ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 67 ปราบวิญญาณอาฆาต ปัดเป่าห้องอาถรรพ์
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 67 ปราบวิญญาณอาฆาต ปัดเป่าห้องอาถรรพ์
ขณะที่ลุงอวี๋กำลังวาดยันต์ ลมเย็นที่พัดกระหน่ำก็เริ่มสงบลงทีละนิด
ภายในห้องเต็มไปด้วยเศษกระจกแตกกระจาย
ทั้งบนโต๊ะและโซฟาล้วนมีเศษกระจกปักค้างอยู่
ภาพที่เห็นทำให้ผมรู้สึกหวาดหวั่น
หากเศษกระจกพวกนี้ปักเข้ากับร่างคน คงถูกเสียบจนพรุนแน่!
ผมกับลุงอวี๋ค่อยๆ โผล่ศีรษะขึ้นมาดู
ผียายเฒ่ายังคงยืนอยู่ตรงนั้นไม่ไกลนัก แต่ในตอนนี้รูปลักษณ์ของมันเปลี่ยนไปจนดูน่าสยดสยองกว่าเดิม
ลิ้นแดงยาวที่เคยถูกผมฟันขาด ตอนนี้กลับแยกเป็นสองแฉกและสั่นไหวไปมาอย่างน่ากลัว
นอกจากนี้ มันยังถือเศษกระจกคมกริบไว้ในมือทั้งสองข้าง
ทันทีที่เห็นเรา มันก็แสยะยิ้มกล่าวเสียงดุดัน
“ไอ้พ่อครัวคนตาย ไอ้เด็กอายุสั้น! เตรียมตัวตายได้เลย!”
แต่ไม่ทันที่มันจะขู่เสร็จ ลุงอวี๋ก็สวนกลับทันควันด้วยความหงุดหงิด
“ไปตายซะเถอะ นังแก่! คนที่จะตายคืนนี้น่ะ คือแกต่างหาก!”
พูดจบ ลุงอวี๋ก็ยกมีดหัวมังกรที่วาดยันต์เสร็จแล้วพุ่งเข้าหามันทันที
ตอนนี้ตัวมีดเปล่งประกายสีแดงเรื่อ ดูทรงพลังและน่าหวาดหวั่น
ผียายเฒ่าเห็นดังนั้นก็กระชับเศษกระจกในมือแล้วพุ่งเข้าไปปะทะ
“เพล้ง!”
เสียงกระแทกดังสนั่น กระจกที่มันถืออยู่กลับไม่อาจต้านแรงมีดหัวมังกรได้
มือของมันถูกฟันขาดกระเด็นไปข้างหนึ่ง!
“อ๊ากกกก!” มันกรีดร้องอย่างเจ็บปวด
เห็นได้ชัดว่ามีดหัวมังกรที่ลงยันต์ไว้เพิ่มพลังทำลายอย่างมหาศาล
แต่แทนที่มันจะถอย ผียายเฒ่ากลับพุ่งเข้าหาลุงอวี๋อีกครั้ง!
ลิ้นสองแฉกของมันพุ่งมาพันรอบแขนของลุงอวี๋ บีบรัดแน่นจนเขาขยับมีดไม่ได้!
มืออีกข้างที่ถือเศษกระจกเล็งตรงไปที่ลำคอของลุงอวี๋ หมายจะปักลงไปเต็มแรง!
ลุงอวี๋ตกใจ รีบใช้มืออีกข้างคว้าข้อมือของมันเอาไว้ก่อนที่กระจกจะเสียบเข้าเนื้อ
แม้มีดหัวมังกรลงยันต์จะมีพลังทำลายสูงกว่า
แต่เมื่อเทียบเรื่องพละกำลังกับร่างกาย ลุงอวี๋กลับเสียเปรียบอย่างชัดเจน!
ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายโรมรันกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ทว่าพละกำลังของผียายเฒ่ากลับกดลุงอวี๋จนเขาเริ่มเสียเปรียบ!
หากไม่มีแรงสนับสนุนจากภายนอก คนที่จะแพ้แน่ๆ ก็คือลุงอวี๋
ในช่วงเวลาวิกฤต ผมไม่รอช้า พุ่งเข้าไปช่วยทันที
มือกระชับกระบี่กระดูกปลา แล้วฟันตรงไปที่ศีรษะของผียายเฒ่า หากจะลงมือก็ต้องเล็งไปที่จุดตายเท่านั้น!
