ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 57 ชายหนุ่มลึกลับ เขาคือคนที่ปล่อยไก่
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 57 ชายหนุ่มลึกลับ เขาคือคนที่ปล่อยไก่
ขณะที่กระโดดออกจากหน้าต่าง ผมรู้สึกเหมือนทะลุผ่านม่านบางอย่าง
ทุกสิ่งรอบตัวกลับสู่สภาพปกติอีกครั้ง
เมื่อหันกลับไปมอง ตึกทดลองยังคงตั้งอยู่เช่นเดิม ยกเว้นเพียงหน้าต่างมืดมิดไร้แสง
ดูเผินๆ แล้วไม่มีอะไรผิดปกติเลย
เมื่อมองจากภายนอก ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของหมอกขาวที่เคยปกคลุมภายใน
ก่อนหน้านี้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าต่างยังได้ยินเสียงไก่ต่อสู้อย่างชัดเจน
แต่ตอนนี้ ทุกอย่างกลับเงียบสงัด เงียบเสียจนเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
ความลี้ลับของตึกทดลองนี้ ผมได้รับรู้เต็มที่แล้ว
ภายนอกดูสงบ แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยสิ่งชั่วร้ายมากมาย
มันน่ากลัวกว่าที่ผมคาดไว้มาก
ผมหยิบรองเท้าที่หล่นอยู่ข้างๆ มาสวมอย่างรวดเร็ว ก่อนจะลุกขึ้นยืน แล้วหันไปบอกหวังชุ่ย
“ไปกันเถอะ ออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด!”
“อื้ม!” หวังชุ่ยพยักหน้ารับ ดวงตาของเธอยังคงเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
แต่ในแววตานั้นก็มีประกายของความดีใจปะปนอยู่
เราสองคนเริ่มวิ่งออกไปจากบริเวณตึก
แต่เพิ่งวิ่งไปได้ไม่กี่สิบเมตร ผมก็เห็นประกายไฟอยู่บริเวณแปลงดอกไม้ด้านหน้า
มีเงาคนเดินออกมาจากตรงนั้น
เมื่อเห็นดังนั้น ผมชะงัก คิดจะหาที่หลบ แต่แล้วเจ้าของเงานั้นกลับพูดขึ้นมาก่อน
“พี่ชาย…เราเจอกันอีกแล้วนะ”
น้ำเสียงราบเรียบ แต่ผมจำเสียงนี้ได้ทันที
ผมหยุดนิ่งอยู่กับที่ ไม่คิดจะหลบอีกต่อไป เพราะนี่คือเสียงของชายหนุ่มที่ซื้อไก่ผมเมื่อตอนกลางวัน
แม้ระยะห่างระหว่างเราในตอนนี้ยังมากอยู่ ทำให้ผมมองหน้าเขาไม่ชัด แต่เขากลับจำผมได้ทันที
ผมหันไปมองเขาอย่างสงสัย ก่อนจะเอ่ยถาม “ไก่นั่น…นายเป็นคนปล่อยมันเข้าไปใช่ไหม”
หวังชุ่ยที่ยืนข้างๆ จ้องไปที่เงาของชายคนนั้น ก่อนจะกระซิบกับผมเบาๆ
“รุ่นพี่…เมื่อกี้เป็นเสียงเขาที่เรียกฉัน…ฉันจำได้…เป็นเสียงนี้แน่นอน!”
