ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 56 ไก่ไร้หัว หนีออกจากตึกทดลอง
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 56 ไก่ไร้หัว หนีออกจากตึกทดลอง
เหล่าผีที่อยู่ข้างล่างแตกต่างจากหวังชุ่ยอย่างชัดเจน ดวงตาของพวกมันเป็นโพรงดำสนิทราวกับถูกย้อมด้วยหมึกดำ ดูดุร้ายและน่าสะพรึงกลัวกว่า อีกทั้งจำนวนยังมากกว่า
ผมไม่มีทางยอมให้พวกมันเข้าถึงตัวเด็ดขาด
ผมกระชากมือหวังชุ่ย แล้วเร่งฝีเท้าวิ่งขึ้นบันไดต่อไป
ไม่นานนักเราก็มาถึงชั้นบนสุด
ป้ายบอกชั้นก็ยังคงแสดงว่าเป็น ‘ชั้นสี่’ เช่นเดิม แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปคือ เสียงที่ดังมาจากอีกฝั่งของประตูหนีไฟในชั้นนี้
เมื่อเงี่ยหูฟัง ผมได้ยินเสียง “กุ๊กๆๆ” คล้ายเสียงไก่ขัน
ผมหันกลับไปมองบันไดด้านหลัง เหล่าผีกำลังไล่ตามเรามาใกล้ทุกที
ไม่มีเวลามัวลังเลอีกต่อไป
ผมหันกลับไปคว้าประตูหนีไฟแล้วออกแรงกระชากสุดแรง แต่ประตูนั้นหนักมากจนเส้นเลือดบนหน้าผากผมปูดโปน
หวังชุ่ยเห็นดังนั้นจึงเข้ามาช่วยอีกแรง
เราสองคนออกแรงดึงประตูไปข้างหลังเต็มกำลัง
ขณะเดียวกันผนังทางเดินก็เริ่มขยับบิดเบี้ยวรุนแรงขึ้น
มันเคลื่อนไหวราวกับเป็นลำไส้ของสิ่งมีชีวิตที่กำลังบีบรัดเราเข้าไปทีละนิด
“อื่อ…”
เสียงครางต่ำจากผีที่อยู่เบื้องหลังดังใกล้เข้ามา
“อ๊าก!” ผมกัดฟัน ออกแรงทั้งหมดที่มีดึงประตู
หวังชุ่ยเองก็ใช้แรงทั้งหมดช่วยดึงเช่นกัน
เสียงไก่ขันจากอีกฝั่งของประตูดังขึ้นรัวเร็วราวกับกำลังตอบรับเรา
ในที่สุด ประตูก็เปิดออกเล็กน้อยพอให้เรามองเห็นด้านใน แต่สิ่งที่ผมเห็นทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ
ไก่ตัวใหญ่ยืนอยู่ตรงนั้น แต่กลับไม่มีหัว…
มันเหมือนกับไก่ที่ถูกกัดหัวขาดในห้องชันสูตรไม่มีผิด
แม้จะไม่มีหัว แต่มันยังคงยืนตัวตรง และเสียง “กุ๊กๆๆ” ก็ดังออกมาจากลำคอไร้หัวนั่น
แม้ภาพที่เห็นจะน่าสะพรึงกลัว แต่ผมรู้ดีว่าหากมัวลังเลอยู่ที่นี่ก็มีแต่ความตายเท่านั้นที่รอเราอยู่
“ไปเร็ว!” ผมตะโกน
หวังชุ่ยที่ยังคงสั่นกลัวพยักหน้า ก่อนจะรีบเบียดตัวออกไปทางประตู
ทันใดนั้นเอง ผีตนหนึ่งกระโจนเข้ามาจากด้านหลัง มันส่งเสียง “อื่อ!” ขณะพุ่งตรงเข้ามาหาผม
ผมเบิกตากว้าง รีบกระโจนตามหวังชุ่ยออกไป
แต่ผมไม่เร็วพอ…
กรงเล็บของมันข่วนเข้าที่แผ่นหลังของผมจนรู้สึกถึงความแสบร้อน
ผมสลัดความเจ็บปวดทิ้งแล้วฟันสวนไปด้านหลัง
ปลายกระบี่กระดูกปลาฟาดเข้าใส่แขนของผีตนนั้นโดยตรง
เสียง “ฉัวะ!” ดังขึ้น
ปลายนิ้วของมันขาดกระเด็นร่วงลงกับพื้น ก่อนจะลุกเป็นเปลวไฟสีน้ำเงินและสลายไป
ผีตนนั้นกรีดร้องโหยหวน รีบหดมือกลับไปในขณะที่ประตูหนีไฟปิดลงเสียงดัง “ปัง!”
