ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 7 วันที่ฝนตก หลบภัยในศาลา
เมื่อผมมองเข้าไปในศาลาที่มีผู้คนอยู่รวมกันสิบกว่าคน ผมถึงกับชะงักด้วยความตกใจ
มันเป็นเวลาราวๆ เที่ยงคืนแล้ว แต่ในศาลาที่มืดสลัวหลังนี้กลับมีคนเบียดเสียดกันอย่างน่าประหลาดใจ
ด้วยความสงสัย ผมพยายามสังเกตพวกเขาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
แสงไฟถนนที่ริบหรี่ช่วยให้ผมมองเห็นได้เพียงเลือนราง
คนเหล่านี้ดูผอมแห้ง สีหน้าเหลืองซีด ทุกคนเงียบงัน ไม่พูดจาแม้แต่คำเดียว และสายตาทุกคู่จับจ้องมาที่ผมอย่างไร้อารมณ์
หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในตอนกลางวัน อาจไม่ชวนให้รู้สึกแปลก แต่เวลานี้คือกลางดึก ยิ่งมองผมยิ่งรู้สึกแปลกใจและไม่สบายใจมากขึ้นเรื่อยๆ
กลุ่มชายหญิงหลากวัยที่มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่สิบกว่าคนกลับมานั่งเบียดกันอยู่ในศาลาอย่างเงียบเชียบโดยไม่เอ่ยคำใด
พวกเขามาทำอะไรกัน วางแผนลักทรัพย์หรือ
แต่คำตอบคือไม่ใช่ เพราะพวกเขาไม่ได้ดูเหมือนคนธรรมดา และยิ่งไปกว่านั้น บางคนในกลุ่มยังสวมชุดคลุมศพด้วย
ใช่…ชุดที่ใช้ใส่ให้คนตาย
ทันใดนั้น ผมรู้สึกเหมือนความเย็นแผ่ซ่านขึ้นมาจากแผ่นหลังจนขนลุกไปทั้งตัว ผมอดไม่ได้ที่จะถอยหลังไปสองก้าวโดยอัตโนมัติ
ศาลานี้ดูเหมือนจะไม่สะอาดนัก คนที่อยู่ข้างในนั้น…น่าจะไม่ใช่คนที่ยังมีชีวิต
ผมอยากจะหันหลังเดินออกไป แต่ฝนก็เริ่มตกลงมาอย่างหนัก “ซ่าๆๆ”
ถ้าผมไม่หาที่หลบฝน เสื้อผ้าที่ทาด้วยเถ้าธูปบนตัวผมคงเปียกชุ่มและถูกชะล้างออกจนหมด
แต่ในสวนสาธารณะแห่งนี้ไม่มีที่อื่นให้หลบฝนได้เลยนอกจากศาลาหลังนี้ ทว่าในศาลากลับเต็มไปด้วยสิ่งที่ดูไม่น่าจะเป็นมนุษย์
ผมทั้งกลัวและรู้สึกลังเล ไม่กล้าเข้าไป
ขณะที่ผมกำลังสับสนอยู่นั้น ชายชราผู้หนึ่งในศาลาที่สวมชุดคลุมศพสีดำ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น
เขายื่นคอยาวออกมา จ้องมองผมด้วยดวงตาที่หรี่ปรือ แล้วเปล่งเสียงแหบพร่า เอ่ยขึ้นมาว่า
“ขอทาน เจ้าดูน่าสงสารนัก เข้ามาหลบฝนในนี้เถอะ!”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น หัวใจผมกระตุกวูบ พร้อมกับเผยความสงสัยเล็กน้อยออกมา…
เขาเรียกผมว่าขอทานอย่างนั้นเหรอ หรือเพราะเถ้าธูปที่ติดอยู่บนตัวผมกับชามกระเบื้องสีขาวในมือกันแน่ เขาถึงได้เข้าใจว่าผมเป็นพวกเดียวกับเขา
ถึงแม้ว่าผมจะยังไม่เข้าใจว่าทำไมสองสามวันมานี้ถึงมองเห็นสิ่งไม่สะอาดได้ แต่ผมก็รู้ดีว่าถ้าปล่อยให้ฝนชะล้างเถ้าธูปบนตัวออกไป วิญญาณของจางเฉียงที่ตายเพราะจมน้ำนั่นจะต้องกลับมาดูดพลังชีวิตผมอีกแน่ และบังคับให้ผมเป็นตัวตายตัวแทนของมัน
ผมลังเลอยู่สองวินาที เห็นฝนตกหนักขึ้นเรื่อยๆ จนไม่อาจคิดอะไรมากไปกว่านี้ ผมตัดสินใจรวบรวมความกล้า แล้วพยักหน้าขอบคุณชายชราทันที
“ขอบคุณครับ ขอบคุณ…”
พูดจบ ผมถือชามกระเบื้องสีขาวแน่น เดินเข้าไปในศาลาด้วยหัวใจที่เต้นแรงและเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
ยิ่งเข้าไปใกล้ ความรู้สึกเย็นวาบที่แผ่ซ่านไปทั่วตัวก็ยิ่งชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นใบหน้าซีดเหลืองเหมือนขี้ผึ้งของพวกเขา ร่างกายผมยิ่งรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก...
