ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 59 จุดธูปเทียน ความลับของตึกเก้าศพ
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 59 จุดธูปเทียน ความลับของตึกเก้าศพ
จากคำพูดของอาจารย์ ดูเหมือนเขาจะรู้เกี่ยวกับตึกทดลองนี้ไม่น้อย ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่พูดแบบนี้ออกมา
ผมจึงตัดสินใจถามออกไป “อาจารย์ ตอนที่ผมออกมาจากตึก เม่าจิ้งจากศาลฮวงจุ้ยเป่าซานบอกผมว่าตึกนั้นเรียกว่า ‘ตึกเก้าศพ’ ทำไมถึงเรียกแบบนั้นเหรอครับ”
อาจารย์เหลือบมองผมผ่านกระจกมองหลัง ก่อนจะยิ้มมุมปากแล้วพูดขึ้น
“เมื่อก่อนตรงนั้นเคยเป็น ‘อี้จวง’ หรือโรงเก็บศพไร้ญาติ ภายในอี้จวงนั้นมีโลงศพตั้งอยู่เก้าโลงเสมอ
“เมื่อเวลาผ่านไป คนรุ่นเก่าจึงเรียกมันว่า ‘ตึกเก้าศพ’ ต่อมาเมื่อพื้นที่บริเวณนั้นได้รับการพัฒนา มันก็ถูกปรับเปลี่ยนเป็นมหา’ลัย ตึกทดลองที่นายพูดถึงนั้นถูกสร้างทับบนอี้จวงพอดี ดังนั้นพวกคนในสายงานของเราที่นี่จึงยังคงเรียกมันว่าตึกเก้าศพ”
ที่แท้ ตึกทดลองนั้นก็มีอดีตที่ลึกลับเช่นนี้
แต่ผมยังคงมีข้อสงสัย จึงถามต่อ “อาจารย์ แล้วทำไมอี้จวงในอดีตถึงต้องมีโลงศพเก้าโลงตลอดเวลาล่ะ มีเหตุผลอะไรเบื้องหลังเรื่องนี้หรือเปล่า”
อาจารย์หัวเราะเบา ๆ ก่อนตอบ “ถูกต้อง มันมีเหตุผลอยู่ มหา’ลัยของนายตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีฮวงจุ้ยแย่มาก ในศาสตร์ฮวงจุ้ย เราเรียกทำเลนี้ว่า ‘เต่าดำพลิกตัว’ โดยเฉพาะตำแหน่งที่ตึกเก้าศพตั้งอยู่ ที่นั่นคือจุดศูนย์กลางพลังของทำเลนี้ โลงศพทั้งเก้าจึงถูกใช้เป็นตัวกดทับเพื่อสะกดพลังของสถานที่ ’เก้าศพกดเต่าแก่ไม่ให้พลิกตัว’ ตราบใดที่เต่าแก่นี้พลิกตัวไม่ได้ ทุกอย่างก็สงบสุขดี แต่หากการสะกดล้มเหลว จนมันสามารถพลิกตัวได้ หายนะก็จะบังเกิดขึ้นรอบบริเวณนั้นทันที”
อาจารย์พูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ก่อนจะหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบอย่างใจเย็น
ผมนั่งอยู่ที่เบาะข้างคนขับ ตั้งใจฟังอย่างเคร่งเครียด “ฮวงจุ้ย ‘เต่าดำพลิกตัว’ อย่างนั้นเหรอ”
แม้ผมจะไม่เชี่ยวชาญเรื่องฮวงจุ้ย แต่แค่ฟังจากชื่อก็น่าจะมีความหมายลึกซึ้ง
ในหัวของผมจินตนาการถึงภาพของเต่าที่ถูกวางกลับหัวบนพื้น
หากเต่าอยู่ในท่าปกติ มันจะนอนนิ่งและสงบ
แต่ถ้าหากมันถูกพลิกกลับด้าน มันจะดิ้นรน ตะเกียกตะกาย และพยายามพลิกตัวกลับมา
ถ้านำหลักการนี้มาใช้กับสภาพแวดล้อมของมหาวิทยาลัย มันคงหมายถึงพลังบางอย่างที่อาจปะทุขึ้นมาได้ทุกเมื่อ