ได้ยินคำยืนยันจากหวังชุ่ย ผมเริ่มสงบลง
ชายหนุ่มที่ใช้ไก่นำทางเราหนีออกจากตึกทดลองกลับกลายเป็นคนเดียวกับชายหนุ่มที่ผมพบในตลาด
คิดได้เช่นนั้น เขาก็เดินเข้ามาใกล้พวกเรามากขึ้น
ตอนนี้ผมมองเห็นเขาได้ชัดเจน เขามีผิวขาวสะอาด ใบหน้าหล่อเหลา และตัวสูงโปร่ง เพียงแต่บุคลิกของเขาดูเย็นชาเล็กน้อย
เขายิ้มบางๆ ก่อนจะพูดขึ้น “ใช่แล้ว ไก่ตัวนั้นก็เป็นตัวที่นายยกให้ฉันนั่นแหละ”
ระหว่างที่พูด เขาก็เดินเข้ามาใกล้พวกเรามากขึ้น จากนั้นยื่นมือออกมา “ยินดีที่ได้รู้จัก ฉันชื่อเม่าจิ้ง ฉันน่ะนับถือในความกล้าของนายที่กล้าเข้าไปในตึกทดลองแห่งนั้นตอนกลางคืนเพียงลำพัง”
พูดจบ เขาเงยหน้ามองไปที่ตึกทดลอง สีหน้าของเขาเผยให้เห็นแววหวาดระแวงเล็กน้อย
ผมได้ยินแบบนั้นก็หัวเราะแห้งๆ
ก่อนหน้านี้ผมไม่รู้เลยว่าตึกนี้น่ากลัวขนาดไหน
ถ้าไม่ใช่เพราะอาจารย์วิชากายวิภาคคอยตามรังควาน แถมยังมีผีจางเฉียงเล่นงานอีก ผมก็คงไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่นั่นเลย
แต่เมื่อเห็นว่าเม่าจิ้งช่วยพวกเราด้วยไก่ของเขา ผมก็ยื่นมือไปจับมือเขาตอบ “ขอบคุณที่ช่วยพวกเราไว้ ฉันชื่อเจียงหนิง”
เม่าจิ้งพยักหน้าให้ผม จากนั้นก็หันไปมองหวังชุ่ย “หวังชุ่ย ฉันมาที่นี่เพราะพ่อแม่ของเธอส่งให้ฉันมาตามเธอกลับบ้าน”
ได้ยินเช่นนั้น หวังชุ่ยก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที “พ่อ…แม่…พวกท่านอยู่ที่ไหน”
“พวกเขาอยู่ที่ศาลาบำเพ็ญกุศล เดี๋ยวฉันจะพาเธอไปพบพวกเขาเอง”
เม่าจิ้งพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ก่อนจะหยิบถุงผงสีขาวออกมาจากกระเป๋า
ผมไม่รู้ว่าเขาตั้งใจจะทำอะไร แต่เขาเทผงนั้นลงบนฝ่ามือ แล้วเป่ามันไปที่ใบหน้าของหวังชุ่ย
ละอองสีขาวลอยปกคลุมไปทั่วใบหน้าของเธอ
“คันจัง!” หวังชุ่ยร้องออกมา พร้อมพยายามจะใช้มือเกา
แต่เม่าจิ้งยกมือห้าม “อย่าขยับ อีกเดี๋ยวใบหน้าของเธอจะกลับเป็นปกติ”
เขายังคงพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ
หวังชุ่ยพยายามอดทนไม่เกา แต่ในเวลาไม่นานพวกเราก็ต้องตะลึง
เพราะใบหน้าของเธอที่เคยมีรอยแผลเหวอะหวะกลับเริ่มฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว
ในเวลาเพียงสามสิบวินาที ใบหน้าที่เคยไร้ผิวหนังของเธอกลับคืนสู่สภาพเดิม
ตอนนี้เธอดูเป็นหญิงสาวที่สงบเสงี่ยมและอ่อนโยน และยังดูสวยขึ้นมากอีกด้วย
น่าเสียดายที่เธอมีชะตาอาภัพ ต้องมาตายเพราะถูกอาจารย์วิชากายวิภาคใช้เป็นเครื่องสังเวย
ถ้าเธอไม่ได้พบผมกับเม่าจิ้ง เธออาจไม่มีโอกาสได้ออกจากตึกนี้
แน่นอน ถ้าไม่มีเธอช่วย ผมเองก็คงไม่รอดออกมาเช่นกัน
ดูเหมือนว่าอาจารย์ของผมจะประเมินอันตรายในตึกนี้ต่ำเกินไป…
ขณะผมกำลังครุ่นคิด เม่าจิ้งก็หันมาสบตากับผม ก่อนที่สายตาของเขาจะตกไปอยู่ที่กระบี่กระดูกปลาในมือผม
เขามีท่าทางประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะพูดขึ้น “กระบี่กระดูกปลา…หรือว่าเจียงหนิง นายเป็นศิษย์ของซ่งซือโถว?”