ผียายเฒ่าเห็นดังนั้น รู้ดีว่าหากไม่หลบ ศีรษะต้องระเบิดแน่ๆ มันจึงรีบปล่อยมือจากลุงอวี๋ และถอยร่นออกไปอย่างรวดเร็ว
การโจมตีของผมฟันลงในอากาศ แต่ก็ทำให้ลุงอวี๋มีโอกาสเคลื่อนไหวอีกครั้ง
เขากำมีดหัวมังกรแน่น ก่อนจะฟันใส่มันอีกครั้ง
ผียายเฒ่ากระโดดหลบ พลางจู่โจมกลับด้วยมุมที่แปลกประหลาด
กรงเล็บของมันพุ่งตรงไปยังลำคอลุงอวี๋!
“ลุงอวี๋ ระวัง!”
ผมตกใจ รีบคว้าตัวเขาแล้วดึงออกมา
กรงเล็บของมันเฉียดผ่านลำคอเขาไปอย่างหวุดหวิด
หลังจากช่วยลุงอวี๋ ผมก็แทงกระบี่กระดูกปลาสวนไปข้างหน้า
“ฉึก!”
ปลายกระบี่เสียบเข้าที่สีข้างซ้ายของผียายเฒ่าเต็มแรง!
“อ๊ากกกก!”
มันกรีดร้องลั่น หันกลับมาแล้วพุ่งลิ้นออกมาเพื่อรัดคอผม
ผมรู้สึกได้ถึงแรงกดแน่นจากลิ้นของมัน
ขณะที่มันอ้าปากจะกัด ลุงอวี๋ก็ฟันมีดหัวมังกรลงมาเต็มแรง
“ฉับ!”
ลิ้นของมันขาดสะบั้นเป็นสองท่อน!
จากนั้นลุงอวี๋ก็เสยเท้าเตะมันกระเด็นไปกระแทกผนังเสียงดังสนั่น
“อ๊ากกกก!” ผียายเฒ่าร้องโหยหวน
ไม่ปล่อยให้เสียโอกาส ผมพุ่งเข้าไปกระหน่ำซ้ำ!
ครั้งนี้มันไม่ทันได้ตั้งตัว
“ฉึก!”
กระบี่กระดูกปลาปักเข้าที่กลางอกของมันเต็มแรง!
นัยน์ตาของมันเบิกกว้าง ตัวสั่นสะท้าน
ควันสีดำลอยออกจากบาดแผลและปากของมัน ผียายเฒ่าแสดงความเจ็บปวดออกมาอย่างรุนแรง
ผมกัดฟัน กดกระบี่ลงไปให้ลึกกว่าเดิม
“ถึงเวลาส่งแกไปนรกแล้ว…”
“ปัง!!”
เสียงระเบิดดังขึ้นราวกับแรงกดดันทั้งหมดแตกสลาย
ร่างของผียายเฒ่าระเบิดเป็นผุยผง
ตรงหน้าผมมีเพียงเปลวเพลิงวิญญาณสีฟ้ากะพริบวูบหนึ่ง ก่อนจะเลือนหายไป
ทันใดนั้นเสียงหัวเราะของลุงอวี๋ก็ดังก้อง
“ฮ่าๆๆ! ทำได้ดีมาก เสี่ยวเจียง!”