ผมก้มศีรษะลงเล็กน้อย ไม่กล้าสบตากับสิ่งสกปรกเหล่านี้แล้วเอ่ยด้วยเสียงที่เบาหวิวว่า “ขอโทษครับ ขอทางหน่อยนะครับ ขอบคุณ…ขอบคุณ…”
ผมพยายามบอกตัวเองให้ใจเย็น อย่ากลัว อย่าตื่นตระหนก แต่ถึงจะพยายามพูดแบบนั้น เสียงของผมก็ยังสั่น ร่างกายก็สั่นเทิ้มจนหยุดไม่ได้
ศาลาหลังนี้ไม่ใหญ่มาก แต่เมื่อผมก้าวเข้าไป พวกเขาก็ยอมขยับหลบให้จนเกิดช่องว่างเล็กๆ
ตำแหน่งที่พวกเขาเว้นให้คือใต้โต๊ะหินตรงกลางศาลาซึ่งพอให้ผมนั่งได้คนเดียว
ผมถือชามกระเบื้องสีขาวในมือ กอดเข่าแน่น และนั่งยองๆ อยู่ใต้โต๊ะหิน
ร่างกายสั่นสะท้านโดยไม่อาจควบคุมได้ ฟันกระทบกันเป็นจังหวะ “กึกๆๆ”
รอบตัวผมล้วนมีแต่สิ่งสกปรกที่เข้ามาหลบฝน ผมไม่อาจจินตนาการได้เลย ว่าตัวเองมาอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ได้อย่างไร…
พวกเขาไม่ได้พูดคุยอะไรกันเลย หลังจากที่เห็นผมนั่งลง ทุกคนก็ยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน
ในสายตาของผม เห็นเพียงปลายเท้าของพวกเขา ทุกคนล้วนยืนเขย่งเหมือนนักเต้นบัลเลต์
ผมไม่กล้ามองหรือสำรวจพวกเขามากนัก เพียงแค่พยายามเกร็งประสาททุกเส้น หดตัวอยู่ในมุมเล็กๆ ของตัวเองด้วยความหวาดหวั่น
ผมไม่กล้าหายใจแรง ไม่กล้าขยับตัว และไม่กล้าแตะต้องพวกเขา
ขณะที่ผมกำลังจมอยู่ในความหวาดกลัว ชายชราผู้สวมชุดคลุมศพก็เอ่ยถามด้วยเสียงแหบพร่าอีกครั้งว่า
“ขอทาน ทำไมแกถึงยังหายใจอยู่ล่ะ”
ทันทีที่คำพูดนั้นหลุดออกมา ผมรู้สึกได้ว่าพวกสิ่งสกปรกในศาลาหันศีรษะมามองผมพร้อมกัน พวกเขาจ้องมาที่ผมที่กำลังนั่งยองอยู่ใต้โต๊ะหิน
แม้ว่าผมจะไม่เห็นใบหน้าของพวกเขา แต่มันก็ทำให้ผมรู้สึกเหมือนมีพายุพัดโหมในจิตใจ
ในความตึงเครียด ผมรีบแก้ตัวด้วยเสียงตะกุกตะกัก
“พะ…พึ่งตายครับ…ยังไม่ชินกับ…กับการหยุดหายใจ”
ใจผมเต้นรัวราวกับจะหยุดนิ่ง ผมหยุดหายใจทันที กลั้นลมหายใจไว้แน่น
ผ่านไปหนึ่งถึงสองวินาที ผมถึงได้ยินชายชราเปล่งเสียงสั้นๆ ว่า
“อ้อ…”
จากนั้นศาลาก็กลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง
ผมแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่ก็ยังไม่กล้าขยับตัว…
ภายนอกฝนยังคงตกหนักขึ้นเรื่อยๆ เสียง “ซ่าๆๆ” ดังต่อเนื่องไม่มีทีท่าจะหยุด
