ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 8 ถูกจับได้ สวดมนต์เอาตัวรอด
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 8 ถูกจับได้ สวดมนต์เอาตัวรอด
เมื่อผมเห็นมือสีขาวซีดพวกนั้นพุ่งเข้ามาหาผมอย่างรวดเร็ว หัวใจของผมก็แทบจะกระดอนออกมาจากอก
ในโลกนี้ ไม่มีอะไรที่ได้มาฟรีๆ จริงๆ
เหตุที่สิ่งสกปรกพวกนี้ยอมให้ผมเข้ามาหลบฝนในศาลา ก็คงเพราะเล็งเสื้อผ้ากับชามกระเบื้องขาวของผม เพราะมีสองสิ่งนี้อยู่ พวกมันถึงเข้าใจผิดคิดว่าผมเป็นพวกเดียวกัน และเพราะสองสิ่งนี้เองที่ทำให้จางเฉียง ผีจมน้ำตัวนั้น ไม่สามารถหาผมเจอได้ ถ้าพวกเขาแย่งของไป ผมอาจจะไม่รอดถึงเช้า
เมื่อเห็นพวกเขากำลังจะยึดของไป ผมไม่อาจนั่งนิ่งเฉยได้อีก
ผมหยิบชามกระเบื้องขาวในมือขึ้นมา แล้วฟาดลงไปที่มือพวกเขาทันที
“อย่ามาแตะตัวผม!” ผมตะโกนด้วยความโมโห
ถึงแม้ว่าผมจะหวาดกลัวจนแทบจะขาดใจ แต่ผมก็ไม่แสดงอาการอ่อนแอ
เสียง “ปึกๆๆ” ดังขึ้นทุกครั้งที่ชามกระแทกมือของพวกเขา
ทุกมือที่โดนฟาดถอยกลับไปในทันทีเหมือนถูกเผา แต่กลับไม่มีเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด
จากนั้นเสียงแหบต่ำของชายชราก็ดังขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงฟังดูไม่พอใจอย่างยิ่ง
“ขอทาน แกได้หลบฝนแล้ว แต่ไม่ยอมให้ของ แถมยังทำร้ายคนอีกเหรอ ไปซะ!”
ทันทีที่คำพูดของชายชราจบลง สิ่งสกปรกที่ล้อมรอบตัวผมอยู่ก็พากันถอยออกไปทางซ้ายและขวา พวกเขาเปิดทางเล็กๆ ตรงหน้า เหมือนจะบอกให้ผมออกไปด้วยตัวเอง
ศาลาหลังนี้เป็นถิ่นของพวกเขา และตอนนี้ชัดเจนว่าผมไม่ได้รับการต้อนรับอีกต่อไป
ถ้าด้านนอกฝนไม่ตก ผมคงไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว แต่ตอนนี้ ถึงแม้ว่าฝนจะซาลงมาก แต่ถ้าผมออกไปร่างกายคงเปียกปอนไปทั้งตัว
ดังนั้นผมยังคงนั่งยองอยู่ใต้โต๊ะหิน แล้วตอบกลับไปอีกครั้งด้วยน้ำเสียงแน่วแน่
“ฝนหยุดเมื่อไหร่ ผมจะไป”
แต่ทันทีที่คำพูดของผมจบลง ผมรู้สึกได้ถึงแรงมหาศาลที่กระชากเสื้อผ้าของผมจากด้านหลังอย่างแรง!
ทั้งตัวผมถูกกระชากออกจากใต้โต๊ะหินอย่างรุนแรง ในความตกใจ ผมพบว่าคนที่ดึงผมออกมาคือชายชราผู้มีใบหน้าซีดเหลืองและผอมแห้ง
“ถ้าไม่ให้ของ ก็ไสหัวไป!” ชายชราเอ่ยด้วยเสียงแหบพร่า
“ปล่อยผม!”
