ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 55 โถงทางเดิน หน้าหลังล้วนเป็นหนทางสู่ความตาย
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 55 โถงทางเดิน หน้าหลังล้วนเป็นหนทางสู่ความตาย
ทันทีที่ผมเปิดประตูหนีไฟก็ต้องตกตะลึง
อีกฝั่งของประตูไม่ใช่ภายในอาคารของชั้นสี่ แต่เป็นบันไดลาดเอียงที่มีทั้งพุ่งขึ้นและลง
เหมือนผมกำลังยืนอยู่ตรงจุดตัดของเส้นทางที่บิดเบี้ยวเป็นรูปสวัสติกะ
ผมหยิบมือถือขึ้นมาใช้ไฟฉายส่องดูบันไดทั้งสองด้าน
แต่สิ่งที่เห็นมีเพียงความมืดมิดไม่มีที่สิ้นสุด บรรยากาศให้ความรู้สึกเหมือนบันไดนี้ทอดลึกลงไปสู่ขุมนรก
“ให้ตายเถอะ…พวกวิญญาณที่นี่กะจะขังเราไว้จนตายเลยสินะ!” ผมสบถออกมาพร้อมกับทุบหมัดลงบนประตูอย่างโมโห
เสียงกระแทกก้องกังวานไปทั่วทั้งทางเดิน
หวังชุ่ยที่เห็นผมโกรธก็พูดขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ
“รุ่นพี่…ไม่ต้องกังวลเรื่องฉันก็ได้…รุ่นพี่หาทางหนีไปเองเถอะ…ยังไงฉันก็ตายไปแล้ว ฉันไม่อยากให้รุ่นพี่ต้องมาติดอยู่ที่นี่เพราะฉัน”
เธอพูดไปสะอื้นไป แม้ใบหน้าของเธอจะมีแผลเหวอะหวะครึ่งหนึ่งจนทำให้ดูสยดสยอง แต่ผมก็มองออกว่าเธอพูดจากใจจริง
ทว่าในสถานการณ์เช่นนี้ ผมกับเธอก็ไม่ต่างจากแมลงที่ติดอยู่ในใยแมงมุมเดียวกัน อีกทั้ง เธอเป็นคนช่วยชีวิตผมไว้ ผมไม่มีทางทอดทิ้งเธอแน่นอน
แม้เธอจะเป็นวิญญาณก็ตาม
ผมพยายามควบคุมอารมณ์ บอกตัวเองซ้ำๆ ว่าต้องสงบสติอารมณ์ อย่าให้สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้ามากระทบจิตใจ
หากผมเองยังควบคุมตัวเองไม่ได้ โอกาสที่จะหนีออกไปก็คงไม่มีเหลือ
ผมสูดลมหายใจลึกๆ หลายครั้ง แล้วหันไปพูดกับหวังชุ่ย “รุ่นน้องอย่าพูดแบบนั้น ฟ้าเหลือทางรอดไว้ให้เสมอ เราต้องหาทางออกไปได้แน่!”
พูดจบ ผมหันกลับมามองกระบี่กระดูกปลาในมืออีกครั้ง
แต่เมื่อดูอักษรจารึกเพื่อวัดระดับพลังอาฆาต กลับพบว่าแสงในทุกทิศทางสว่างเท่ากันหมด
นั่นหมายความว่าพวกเราอยู่ในพื้นที่ที่พลังอาฆาตกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ เหมือนติดอยู่ใน ‘แคปซูล’ พลังอาฆาต
หากไม่ทำลาย ‘แคปซูล’ นี้ก็ไม่มีวันออกไปได้
หวังชุ่ยยังคงพ่นลมหายใจเย็นออกไปรอบๆ บางครั้งเธอก็ใช้มือข่วนผนัง
เธอกำลังพยายามใช้วิธีของเธอเพื่อหาทางทำลายสถานการณ์นี้
แต่กับดักลวงตาในทางเดินนี้ดูเหมือนจะทรงพลังยิ่งกว่าที่ดาดฟ้า วิธีของเธอจึงไม่ได้ผลเลย
ผมเองก็ยังคิดไม่ออกว่าจะแก้ไขสถานการณ์นี้อย่างไร จึงได้แต่ลองเดินขึ้นลงสำรวจไปรอบๆ เพื่อหาทางออก
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผมเริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
เพราะผมสังเกตเห็นว่าผนังทางเดินขยับเล็กน้อยราวกับกำลังหายใจ
ผมไม่แน่ใจจึงยื่นมือไปแตะผนังดู
มันให้ความรู้สึกเย็นเยียบ แต่ทันใดนั้นเอง ผนังที่ผมแตะอยู่
…ก็ขยับจริงๆ!