ในศาลา แม้จะมีผู้คนเบียดเสียดกันอยู่กว่าสิบคน แต่กลับไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมา ความเงียบสงัดราวกับความตายกดดันบรรยากาศจนถึงขีดสุด
ผมไม่รู้เลยว่าผ่านไปนานแค่ไหน แต่ดูเหมือนฝนด้านนอกเริ่มเบาลง ลมก็หยุดพัด ผมคิดว่า คืนนี้อาจต้องอยู่ในสถานการณ์อันน่าหวาดกลัวนี้ไปจนถึงเช้า
แต่แล้ว ทันใดนั้นเสียงน้ำกระเพื่อม “ซ่าๆๆ” ก็ดังขึ้นจากด้านนอกศาลา เหมือนมีบางสิ่งกำลังคืบคลานขึ้นมาจากทะเลสาบที่อยู่ไม่ไกล สิ่งสกปรกในศาลาเริ่มขยับตัว ทุกสายตาพากันมองไปทางริมทะเลสาบ
ผมมองไม่เห็นอะไรเลย ทำได้เพียงนั่งยองอยู่ตรงกลางด้วยความตึงเครียด
ไม่นานนักกลิ่นเหม็นคาวก็ลอยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ และทันใดนั้น เสียงที่ทั้งคุ้นเคยและแฝงความอาฆาตก็พลันดังขึ้นจากด้านนอกอย่างไม่คาดคิด…
“ก็อยู่ตรงนี้แท้ๆ ทำไมถึงไม่เห็นล่ะ”
เมื่อได้ยินเสียงนี้ ร่างกายของผมสะดุ้งเฮือก รู้สึกขนลุกซู่ หนังศีรษะชาไปทั้งแถบ และขนลุกขึ้นมาทั้งตัว ผมมั่นใจมากว่าเสียงนี้เป็นของจางเฉียง
ไอ้เวรนั่น มันตามมาหาผมจริงๆ!
ผมนั่งยองอยู่ตรงกลางศาลา ไม่กล้าส่งเสียงใดๆ ออกมา ตาเบิกกว้างมองผ่านช่องว่างเล็กๆ ออกไปข้างนอก ผมพอมองเห็นร่างครึ่งตัวของจางเฉียงภายใต้แสงไฟถนนสีเหลืองอ่อน เขากำลังเดินวนรอบศาลาพลางพูดพร่ำซ้ำไปซ้ำมาด้วยเสียงเบาๆ ว่า
“ก็อยู่ตรงนี้แท้ๆ ก็อยู่ตรงนี้แท้ๆ ทำไมถึงไม่เห็น”
เขาพูดซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง แล้วผมก็ได้ยินเสียง “ตู้ม!”
เหมือนมีบางสิ่งตกลงไปในน้ำ รอบข้างกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง ดูเหมือนจางเฉียงจะเดินจากไปแล้ว
แต่ขณะที่ผมแอบถอนหายใจโล่งอก เสียงของชายชราที่ให้ผมเข้ามาหลบฝนในศาลาก็ดังขึ้นมาอีกครั้งอย่างไม่คาดคิด
“ขอทาน ไอ้เจ้าลิงน้ำ[1]เมื่อกี้ มันมาหาแกสินะ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ความตึงเครียดก็กลับเข้ามาในทันที
ผมไม่ตอบอะไรออกไปในทันที
ผ่านไปไม่กี่วินาที เสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ขอทาน ทำไมถึงไม่ตอบล่ะ ถ้าแกยังไม่พูดอะไรอีก ฉันจะไล่แกออกไปตากฝน!”