เหล่าผีที่ตามล่าพวกเราถูกขังไว้อีกด้าน
และทันทีที่ประตูปิดลง ผมสังเกตเห็นบางอย่างแปลกไป
ป้ายบอกชั้นที่อยู่บนประตูเปลี่ยนเป็น ‘ชั้นสอง’ ทั้งที่เราควรจะอยู่ชั้นสาม
นี่มันอะไรกัน เราถูกเล่นตลกกับกฎของสถานที่นี้อีกแล้วงั้นเหรอ
ก่อนที่ผมจะได้คิดอะไรไปมากกว่านี้ ไก่ไร้หัวตัวนั้นก็ส่งเสียง “กุ๊กๆๆ” อีกครั้ง แล้วหมุนตัววิ่งไปตามทางเดิน
หวังชุ่ยที่ยังคงหายใจหอบหันมาพูดกับผม “รุ่นพี่! มันบอกให้เราตามมันไป!”
ผมหรี่ตาลง รู้สึกได้ถึงความแปลกประหลาด
ผมไม่ได้ยินอะไรนอกจากเสียงไก่ขัน แต่หวังชุ่ยกลับเข้าใจความหมายของมัน
ถึงอย่างนั้น ผมก็ไม่มีทางเลือกอื่น
ที่นี่เต็มไปด้วยหมอกขาวหนาทึบ และเสียงฝีเท้าของเหล่าผีที่ถูกขังอยู่หลังประตูดังแว่วออกมา
ผมหันไปพยักหน้าให้หวังชุ่ย “ไปกันเถอะ!”
เราสองคนรีบวิ่งตามไก่ไร้หัวไปตามทางเดิน
เสียงฝีเท้าของมันดังก้องบนพื้นกระเบื้อง เป็นเสียงเดียวที่นำทางเราไปข้างหน้า
เราผ่านห้องชันสูตรหลายห้อง แต่เมื่อผ่านห้องหนึ่ง ผมเหลือบมองเข้าไปและต้องหยุดชะงัก
ผมเห็นร่างของไก่ไร้หัวอีกตัวหนึ่งนอนแน่นิ่งอยู่บนโต๊ะชันสูตรภายใต้แสงจันทร์สลัว
ผมหันกลับมามองไก่ตัวที่วิ่งนำหน้า มันยังคงวิ่งไปข้างหน้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น…
ผมเผลอสูดลมหายใจลึกอย่างไม่รู้ตัว
นี่มัน…วิญญาณของไก่ตัวนั้นอย่างนั้นหรือ!
ผมกลืนน้ำลายลงคอและวิ่งต่อไป
ใครก็ตามที่สามารถควบคุมวิญญาณไก่ตัวนี้ได้ ต้องเป็นผู้มีฝีมือสูงมากแน่ๆ…
ไม่เพียงสามารถใช้ไก่เรียกวิญญาณ แต่ยังควบคุมวิญญาณของมันได้อีกด้วย!
ขณะที่กำลังครุ่นคิด ไก่ไร้หัวตัวนั้นก็พาเรามาถึงทางบันไดหลักของชั้นสอง มันไม่รอช้า รีบวิ่งลงไปยังชั้นหนึ่งทันที
เสียง “กุ๊กๆๆ” ของมันดังไม่ขาดสาย แต่สิ่งที่แปลกประหลาดคือ หมอกขาวรอบตัวเรากลับแหวกออกเป็นทางให้ราวกับหวาดกลัวมัน
ผมกับหวังชุ่ยเร่งฝีเท้าวิ่งตามมันลงไป
แต่ยิ่งลงไป หมอกก็ยิ่งหนาขึ้น
อากาศเย็นยะเยือกจนผิวของผมเริ่มชา
ความรู้สึกบอกว่าหากยังอยู่ที่นี่นานกว่านี้ พวกเราคงไม่มีโอกาสรอดแน่ๆ
เราวิ่งจนถึงชั้นล่างสุด หมอกหนาทึบเสียจนระยะมองเห็นลดลงเหลือไม่ถึงสองเมตร!
แม้จะมีไฟฉายจากมือถือช่วยส่องทาง และมีไก่ไร้หัวนำทางอยู่ข้างหน้า แต่เราก็ยังมองไม่เห็นอะไรข้างหน้าเลย
ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเร่งฝีเท้าวิ่งไปให้เร็วที่สุด
เสียง “ครืด” อันแผ่วเบาแต่ชัดเจนดังมาจากด้านหลัง
เสียงนั้นเหมือนบางสิ่งกำลังเคลื่อนที่ และกำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
มันฟังดูเหมือนเสียงของบางสิ่งที่กำลังคลานอยู่บนพื้น…
ผมไม่กล้าหันกลับไปมอง มีเพียงการพุ่งไปข้างหน้าตามไก่ไร้หัวเท่านั้นที่สำคัญ
ไม่นานนักเราก็มาถึงห้องหนึ่ง
มันคือห้องเก็บอุปกรณ์ที่ผมเคยปีนหน้าต่างเข้ามาตอนแรก!
ไก่ไร้หัวหยุดกลางห้องและส่งเสียง “กุ๊กๆๆ” อีกครั้ง
หวังชุ่ยรีบพูดขึ้น “รุ่นพี่ มันบอกให้เรารีบออกไป มันนำทางให้เราได้ถึงแค่ตรงนี้!”
ผมพยักหน้ารับ ก่อนจะมองไปที่ไก่ไร้หัวอย่างจริงจัง
“พี่ไก่ ขอบคุณที่ช่วยชีวิตเรา!”
พูดจบ ผมรีบย่อตัวลงแล้วบอกหวังชุ่ย “รุ่นน้อง ขึ้นมาบนหลังฉัน!”
หวังชุ่ยเพิ่งสังเกตเห็นบาดแผลที่หลังของผม “รุ่นพี่ คุณบาดเจ็บ…!”
“ไม่เป็นไร! เร็วเข้า!”
ทันใดนั้นเอง เสียง “ครืด” ที่อยู่ข้างหลังก็ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
หมอกขาวเริ่มเคลื่อนตัวราวกับกระแสน้ำหลั่งไหลเข้ามา
ไก่ไร้หัวหันไปทางประตู จากนั้นมันพุ่งออกไปสู่โถงทางเดินโดยไม่ลังเล
เพียงชั่วอึดใจเดียว เสียง “กุ๊กๆๆ” ของมันดังขึ้นอย่างเร่งร้อน
เสียงปีกกระพือดังรุนแรงเหมือนการต่อสู้ของไก่ตัวผู้ในหมู่บ้านที่กำลังแย่งชิงอำนาจกันดังสนั่น
มันออกไปสู้เพื่อถ่วงเวลาให้เรา!
ผมกัดฟัน กระชับกุมมือหวังชุ่ยให้แน่นขึ้น แล้วตะโกนออกไป
“พี่ไก่! รักษาตัวด้วย!”
จากนั้นผมก็พาหวังชุ่ยตรงไปที่หน้าต่าง คว้าขอบหน้าต่างแล้วปีนขึ้นไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเหลือบมองลงไปด้านล่าง
ภาพที่เห็นทำให้ผมชะงักไปชั่วขณะ
เบื้องล่างไม่ใช่พื้นดิน...แต่มันคือดาดฟ้าที่สูงกว่าสิบเมตร! ซ้ำข้างล่างยังเต็มไปด้วยเหล่าผีที่กำลังเงยหน้าขึ้นมองเรา ทุกตัวมีใบหน้าหิวโหยราวกับกำลังรอให้เรากระโดดลงไปเอง
“เวรเอ๊ย!” ผมอุทานออกมาโดยไม่รู้ตัว ความหวาดหวั่นเริ่มแล่นขึ้นมา
หวังชุ่ยเป่าลมหายใจเย็นออกมาเบาๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก
“ฉัน…ฉันก็แยกไม่ออกแล้วว่าครั้งนี้เป็นของจริงหรือภาพลวงตา…”
ผมหันกลับไปมองทางออกของห้องเก็บอุปกรณ์
เสียงไก่ขันยังดังไม่หยุด บ่งบอกว่าการต่อสู้ของมันยังไม่จบ
เวลานี้ผมต้องเลือกแล้ว จะย้อนกลับไปเผชิญหน้ากับฝูงผี หรือกระโดดลงไปด้านล่างที่อาจเป็นภาพลวงตา
หากย้อนกลับไป คงต้องฝ่าหมอกและฝูงผีที่ไล่ล่ามาไม่รู้จบ
แต่ถ้ากระโดดลงไป มันอาจเป็นทางรอด…หรืออาจเป็นจุดจบของเรา
ผมกำหมัดแน่น ก่อนจะพึมพำออกมาเบาๆ “เป็นตายอยู่ที่โชคชะตา ความมั่งคั่งอยู่ที่ฟ้า…”
พูดจบ ผมออกแรงกระโดดทันที!
และทันทีที่ผมกระโดดลงไป ผมรู้สึกเหมือนกำลังทะลุผ่านม่านบางอย่าง
โลกหมุนวนรอบตัว ทัศนียภาพบิดเบี้ยวไปหมด ความสูงกว่าสิบเมตรที่เคยเห็นเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทุกสิ่งทุกอย่างแตกสลายราวกับกระจกที่ถูกทุบจนร้าว
ทุกอย่างกลายเป็นความว่างเปล่าในพริบตาเดียว
จากนั้น…ผมรู้สึกถึงพื้นแข็งที่อยู่ใต้ฝ่าเท้า
เมื่อเงยหน้าขึ้นมองรอบตัวก็พบว่าเรายืนอยู่นอกตึกทดลองแล้ว!
ครั้งนี้…เราหนีออกมาได้จริงๆ…