ผมสะดุ้งตัวโยน รีบชักมือกลับทันทีด้วยความตกใจ
ผมอุทานออกมาด้วยความตกใจแล้วถอยหลังไปก้าวหนึ่ง “กำแพงกำลังขยับ!”
ขณะที่หวังชุ่ยชี้ไปยังบันไดด้านล่าง “รุ่นพี่! ข้างล่าง…ข้างล่าง!”
ผมก้มลงไปดูตามที่เธอบอก
ท่ามกลางความมืดที่ปกคลุมบันได ผมมองเห็นเงาดำบางอย่างค่อยๆ คืบคลานขึ้นมาจากความมืดด้านล่าง
สีหน้าของผมเปลี่ยนไปทันที ร้องออกมาด้วยความตกใจ “อะไรน่ะ!”
พูดจบ ผมยกกระบี่กระดูกปลาขึ้นพร้อมเล็งไปทางบันได แล้วเปิดไฟฉายจากมือถือส่องลงไปทันที
ทันใดนั้นเองศีรษะหนึ่งค่อยๆ โผล่มา มันมีผมบางๆ สีขาวซีดเป็นประกาย เมื่อเงยหน้าก็เผยให้เห็นดวงตาที่เป็นโพรงดำสนิท
มันเอียงหัวเล็กน้อย จ้องมองพวกเรานิ่ง ริมฝีปากค่อยๆ โค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มประหลาด…ยิ้มแห่งความตาย
นี่มัน…ผีชัดๆ!
มันนอนหมอบอยู่บนขั้นบันได มองตรงมายังเราอย่างเงียบเชียบ
ระยะห่างจากพวกเราประมาณสี่ถึงห้าเมตร
เบื้องหลังของมันดูเหมือนยังมีเงาอีกหลายร่างยืนซ้อนกันอยู่ แต่ความมืดทำให้ผมมองเห็นพวกมันไม่ชัดเจน
หวังชุ่ยเสียงสั่น รีบพูดขึ้น “พะ…พวกมัน…พวกมันมาจากห้องเก็บตัวอย่าง!”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘ห้องเก็บตัวอย่าง’ ภาพของเหล่าผีในห้องนั้นก็พุ่งเข้ามาในหัวผมทันที
ผมรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่าไปทั้งตัว ความเย็นเยียบแล่นไปทั่วร่าง
พวกมันเริ่มปีนขึ้นมา แม้ความเร็วจะไม่มากนัก แต่จำนวนกลับมีไม่น้อย
ร่างของพวกมันซีดเผือดและไร้สิ่งใดปกปิด
พวกมันเกาะอยู่ตามขั้นบันได คลานขึ้นมาช้าๆ เข้าใกล้พวกเราทีละนิด
ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา มีเพียงดวงตาโพรงดำของพวกมันที่จ้องตรงมายังพวกเรา
ริมฝีปากของแต่ละตนยังคงยกขึ้นเป็นรอยยิ้มพิศวง
ภาพที่เห็นทำให้ขนลุกชันไปทั้งร่าง…
แม้ผมจะถือกระบี่กระดูกปลาไว้ในมือ แต่จำนวนของพวกมันมีมากเกินไป
ยิ่งไปกว่านั้น ผมยังไม่รู้ว่าข้างล่างจะมีอีกมากแค่ไหน
การบุกตะลุยลงไปตอนนี้เป็นตัวเลือกที่เสี่ยงเกินไป ผมจึงหันไปบอกหวังชุ่ย ”รีบขึ้นไปด้านบน!”