ในขณะเดียวกันสิ่งสกปรกที่ยืนนิ่งไม่ขยับมาตลอด ก็เริ่มหมุนตัวหันมามองผมทีละตน
ทุกสายตาจับจ้องมาที่ผม
ผมนั่งยองอยู่ใต้โต๊ะหินตรงกลางศาลา ไม่กล้าขยับแม้แต่นิดเดียว ความตึงเครียดพุ่งถึงขีดสุด…ถ้าถูกไล่ออกไปจริงๆ เถ้าธูปที่ทาบนตัวผมคงถูกฝนชะล้างจนหมดแน่ ดังนั้นผมไม่มีทางออกไปจากที่นี่
ผมสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามรวบรวมสติ และตอบกลับไปด้วยเสียงที่ดูสงบนิ่งที่สุดเท่าที่ทำได้
“มะ…ไม่ใช่ครับ ผมไม่รู้จักเขา”
“อ้อ!”
ชายชราตอบรับเพียงคำเดียว แล้วก็เงียบไป
ส่วนสิ่งสกปรกที่จ้องมองผมเมื่อครู่ ก็พากันหมุนตัวกลับไปอีกครั้ง ไม่สนใจผมเหมือนก่อนหน้า
การซ่อนตัวอยู่ที่นี่เป็นการทรมานอย่างแท้จริง
ผมไม่กล้าผ่อนคลายเลยแม้แต่น้อย ทรมานอยู่แบบนั้นนานประมาณหนึ่งถึงสองชั่วโมง จนกระทั่งเสียงแหบพร่าของชายชราดังขึ้นอีกครั้ง
“ขอทาน ฝนใกล้หยุดแล้ว แกเข้ามาหลบฝนในนี้ก็ควรทิ้งชามกับเสื้อผ้าไว้ให้พวกเรา!”
เสียงนั้นไม่ได้ดังมาก แต่ผมกลับได้ยินอย่างชัดเจน และทันทีที่เสียงเงียบลง มือคนสีขาวซีดเงาวับก็ยื่นเข้ามาใต้โต๊ะหิน เจตนาชัดเจน พวกเขาต้องการให้ผมส่งชามกระเบื้องขาวและเสื้อผ้าให้
แต่ผมจะให้ได้ยังไง ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา ฟ้ายังไม่สว่าง ถ้าผมยอมส่งเสื้อผ้ากับชามให้ตอนนี้ จางเฉียงที่เป็นผีจมน้ำคงจะตามมาหาผมอีกแน่
แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็กลัวว่าจะทำให้พวกเขาโกรธ แล้วถูกไล่ออกจากศาลา
ผมจึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้
“พอเช้าแล้ว ผมจะให้ครับ”
แต่ใครจะคิดว่า ทันทีที่คำพูดนั้นจบลงชายชรากลับพูดสวนมาอย่างไม่ไว้หน้า และยังดูไม่พอใจ
“ไม่ได้ ต้องให้ตอนนี้! ถ้าไม่ให้ ฉันจะไล่แกออกไป”
เมื่อคำพูดนั้นดังขึ้น ผมรู้สึกเหมือนความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านไปทั่ว
สิ่งสกปรกที่หันหลังให้ผมเมื่อครู่ ต่างพากันหมุนตัวกลับมาในทันที พวกเขาโน้มตัวลงมาเล็กน้อย ยื่นมือขาวซีดของพวกเขาออกมาพร้อมกันทั้งหมด
มือเหล่านั้นพุ่งเข้ามาใต้โต๊ะหิน และพยายามจะคว้าตัวผมที่นั่งยองอยู่…
[1] ลิงน้ำ หมายถึง วิญญาณเร่ร่อนที่จมน้ำตาย คล้ายตัวกัปปะของญี่ปุ่น