ขณะที่ผมกำลังครุ่นคิด อาจารย์ก็พูดต่อ “แม้จะไม่มีอี้จวงแล้ว แต่ตอนที่สร้างมหา’ลัยดูเหมือนจะมีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยจัดการ พวกเขาสร้างบ่อเก็บศพของคณะแพทย์ทับที่เดิม ตามหลักแล้ว มหา’ลัยเต็มไปด้วยนักศึกษา พลังชีวิตจึงแรงกล้ามาก บวกกับศพที่ถูกเก็บรักษาไว้ในบ่อเก็บศพตลอดเวลา มันก็ควรจะช่วยกดพลังชั่วร้ายได้ ยิ่งไปกว่านั้น การหมุนเวียนของศพทำให้เกิดพลังสะกดที่แข็งแกร่งขึ้นอีก แต่จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ดูเหมือนจะมีบางอย่างผิดพลาด มีบางอย่างเกิดขึ้นในชั้นล่างสุดของที่นั่น และมันกำลังส่งผลกระทบไปทั่วทั้งมหา’ลัย รวมถึงห้องเก็บตัวอย่างและบ่อเก็บศพด้วย ศพของเสี่ยวอวี่ก็น่าจะได้รับผลกระทบจากสิ่งนี้เช่นกัน นี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอไม่สามารถพักได้อย่างสงบ ส่วนอาจารย์และเพื่อนของนาย…คนหนึ่งไปแตะต้องศพ อีกคนไปแตะเหรียญที่อยู่ในปากของเธอ และผลก็คือ…ทั้งสองต้องจบชีวิตลง”
อาจารย์พูดมาถึงตรงนี้แล้วหยุดพูดไป
ผมอยากรู้มากกว่านี้ จึงถามออกไปว่า “ข้างล่างของตึกนั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่ครับ”
แต่เขาเพียงหรี่ตาลงเล็กน้อยโดยไม่ตอบอะไร
แม้เขาจะไม่พูดอะไร แต่จากสีหน้าที่เคร่งเครียดของเขาทำให้ผมเข้าใจได้ทันทีว่า ที่นั่นต้องมีบางสิ่งที่น่ากลัวอย่างยิ่งแน่
บางสิ่งที่แม้แต่อาจารย์ของผมยังรู้สึกหวาดหวั่น…
เราสองคนนั่งเงียบกันอยู่พักใหญ่ ขณะที่รถแล่นออกจากมหาวิทยาลัย มุ่งหน้ากลับไปยังท่าเรืออวี๋จุ่ย
ไม่นานนักรถก็มาถึงบริเวณใกล้สวนสาธารณะ
ผมขอให้อาจารย์จอดรถสักครู่
เขาถามผมว่าจะไปทำอะไร ผมบอกเขาว่าจะไปเผากระดาษให้ดวงวิญญาณดวงหนึ่ง
อาจารย์ไม่ได้ถามอะไรต่อ เพียงแค่พยักหน้าเบาๆ แล้วจอดรถตรงสี่แยกใกล้ๆ
ผมหยิบกระดาษเงินกระดาษทองและธูปเทียนออกจากรถ จากนั้นเดินไปที่สี่แยก
ที่ตรงนี้ ครั้งหนึ่งวิญญาณคนส่งอาหารเคยช่วยชีวิตผมเอาไว้
ผมเคยบอกไว้ว่าถ้าผ่านพ้นเคราะห์นี้ไปได้ ผมจะกลับมาเผากระดาษให้เขา
ตอนนี้ผมรอดมาได้แล้วก็ควรจะรักษาสัญญา เพราะนิสัยของผมนั้น ‘มีคุณต้องทดแทน มีแค้นจำไม่เคยลืม’
เมื่อมาถึงสี่แยก ผมจุดธูปเทียนและเริ่มเผากระดาษ
ขณะเผา ผมพูดเบาๆ ว่า “พี่ชาย ขอบคุณที่ช่วยชีวิตผมเอาไว้ วันนี้ผมกลับมาเผากระดาษให้แล้ว หวังว่าพี่จะได้รับ…”
หลังจากพูดจบ ลมเย็นยะเยือกก็พัดผ่านเข้ามาทันที
เปลวไฟจากกระดาษเงินกระดาษทองลุกโชนขึ้น พร้อมเสียงไฟที่เผาไหม้ “ปุๆๆ”
หากเป็นก่อนหน้า ผมอาจรู้สึกขนลุกกับเหตุการณ์แบบนี้
แต่ตอนนี้ผมชินเสียแล้ว
ผมนั่งยองๆ รอจนเผากระดาษจนหมด จากนั้นก็เดินกลับไปที่รถ