พูดจบ ผมกับหวังชุ่ยรีบเร่งฝีเท้าขึ้นไปทันที หวังจะเพิ่มระยะห่างและหาทางรับมือกับสถานการณ์นี้
แต่ติดอยู่ในภาพลวงตาเช่นนี้ ไม่ว่าเดินไปทางไหนก็ไม่อาจหลุดพ้น
แม้จะเดินขึ้นไปอีกชั้น เราก็ยังคงอยู่ชั้นสี่ ข้างๆ กันยังคงเป็นประตูหนีไฟที่ปิดสนิทเหมือนเดิม
ผมเอื้อมมือไปแตะประตู แต่แล้วก็พบว่าบันไดอีกด้านก็มีเงาดำหลายร่างกำลังคืบคลานขึ้นมาเช่นกัน
เมื่อพวกมันรวมกันแล้วก็มีมากถึงแปดเก้าตน
ทั่วทั้งร่างของพวกมันส่งกลิ่นฉุนของฟอร์มาลินออกมาอย่างรุนแรง กลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่วทั้งทางเดินแคบๆ จนแทบหายใจไม่ออก
ขณะเดียวกันผนังรอบตัวเริ่มขยับไหวรุนแรงขึ้น ดูเหมือนว่าทางเดินนี้กำลังหดแคบลงเรื่อยๆ คล้ายกับลำไส้ที่กำลังบีบรัด
ไม่เพียงเท่านั้น บันไดด้านบนก็เกิดเสียงเคลื่อนไหวเช่นกัน
เมื่อเงยหน้ามองขึ้นไปก็พบว่ามีบางสิ่งกำลังคลานลงมา
มันค่อยๆ โผล่หน้าอันซีดขาวออกมาจ้องมองพวกเรา
ช่างน่าสะพรึงกลัวจนขนลุกซู่
ตอนนี้พวกเราอยู่ตรงจุดกึ่งกลางของบันไดที่ดูเหมือนจะมีชีวิต ทั้งด้านบนและล่างล้วนเต็มไปด้วยเงาของสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์
ถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ต่อไปเราจะถูกผนังที่หดแคบลงบดขยี้ตาย หรือไม่ก็ถูกพวกมันพุ่งเข้ามาขย้ำจนไม่เหลือซาก
หวังชุ่ยเริ่มตัวสั่น น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความหวาดกลัว ”รุ่นพี่ พวกมันมาแล้ว…ทั้งข้างบนและข้างล่าง!”
เธอกลัวจนแทบยืนไม่อยู่ ผมเองก็เหงื่อแตกพลั่ก
เมื่อเห็นว่าไม่มีทางหนี ผมจึงกำกระบี่กระดูกปลาแน่น ตัดสินใจเลือกทิศทางหนึ่งแล้วพุ่งทะลวงออกไป
เราจะยืนรอความตายอยู่ที่นี่ไม่ได้เด็ดขาด!
แต่ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าก็ดังมาจากบันไดทางขึ้นด้านซ้าย
เสียง “ตึก...ตึก...ตึก...” ดังต่อเนื่อง สลับกับเสียง “แกร็ก…แกร๊ก...แกร๊ก...” ที่ฟังดูน่าขนลุก
เมื่อได้ยินเสียงนั้น ผมชะงักไปชั่วขณะ
เสียงนี้…คือเสียงของกรงเล็บไก่ที่เดินบนพื้นกระเบื้อง เหมือนกับเสียงของไก่ตัวใหญ่ที่ผมเคยได้ยินขณะซ่อนตัวอยู่ในห้องชันสูตรไม่มีผิด
หวังชุ่ยที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็หันไปมองบันไดทางขึ้นด้านซ้ายด้วยความตกใจ
เธออุทานออกมา ”รุ่นพี่! ฉันได้ยินเสียงคนเรียกชื่อจากข้างบน!”
