเกิดอาการคล้ายเป็นลมแดด เวียนหัว มึนงง จนสูญเสียการรับรู้และการตัดสินใจ
ผมเชื่อเสมอว่าหนทางเกิดขึ้นจากการก้าวเดิน
อยู่เฉยๆ ก็มีแต่รอความตาย แต่หากลองเดินหน้าอาจพบโอกาสรอด
หวังชุ่ยเดินตามผมไปสิบกว่าก้าว
ขณะเดียวกันขนาดของดาดฟ้าก็หดลงเหลือเพียงยี่สิบถึงสามสิบตารางเมตร
อาการเวียนหัวเริ่มกลับมาอีกครั้ง
เป็นไปตามที่ผมคาดไว้ ถ้ายืนอยู่เฉยๆ โดยไม่ทำอะไรเลย มีแต่ความตายเท่านั้นที่รออยู่
ตอนนี้สิ่งที่ต้องทำคือ หาทางออกจากดาดฟ้าให้เจอโดยเร็วที่สุด
ผมก้าวเดินต่อไปอีกสองก้าว
อักษรจารึกบนกระบี่กระดูกปลาในมือของผมเปล่งแสงสว่างขึ้นอีกเล็กน้อย
ผมก้าวไปข้างหน้าอีกสองก้าว
แต่ทันทีที่ย่างก้าวไป ผมรู้สึกว่าภาพตรงหน้าสั่นไหวราวกับทัศนวิสัยเปลี่ยนไปในพริบตา
เบื้องหน้าของผมปรากฏหมอกขาวจางๆ ลอยอยู่รอบตัว และเห็นเงาร่างของบางสิ่งท่ามกลางหมอกจางนั้น
มันตัวเล็กและกำลังนอนหมอบอยู่กับพื้น ปากของมันอ้าออกและพ่นไอหมอกขาวออกมาเป็นระลอก
ยังไม่ทันที่ผมจะมองให้ชัดว่ามันคือตัวอะไร
ทันใดนั้นเองมันก็พุ่งเข้ามาหาผมอย่างรวดเร็ว!
ความตื่นตระหนกพุ่งสูงขึ้นทันที
ผมรีบยกกระบี่กระดูกปลาและฟันออกไปโดยไม่ลังเล
เสียง “แผละ!” ดังขึ้น สิ่งนั้นถูกกระบี่ของผมฟันจนร่วงลงกระแทกกับพื้นอย่างแรง
พอสิ่งนั้นร่วงลงไปกับพื้น ความรู้สึกวิงเวียนของผมก็หายไปในทันที ดาดฟ้าที่เคยดูเหมือนหดเล็กลงกลับคืนสู่สภาพปกติในพริบตา
แต่รอบๆ ตัวยังคงเต็มไปด้วยหมอกขาว
ผมกับหวังชุ่ยยืนอยู่ท่ามกลางหมอกขาวหนานั้น และที่สำคัญ ประตูทางลงที่หายไปก่อนหน้านี้ปรากฏขึ้นอีกครั้งท่ามกลางม่านหมอก
ผมก้มลงมองสิ่งที่พุ่งเข้าใส่ผมเมื่อครู่
สิ่งที่เห็นทำให้ผมขนลุก
มันคือคางคกตัวหนึ่ง ร่างของมันถูกแช่จนบวมซีด และตอนนี้ก็ถูกกระบี่กระดูกปลาของผมผ่ากลางออกเป็นสองส่วน!
“นี่มันอะไรกัน” ผมพึมพำด้วยความสงสัยพลางกวาดตามองไปรอบๆ
หวังชุ่ยที่ยืนอยู่ด้านหลังก็เอ่ยขึ้นด้วยความเหลือเชื่อ “ทุกอย่างกลับเป็นปกติแล้ว…ภาพลวงตาหายไปแล้ว”
ผมก้มลงมองซากคางคกที่เหี่ยวแห้งอย่างรวดเร็ว กลิ่นฉุนของฟอร์มาลินลอยเตะจมูก
มันน่าจะหลุดออกมาจากห้องเก็บตัวอย่างในชั้นใต้ดิน
นี่ไม่ใช่สัตว์ธรรมดาแน่นอน
“เวรเอ๊ย! ไอ้นี่น่ะเหรอที่พ่นหมอกขาว ทำให้เราติดกับ!” พูดจบ ผมเตะมันด้วยความโมโห
แต่ทันทีที่เท้าผมกระทบกับมัน ร่างที่เหี่ยวแห้งก็แตกสลายกลายเป็นผุยผงปลิวไปกับอากาศ
ผมไม่สนใจว่ามันมาจากไหนแล้ว ตอนนี้สิ่งเดียวที่อยากทำคือออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
ผมหันไปบอกหวังชุ่ย “ไปกันเถอะ ลงไปข้างล่าง!”