เมื่อขึ้นมานั่งบนรถ อาจารย์ไม่ได้พูดอะไรสักคำ เพียงแค่สตาร์ตรถและขับออกไปอย่างเงียบๆ
เมื่อออกรถไปได้สักพัก อาจารย์ก็พูดขึ้นมาเบาๆ “ผีตนนั้นคือผู้ที่สอนให้นายใช้ขี้เถ้าโรยตัวใช่ไหม”
ผมพยักหน้ารับ “ใช่ ตอนนั้นผมเห็นเขาล้มลงที่สี่แยกนี้ เลยรีบเข้าไปพยุงเขาขึ้นมา”
อาจารย์หัวเราะเบา ๆ แล้วพูดขึ้น “เฮ้อ…ก็ต้องเป็นพวกนักศึกษาแพทย์อย่างพวกนายนั่นแหละนะ ถ้าเป็นคนทั่วไป ใครเล่าจะกล้าเข้าไปช่วย แต่นายรู้ไหม การที่นายพยุงเขาขึ้นมาในวันนั้น มันไม่ใช่แค่ช่วยเขา แต่ยังช่วยตัวนายเองด้วย”
อาจารย์เว้นช่วงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะอธิบายต่อ “มิฉะนั้น วิญญาณของเขาจะต้องติดอยู่ที่นี่ ต้องจำลองฉากการตายของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกค่ำคืน ต้องทนทุกข์ทรมานไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้รับการปลดปล่อย หรือไม่ก็กลายเป็นวิญญาณเร่ร่อน และสุดท้าย…หากวันใดแสงอาทิตย์แผดจ้าถึงขีดสุด เขาก็จะสลายไป”
อาจารย์พูดด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย แต่ผมกลับสัมผัสได้ถึงความรู้สึกอัดอั้นที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของเขา
คนที่ตายโหงล้วนต้องทนทุกข์ทรมานหลังความตาย
พวกเขาไม่สามารถปลดปล่อยตัวเองได้ จำเป็นต้องมีพลังจากภายนอกช่วยส่งพวกเขาไปสู่สุคติ
หากครอบครัวของพวกเขาพอมีฐานะก็คงหานักพรตมาทำพิธีส่งวิญญาณให้
แต่หากถูกฝังไปอย่างเร่งรีบ วิญญาณของพวกเขาก็จะติดอยู่กับวัฏจักรแห่งความตาย ต้องทนทุกข์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่มีวันจบสิ้น
ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมตอนที่ผมช่วยพยุงคนส่งอาหารคนนั้นขึ้นมา เขาถึงรู้สึกซาบซึ้งใจนัก เพราะแท้จริงแล้วผมได้ช่วยปลดปล่อยเขาจากวัฏจักรแห่งความทรมานนั้น
หลังจากออกจากสี่แยก เราก็ไม่ได้หยุดที่ไหนอีก มุ่งหน้ากลับไปยังร้านอุปกรณ์ตกปลาของอาจารย์โดยตรง
สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อกลับมาถึงร้าน คือจุดธูปไหว้บรรพจารย์
หลังจากนั้นอาจารย์ก็เริ่มจัดการกับแผลบนหลังของผม
รอยข่วนสองแผลลึกจนเลือดซึมออกมา หนึ่งในนั้นยาวเกือบสิบเซนติเมตร
นอกจากเลือดแล้ว ผมยังสังเกตเห็นว่าแผลเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำราวกับโดนพิษอะไรบางอย่าง
อาจารย์คาบบุหรี่พลางบอกให้ผมอดทนหน่อย
ผมคิดว่าเขาจะใช้แอลกอฮอล์ทำความสะอาดแผลตามปกติ แต่ใครจะคิดว่าเขาจะคว้าขี้เถ้าในกระถางธูป แล้วโปะมันลงบนแผลของผมทันที!
ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วหลังราวกับถูกมีดกรีดซ้ำๆ
ผมกัดฟันถามอาจารย์ว่าทำไมถึงใช้ขี้เถ้าธูป
เขาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “นายโดนผีทำร้าย พลังหยิน[1]ซึมเข้าไปในร่าง คิดว่าแค่ใช้แอลกอฮอล์เช็ดแล้วจะหายหรือไง ขี้เถ้าจากธูปบูชาบรรพจารย์สามารถขจัดพิษจากวิญญาณและพลังอาฆาตได้ พรุ่งนี้เช้าค่อยล้างแผลแล้วไปให้หมอทำแผลให้ดีๆ”
พูดจบ เขาหาวหวอด ก่อนจะชี้ไปที่ประตูห้องเก็บของที่ล็อกไว้
“เอาละ ดึกแล้ว ไปนอนซะ ถ้ามีเสียงดังออกมาจากห้องนั้นก็อย่าไปยุ่งกับมัน”
พูดจบ เขาก็เดินกลับเข้าห้องของตัวเองด้วยท่าทางอ่อนล้า ไม่รอฟังคำตอบจากผมด้วยซ้ำ
ผมหันไปมองบานประตูที่ล็อกอยู่
มันดูเหมือนเป็นแค่ห้องเก็บของธรรมดา แต่ผมแน่ใจว่าข้างในนั้นมีของที่ไม่ควรจะอยู่ในบ้านนี้แน่
ทว่าผมก็ไม่ได้อยากรู้อยากเห็นจนถึงขั้นจะไปเปิดดู
หลังจากล้างหน้าแปรงฟันอย่างง่ายๆ ผมก็กลับเข้าห้องของตัวเอง
แต่ทันทีที่ปิดประตูลง ผมก็ได้ยินเสียงฝีเท้าจากห้องข้างๆ
และห้องที่อยู่ติดกับผมก็คือ…ห้องที่ถูกล็อกไว้นั่นเอง
ผมเงี่ยหูฟังอยู่ครู่หนึ่งจนแน่ใจว่าเป็นเสียงฝีเท้าของใครบางคน
เสียงรองเท้ากระทบบนพื้นไม้ดัง “ตึก...ตึก...ตึก...” ชัดเจนมาก
แต่ตอนนี้ผมเหนื่อยเกินไป และยังจำคำสั่งของอาจารย์ได้ดี ดังนั้นไม่ว่าข้างในจะเป็นอะไร ผมก็จะทำเป็นไม่รับรู้
ผมผล็อยหลับไปแทบจะทันทีที่หัวถึงหมอน
แต่ผ่านไปนานเท่าไรไม่รู้ ผมกลับได้ยินเสียงบางอย่างแว่วมาในห้วงความฝัน…
“ก๊อก…ก๊อกๆๆๆ…”
[1] พลังหยิน เป็นตัวแทนของความเย็น ความหนาวเหน็บ และความตาย