ผมชะงักไปทันที
แค่เห็นกระบี่ในมือผม เขาก็สามารถเดาได้เลยเหรอว่าใครเป็นอาจารย์ของผม
ดูเหมือนว่าเม่าจิ้งจะรู้เรื่องเกี่ยวกับวงการนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว
ผมไม่ปิดบังอะไร พยักหน้ารับทันที
“ใช่ อาจารย์ซ่งเต๋อไฉคืออาจารย์ของฉัน กระบี่กระดูกปลานี้ก็เป็นของที่ท่านมอบให้เมื่อวานตอนที่ฉันเข้าพิธีเป็นศิษย์ของท่าน”
พูดจบ ผมเก็บกระบี่กระดูกปลากลับเข้าฝัก
หลังผ่านพ้นค่ำคืนนี้ผมรับรู้ถึงความสามารถของมันอย่างลึกซึ้ง
ไม่เพียงแต่สามารถรับรู้พลังอาฆาตได้ แต่ยังสามารถกำจัดวิญญาณได้อย่างทรงพลัง เพียงการโจมตีครั้งเดียวก็สามารถทำให้ผีสลายไปได้
เม่าจิ้งได้ยินดังนั้น สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตกใจ
“อะไรนะ นายเพิ่งเข้าพิธีเป็นศิษย์เมื่อวาน แล้ววันนี้ก็บุกเข้ามาในตึกเก้าศพเลยเหรอ”
“ตึกเก้าศพ?”
ผมหันไปมองตึกทดลองอีกครั้ง นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินชื่อเรียกนี้
เม่าจิ้งไม่ได้อธิบายเพิ่มเติม แต่พึมพำกับตัวเองเบาๆ “ไม่น่าแปลกใจ ก่อนที่นายจะเข้าไป อาถรรพ์ร้ายเพิ่งจากไป ดูเหมือนอาจารย์ซ่งจะลงมือป้องกันให้นาย”
อาถรรพ์ร้าย? อาจารย์ลงมือป้องกัน?
แต่ก่อนที่ผมจะออกจากหมู่บ้าน เขายังนั่งตกปลาริมแม่น้ำอยู่เลย
ผมรู้สึกสงสัย แต่เลือกที่จะไม่พูดอะไรออกมา
เม่าจิ้งถอนหายใจ ก่อนจะหันกลับมาพูดกับผม “เจียงหนิง ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่เราควรอยู่นาน เรารีบไปกันเถอะ!”
ผมเองก็ไม่อยากอยู่ที่นี่ต่อแล้ว จึงพยักหน้าตอบรับ
เราสามคนเดินออกจากพื้นที่นั้น
เมื่อมาถึงจุดที่เม่าจิ้งจุดธูปและเทียนไว้ ผมสังเกตเห็นสิ่งแปลกๆ บางอย่าง
ตรงนั้นมีหุ่นฟางตัวเล็กๆ วางอยู่ บนหุ่นฟางมียันต์สีเหลืองแปะติดไว้ บนยันต์นั้นมีชื่อของหวังชุ่ยและวันเดือนปีเกิดของเธอเขียนอยู่
เม่าจิ้งรีบเก็บของทั้งหมดอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เราจะเดินออกจากบริเวณนั้น
ผมสังเกตเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด แต่เลือกที่จะไม่ถามอะไร
จุดนี้น่าจะเป็นที่ที่เม่าจิ้งทำพิธีบางอย่างก่อนหน้านี้
ในยามค่ำคืน บรรยากาศในมหาวิทยาลัยเงียบสงัดและเย็นยะเยือก