“ตกลง!” หวังชุ่ยพยักหน้ารับ
ตึกนี้ทำให้ผมเจอเรื่องแปลกประหลาดและน่าสะพรึงกลัวมามากพอแล้ว แม้จะกำลังลงจากดาดฟ้า แต่ผมก็ยังคงระแวดระวังทุกย่างก้าว
แม้แต่ตอนนี้ เมื่อหวนคิดถึงเหตุการณ์ทั้งหมด ผมยังรู้สึกเหลือเชื่อว่า เหตุใดกันที่ทำให้ผมถูกหลอกให้ขึ้นมาบนดาดฟ้าได้
ผมคาดเดาว่า ในตอนที่ผมหนีออกมาจากชั้นใต้ดิน คางคกตัวนั้นน่าจะเล็ดลอดออกมาด้วย และใช้ไอหมอกสีขาวลอบโจมตี ทำให้พวกเราติดอยู่ในภาพลวงตาตั้งแต่ตอนนั้น
โชคดีที่ค้นพบความจริงได้ทันเวลา ก่อนที่จะเกิดผลลัพธ์ที่เลวร้ายไปกว่านี้
เมื่อเรากลับเข้ามาในตึก ความเย็นยะเยือกยังคงปกคลุมรอบตัว หมอกขาวยังคงลอยอยู่ทุกทิศทุกทาง
ผมกับหวังชุ่ยเดินลงไปชั้นล่างต่อ
แต่เมื่อเดินลงมาหนึ่งชั้น ผมก็ต้องชะงัก
จากดาดฟ้าลงมาคือชั้นสี่ และจากชั้นสี่ลงมาควรจะเป็นชั้นสาม
แต่เมื่อลงมาถึง เรากลับเห็นป้ายบอกชั้นเขียนว่า ‘ชั้นสี่’
ในวินาทีนั้น ผมแทบจะระเบิดอารมณ์ออกมา
นั่นหมายความว่าเราเดินลงมาทั้งชั้นโดยเปล่าประโยชน์ และยังคงติดอยู่ในภาพลวงตา
พ้นจากภาพลวงตาหนึ่ง ก็เข้าสู่อีกภาพลวงตาหนึ่ง
เพิ่งจะหนีจากดาดฟ้ามาได้แท้ๆ แต่กลับต้องมาติดอยู่ที่นี่อีก
“ให้ตายเถอะ! เราติดอยู่ในกับดักอีกแล้ว!”
ผมกัดฟันแน่น จ้องไปที่ป้ายบอกชั้นอย่างหงุดหงิดแล้วรีบชักกระบี่กระดูกปลาออกมา หวังใช้วิธีเดียวกับที่เคยใช้บนดาดฟ้า ใช้กระบี่กระดูกปลาเพื่อตรวจจับพลังอาฆาต
บางทีมันอาจนำทางให้เราออกจากวังวนนี้ได้อีกครั้ง!
ผมมองไปรอบๆ แต่ความเข้มของแสงจากกระบี่กระดูกปลากลับไม่มีความแตกต่างเลย
ดูเหมือนว่าวิธีนี้จะใช้ไม่ได้ผลแล้ว
หวังชุ่ยที่เห็นดังนั้นลองเป่าลมหายใจเย็นออกไปทางซ้ายและขวา
หมอกขาวไหววูบเล็กน้อย แต่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แถมหลังจากที่เธอเป่าลมออกไปไม่กี่ครั้ง ร่างของเธอก็ดูอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด
เธอส่ายหัว มองไปรอบๆ ทางเดินที่ถูกปิดล้อม ทั้งบันไดขึ้นและลงดูเหมือนกันไปหมด
สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความกังวล
“จบแล้ว…เราติดอยู่ที่นี่อีกครั้ง” เธอพูดด้วยน้ำเสียงหมดหวัง
“หลังจากที่ฉันตาย ฉันก็ติดอยู่ในห้องชันสูตรบนชั้นสองมาตลอดสองวัน ทุกครั้งที่พยายามหนี ฉันจะถูกเฉินกั๋วฝูจับกลับไปเสมอ เมื่อกี้พี่เสี่ยวอวี่บอกว่าถ้าฉันพารุ่นพี่ออกจากห้องเก็บตัวอย่างได้ รุ่นพี่จะพาฉันออกไปจากที่นี่ได้ แต่เราติดอยู่ในภาพลวงตาอีกแล้ว! แถมพี่เสี่ยวอวี่ยังลงไปที่ชั้นใต้ดินชั้นสองแล้วด้วย จะทำยังไงดี!” หวังชุ่ยร้อนใจจึงพยายามเป่าลมหายใจเย็นไปรอบๆ หวังจะทำลายภาพลวงตานี้
แต่กลับไม่มีผลอะไรเลย
คำพูดสุดท้ายของเธอดึงดูดความสนใจของผมทันที ‘เสี่ยวอวี่ไปที่ชั้นใต้ดินชั้นสอง!?’
แค่ชั้นใต้ดินชั้นแรกก็เต็มไปด้วยสิ่งสยองขวัญมากมาย แล้วที่ชั้นใต้ดินชั้นสองล่ะ
มันต้องมีบางสิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นซ่อนอยู่แน่!
เสี่ยวอวี่เลือกไปที่นั่น บางทีเธออาจจะพยายามถ่วงเวลาบางสิ่งที่อันตรายเอาไว้
เธอปฏิบัติต่อผมดีมาโดยตลอด ไม่เคยคิดร้ายกับผมเลย
แต่ตอนนี้ผมทำได้แค่เก็บความรู้สึกนี้ไว้ในใจ และมุ่งเน้นไปที่การหาทางออก
ผมหันกลับไปบอกหวังชุ่ย “ทางออกไม่ได้มีแค่ทางเดียวหรอก พวกเราต้องออกไปจากที่นี่ได้แน่!”
พูดจบ ผมก็คว้าประตูหนีไฟของชั้นสี่แล้วกระชากมันออก
อยากลองดูว่าพอจะเข้าไปภายในอาคารของชั้นสี่จากตรงนี้ได้ไหม แล้วใช้ทางเดินหลักลงไปยังชั้นล่าง
เสียงบานพับที่เก่าและขึ้นสนิมดังลั่นไปทั่วทางเดิน
แต่สิ่งที่ผมเห็นเมื่อประตูเปิดออก กลับทำให้ผมหยุดชะงัก ไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าหรือถอยหลังได้เลย…