ผมหายใจหอบ ก่อนจะยิ้มออกมา
“ผมแค่เก็บตก ลุงอวี๋ต่างหากที่เปิดโอกาสให้”
หากไม่มีการคุมเชิงของลุงอวี๋ และการที่เขาฟันมือกับลิ้นของมันจนใช้การไม่ได้ ผมก็คงไม่มีโอกาสสังหารมันได้สำเร็จ
ลุงอวี๋โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “เสี่ยวเจียง นายเพิ่งเข้าวงการแท้ๆ แต่ตอนเผชิญหน้ากับผีร้ายกลับไม่หวั่นไหว แถมยังลงมือได้เฉียบขาดอีก เมื่อเทียบกับลุงหรืออาจารย์ของนายตอนหนุ่มๆ แล้ว นายเก่งกว่าเยอะ ที่ผียายเฒ่าตัวนี้ตายก็เป็นเพราะฝีมือของนายล้วนๆ นับแต่นี้ไป ห้องอาถรรพ์แห่งนี้ก็ถือว่าได้รับการปัดเป่าแล้ว”
ลุงอวี๋ถอนหายใจเฮือกใหญ่ พลางลูบรอยโนบนหัว
เขาบ่นพึมพำ “ให้ตายเถอะ ตอนนั้นดันประมาทไปหน่อย เจ็บฉิบหาย”
ในขณะเดียวกันผมก็รู้สึกได้ถึงอากาศสดชื่นที่แทรกซึมเข้ามา
รู้สึกปลอดโปร่งและโล่งสบายถึงที่สุด
ผมรู้ทันทีว่านี่คือพรที่ผมต้องการ
ผมหันมองไปรอบๆ ห้องที่เต็มไปด้วยความเสียหาย สภาพห้องที่วุ่นวายทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะคิด
ในการเผชิญหน้ากับสิ่งสกปรกพวกนี้ หากไม่แข็งแกร่งพอก็มีแต่จะถูกกลืนกินโดยพวกมัน
ดังนั้น หากต้องการเดินบนเส้นทางนี้ต่อไป ผมจำเป็นต้องฝึกฝนและพัฒนาตัวเองให้มากกว่านี้
ลุงอวี๋นั่งลงบนโซฟา ลูบรอยบวมบนหัวก่อนพูดขึ้น “เสี่ยวเจียง ลุงขอพักสักหน่อย นายไปเรียกวิญญาณสามตนนั่นมาแล้วส่งไปสู่สุคติเถอะ พอจัดการเสร็จ ทุกอย่างก็จะเรียบร้อยแล้ว”
“รับทราบครับ ลุงอวี๋”
ผมตอบรับแล้วเดินเข้าไปยังห้องด้านใน
เมื่อผมเข้าไปก็พบว่าวิญญาณสามตนนั้นต่างนั่งกอดเข่าอยู่ที่มุมห้อง
พวกเขาตัวสั่นงันงกเหมือนหวาดกลัวสุดขีด ไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าผม
“ไม่ต้องกลัว ผียายเฒ่าตายแล้ว”
ผมพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
วิญญาณทั้งสามได้ยินดังนั้นก็เริ่มขยับตัวอย่างช้าๆ ความหวาดผวาค่อยๆ ลดลง
พวกเขาหันมามองผมช้าๆ ลิ้นห้อยออกมาครึ่งหนึ่ง…
หนึ่งในนั้นซึ่งเป็นวิญญาณหนุ่มเอียงคอถามอย่างไม่แน่ใจ
“เธอ…เธอตายแล้วจริงๆ ใช่ไหม”
“ตายแน่นอน ตายจนไม่มีอะไรเหลือ วิญญาณแตกสลายไปหมดแล้ว” ผมกล่าวยืนยัน
เมื่อพวกเขาได้ยินเช่นนั้นต่างก็อึ้งไปชั่วขณะ ก่อนที่อารมณ์จะเปลี่ยนไปทันที
“ฮืออออ ในที่สุดก็เป็นอิสระ! ไม่ต้องถูกแขวนอยู่อย่างนี้ตลอดไปแล้ว!”
“ภรรยาของผม…ผมจะกลับไปหาภรรยา!”
“ผมจะกลับบ้าน! ผมจะกลับบ้านแล้ว!”
“ขอบคุณมาก อาจารย์!”
“…”
สองวิญญาณวัยกลางคนดีใจสุดขีด วิ่งพุ่งออกไปทางประตู
วิญญาณหนุ่มเห็นดังนั้นก็ตื่นเต้นตาม รีบวิ่งตามไปทันที
ผมไม่ได้ขัดขวาง เพียงแค่ยิ้มบางๆ
คนที่ตายในห้องนี้ล้วนเป็นผู้ที่ตายอย่างผิดธรรมชาติ หากไม่มีคนจุดธูปนำทาง พวกเขาไม่มีทางออกจากที่นี่ได้เอง
ผมเดินไปยังห้องนั่งเล่นอย่างไม่รีบร้อน
ลุงอวี๋ยังคงนั่งอยู่บนโซฟา ไม่แม้แต่จะปรายตามองวิญญาณทั้งสาม
พวกเขาวิ่งไปถึงประตูแล้วพยายามดึงเปิด
แต่ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน ประตูก็ยังคงปิดสนิท
“เปิด…เปิดไม่ออก!”
“ทำไมประตูถึงหนักขนาดนี้!”
ผมมองพวกเขา ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างใจเย็น “พวกคุณอาจยังไม่เข้าใจ ผู้ที่ตายผิดธรรมชาติน่ะ ยากนักที่จะออกจากสถานที่ที่พวกเขาตายได้ด้วยตนเอง หากพวกคุณอยากออกไปก็ต้องให้พวกเราช่วย”