พูดจบ ผมหยิบชามกระเบื้องขาวในมือขึ้นหมายจะฟาดชายชรา
แต่ทันทีที่ผมยกชามขึ้น สิ่งสกปรกตัวหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ ก็จับข้อมือผมไว้แน่น และกดผมลงกับพื้น
แรงที่มันใช้มหาศาลจนผมรู้สึกเหมือนมีแผ่นหินหนักๆ กดทับทั้งร่าง ชามกระเบื้องขาวในมือผมหล่นลงไปกระทบพื้นดัง “กึงๆ” โชคดีที่มันไม่แตก
มือที่จับตัวผมนั้นเย็นเยียบราวกับคีมเหล็ก ผมไม่สามารถขยับเขยื้อนหรือดิ้นหลุดได้เลย รอบตัวมีแต่พวกสิ่งสกปรกที่ยืนมองผมด้วยสายตาเย็นชา ไร้ความรู้สึก…
มือเย็นเฉียบที่จับข้อมือผมไว้อยู่ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่สิ่งสกปรกนั้นจะโน้มตัวเข้ามาและสูดลมหายใจใกล้ๆ ผม
จากนั้นมันก็จ้องผมด้วยความตกใจ พร้อมเอ่ยขึ้นว่า
“เขาไม่ใช่ขอทาน เขายังมีชีวิตอยู่!”
คำพูดนี้ทำให้ชายชราที่อยู่ตรงหน้าผมเผยสีหน้าตกใจและโกรธเคืองขึ้นทันที
“แกไม่ได้มาหลบฝน แต่มาหลบภัยจากไอ้ลิงน้ำตัวนั้น!”
ทันทีที่คำพูดนี้จบลง สิ่งสกปรกที่เคยมีใบหน้าเย็นชาไร้อารมณ์รอบตัวผม ก็เปลี่ยนเป็นใบหน้าดุดันและอาฆาตในพริบตา พวกเขาอ้าปากกว้าง ยกสองมือขึ้น หมายจะพุ่งเข้ามาเล่นงานผม
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ความรู้สึกเหมือนร่วงลงไปในเหวลึกก็ถาโถมเข้ามาในจิตใจ
ผมถูกกดแนบพื้น พยายามดิ้นรนหลายครั้ง แต่ก็ไม่มีผลอะไร พลังของพวกเขาแข็งแกร่งจนผมถูกกดไว้อย่างไร้หนทางสู้
เมื่อเห็นกรงเล็บของสิ่งสกปรกเหล่านั้นกำลังจะพุ่งมาถึงตัว ผมก็ตัดสินใจรวบรวมสติและเริ่มเปล่งเสียงสวดมนต์ออกมาทันที ไม่ว่ามันจะได้ผลหรือไม่ ผมก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว
ผมไม่รู้เลยว่ามันจะได้ผลหรือเปล่า แต่ยังไงก็ต้องลองทำอะไรสักอย่าง
“เต๋าที่เอ่ยได้ไม่ใช่เต๋าที่แท้จริง ชื่อที่เอ่ยได้ไม่ใช่ชื่อที่แท้จริง[1]…อารยาวะโลกิเตศวะระโพธิสัตตโว[2]…”
ตอนแรกเป็นบทจากคัมภีร์เต๋า ส่วนตอนหลังเป็นบทสวดจากคัมภีร์พุทธ ทั้งหมดนี้ผมเพิ่งไปหาอ่านจากอินเทอร์เน็ตและจดจำมาได้คร่าวๆ ที่จริงผมจำได้แค่สองบรรทัดแรกนี่แหละ ส่วนที่เหลือก็ไม่ได้แม้แต่จะจำ แต่ในสถานการณ์นี้ การพยายามสวดอะไรออกไปยังดีกว่านั่งโง่ๆ รอความตาย
ทว่าผมก็ไม่คาดคิดเลยว่า ทันทีที่สองบรรทัดนี้หลุดออกจากปาก สิ่งสกปรกรอบตัวที่เคยพยายามจะจับตัวผมต่างพากันสะดุ้งสุดตัว พวกเขาเอามือปิดหูแล้วถอยกรูดไปด้านหลังสองสามก้าว แม้แต่ผีที่จับข้อมือผมไว้แน่นก็ยอมปล่อยมือออก เห็นได้ชัดว่าบทสวดที่ผมเปล่งออกมานั้นได้ผลและข่มขู่พวกเขาได้บ้าง
ชายชราก็เช่นกัน เขาเอามือปิดหูด้วยความรำคาญ แล้วตวาดด้วยเสียงแหบพร่าที่เต็มไปด้วยความโกรธ
“น่ารำคาญจริงๆ หยุดสวดได้แล้ว!”