เนื่องจากประตูใหญ่ของมหาวิทยาลัยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเฝ้าอยู่ เราจึงไม่สามารถออกทางนั้นได้ ดังนั้นผมกับเม่าจิ้งจึงเลือกไปที่กำแพงด้านข้าง และปีนออกไป
เมื่อออกมาจากมหาวิทยาลัยได้ เม่าจิ้งบอกว่าเขาจะพาหวังชุ่ยไปยังศาลาบำเพ็ญกุศล
ส่วนผมเองก็ต้องกลับไปพบอาจารย์
การพบกันในคืนนี้นับเป็นโชคชะตา
และที่สำคัญ ผมสามารถออกมาได้ก็เพราะความช่วยเหลือของเม่าจิ้ง
ก่อนจะแยกกัน ผมเป็นฝ่ายขอข้อมูลติดต่อจากเม่าจิ้งก่อน ผมบอกเขาว่าถ้ามีโอกาส ผมจะเป็นฝ่ายเลี้ยงเหล้าเขาเอง
แม้เม่าจิ้งจะดูเป็นคนเย็นชา แต่เขาก็พยักหน้าตอบรับและยื่นนามบัตรให้ผม
ผมหยิบขึ้นมาดู บนนั้นเขียนว่า ‘ศาลฮวงจุ้ยเป่าซาน’ ด้านล่างมีชื่อของเขา ‘เม่าจิ้ง’ พร้อมตำแหน่ง ‘นักการตลาด’ รวมทั้งเบอร์โทรศัพท์และที่อยู่แนบมาด้วย
ผมพยักหน้าแล้วบอกเขาว่าจะส่งข้อความไปหาในภายหลัง
เม่าจิ้งพยักหน้าก่อนจะเตรียมตัวพาหวังชุ่ยจากไป
หวังชุ่ยมองผมก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงใจ “ขอบคุณมากค่ะ รุ่นพี่”
“ไม่เป็นไร รีบกลับไปเถอะ” ผมตอบกลับด้วยรอยยิ้ม
แต่ก่อนที่เธอจะจากไป หวังชุ่ยก็พูดขึ้นอีกครั้ง
“รุ่นพี่เจียงหนิง…ก่อนที่พี่เสี่ยวอวี่จะจากไป เธอฝากคำพูดไว้ประโยคหนึ่งค่ะ”
ได้ยินชื่อของเสี่ยวอวี่ ผมก็รู้สึกตึงเครียดขึ้นมาทันที
“เสี่ยวอวี่พูดอะไรเหรอ”
หวังชุ่ยมองผมด้วยสีหน้าจริงจัง ก่อนจะพูดต่อ “พี่เสี่ยวอวี่บอกว่าถ้าพวกเราออกมาได้อย่างปลอดภัย ให้ฉันฝากคำพูดถึงรุ่นพี่ ‘ขอให้คุณใช้ชีวิตต่อไปให้ดี อย่าเข้าไปในตึกนั้นในเวลากลางคืนอีก เมื่อถึงเวลา ฉันจะมาพบคุณเอง และจะอธิบายทุกอย่างให้ฟัง’ นี่คือคำพูดของพี่เสี่ยวอวี่ค่ะ”
หวังชุ่ยหันมายิ้มบางๆ ก่อนกล่าวลา “รุ่นพี่เจียงหนิง ฉันต้องไปแล้ว หวังว่ารุ่นพี่จะได้พบกับพี่เสี่ยวอวี่ในเร็ววันนะคะ”
ผมสูดลมหายใจลึก หันกลับไปมองมหาวิทยาลัยที่เงียบสงัด
‘เสี่ยวอวี่…เธอเจอกับอะไรอยู่กันแน่’
แต่ในเมื่อเธอฝากข้อความนี้มาก็คงอยากให้ผมปลอดภัย
ผมพยักหน้าให้หวังชุ่ยเป็นเชิงรับรู้ แต่ในใจกลับรู้สึกว่างเปล่าอย่างบอกไม่ถูก
ผมยืนอยู่ตรงนั้นเงียบๆ มองดูเม่าจิ้งพาหวังชุ่ยจากไปจนลับตา…