ผมสะดุ้งเฮือก
หรือว่าคนที่ทำพิธีเรียกวิญญาณของหวังชุ่ยจะปล่อยไก่ตัวใหม่เข้ามา?
ผมตัดสินใจทันทีโดยไม่ลังเล “ไปข้างบน!”
พูดจบ ผมเร่งฝีเท้า กำกระบี่กระดูกปลาแน่น แล้วพุ่งไปยังบันไดทางขึ้นด้านซ้ายตรงหน้า
แต่ทันทีที่ก้าวขึ้นไปเพียงไม่กี่ก้าว ผมก็เห็นบางสิ่งในความมืดบนทางเดินด้านบน
มีเงาผีสองตนยืนอยู่บนบันได
พวกมันจ้องผมด้วยดวงตาโพรงดำสนิท ใบหน้าบิดเบี้ยวของพวกมันเผยให้เห็นท่าทางราวกับกำลังสูดอากาศเข้าปอดด้วยความเพลิดเพลิน...
หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว เราต้องฝ่าไป!
ผมจ้องมันด้วยสายตาดุดัน แล้วตะโกนออกไปด้วยเสียงหนักแน่น
“ถอยไปให้หมด! ไม่งั้นอย่าหาว่าฉันไม่เตือน!”
แต่พวกมันไม่มีทีท่าว่าจะหวั่นเกรง
ผีที่อยู่ด้านหน้าสุดเงยศีรษะขึ้นแล้วเปล่งเสียงคำรามต่ำ ก่อนจะพุ่งตรงเข้าหาผมด้วยความเร็วสูง!
ผมสบตากับมันเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะตัดสินใจยกกระบี่กระดูกปลาฟันออกไปสุดแรง!
ผีตนนั้นเคลื่อนที่เชื่องช้า ขณะที่ผมเคลื่อนไหวได้รวดเร็วกว่า
เพียงชั่วพริบตา กระบี่กระดูกปลาของผมก็แทงทะลุหน้าผากของมัน
เสียง “ปัง!” ดังสนั่น ร่างของมันแตกสลายราวกับลูกโป่งแตก ก่อนจะกลายเป็นเปลวเพลิงสีฟ้าลอยหายไป
แต่ในขณะเดียวกันผีอีกตนจากบันไดชั้นบนก็กระโจนเข้าใส่ผม
มันเคลื่อนที่เร็วกว่าตนแรก และพุ่งชนผมจนล้มลงกับพื้น
ศีรษะของผมกระแทกกับพื้นเสียงดัง “กึก!”
มันอ้าปากกว้างยื่นตรงมายังลำคอของผม
ผมพยายามดิ้นรน แต่เห็นได้ชัดว่ากำลังจะถูกกัดเข้าเต็มๆ
ทันใดนั้นเอง หวังชุ่ยก็พุ่งเข้ามา
“รุ่นพี่ ระวัง!”
เธอเอื้อมมือคว้าหัวของผีตนนั้น ดึงมันออกจากตัวผม
การกระทำของเธอช่วยชีวิตผมไว้อีกครั้ง
ผมฉวยโอกาสนี้กำกระบี่กระดูกปลาแน่น แล้วแทงทะลุคางของมันสุดแรง
เสียง “ปัง!” ดังอีกครั้ง หัวของมันระเบิดเป็นเปลวเพลิงสีฟ้า ก่อนจะสลายหายไป
“รีบไป!”
ผมไม่มีเวลาขอบคุณหวังชุ่ย เพียงรีบลุกขึ้นยืนแล้วกระชากแขนเธอ เพราะผมเห็นว่าผีจากสามทิศทางที่เหลือกำลังคลานมาถึงจุดตัดของบันได
พวกมันส่งเสียงครางต่ำ ขณะคืบคลานเข้ามาหาเราอย่างรวดเร็ว
หากไม่หนีตอนนี้ เราคงถูกพวกมันรุมกัดจนไม่เหลือซาก!