พูดจบ เขายกกรงเล็บผีที่แห้งเหี่ยวอีกข้างหนึ่งขึ้น หมายจะฟาดใส่ผมในทันที เมื่อเห็นท่าทางของชายชรา ผมรีบคว้าชามกระเบื้องขาวที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา แล้วฟาดไปที่มือของเขาทันที
“ปึง!”
เสียงดังสนั่น ชายชราสะดุ้งเฮือก ถอนมือกลับด้วยความเจ็บ จากนั้นผมตะโกนออกไปด้วยความโมโห
“ใครกล้าเข้ามาอีก ฉันจะฟาดให้ตาย!”
พูดจบ ผมเริ่มสวดมนต์อีกครั้ง มือที่ถือชามกระเบื้องขาวยกขึ้นพร้อม ระวังตัวอย่างไม่ลดละจากสิ่งสกปรกในศาลา
ผมสังเกตเห็นว่า นอกจากชายชราแล้ว สิ่งสกปรกตัวอื่นๆ ล้วนเอามือปิดหู ใบหน้าแสดงออกถึงความทรมาน แต่ชายชรากลับดูไม่สะทกสะท้าน เขาจ้องผมด้วยความโกรธแค้น แล้วก็ยกมือทั้งสองข้างขึ้นอีกครั้งในท่าทีที่เหมือนจะเอาชีวิต ผมไม่กล้าประมาท รีบยกชามกระเบื้องในมือเตรียมพร้อมต่อสู้
จู่ๆ ก็ปรากฏกลิ่นแปลกๆ จางๆ ซึ่งคล้ายกับกลิ่นฉุนของฟอร์มาลิน กลิ่นนี้ผสมผสานกับกลิ่นหอมของดินที่เปียกฝนจากก่อนหน้านี้ พร้อมกับกลิ่นประหลาดและความเย็นที่แผ่ซ่านมา
สิ่งสกปรกรอบๆ ศาลาที่กำลังปิดหูตัวเองพลันแสดงอาการเหมือนถูกกระตุ้น พวกเขาพากันหันศีรษะไปมองรอบตัว ก่อนจะวิ่งหนีออกไปอย่างแตกตื่น ในพริบตาเดียวพวกเขาก็หายไปในความมืดของคืนฝนตก
ส่วนชายชราที่อยู่ตรงหน้าผม ใบหน้าที่เคยดุดันเต็มไปด้วยความโกรธเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัว
เขาจ้องมองไปที่ด้านหลังของผม แล้วถอยหลังไปสองก้าวโดยอัตโนมัติราวกับได้เห็นบางสิ่งที่น่ากลัวอย่างมาก...
ชายชราเหมือนมีท่าทีคล้ายมนุษย์ในช่วงเสี้ยววินาที เขากลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก จากนั้นเอ่ยกับผมด้วยน้ำเสียงสั่นเครือปนความกลัวว่า
“ศะ…ศาลา ฉันยกให้แกก็แล้วกัน…”
พูดจบ เขาก็ไม่ลังเลอีกต่อไป รีบหมุนตัวแล้ววิ่งออกไปทันที
ท่าทางการวิ่งของเขาดูแปลกประหลาด เขย่งปลายเท้าอย่างผิดธรรมชาติ แถมยังวิ่งโซเซ ไม่นานนักร่างของเขาก็หายลับไปในคืนฝนตก
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ ทำให้ผมตื่นตัวและระมัดระวังมากขึ้น ชัดเจนว่าพวกเขาไม่ได้กลัวผม แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาหวาดกลัวนั้นคือบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ข้างหลังผม…
[1] บทสวดจากคัมภีร์เต๋าเต๋อจิง
[2] บทสวดปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร