ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 76 ปีศาจพังพอน
ความรู้สึกขาดอากาศทำให้ผมทรมานแทบขาดใจ
แต่ตอนนี้ ในที่สุดผมก็สามารถลืมตาได้แล้ว!
ผมไม่ลังเลเลย มือหนึ่งกำกระบี่กระดูกปลาแน่นเพื่อป้องกันตัว อีกมือกระชากผ้าปิดตาสีเหลืองออกทันที
และในเสี้ยววินาทีที่ผ้าถูกดึงออกไป
ภายใต้แสงจันทร์สลัว สิ่งแรกที่ผมเห็นคือซากงูที่ถูกกัดแทะจนเหลือเพียงกระดูกขาวโพลน
ก่อนหน้านี้ผมจินตนาการถึงหลายสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น แต่ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าสิ่งแรกที่ผมจะเห็นคือซากงูเปื้อนเลือด
สายตาของผมกวาดขึ้นไปตามแนวซากงู และทันใดนั้นก็พบเงาดำบางอย่างยืนอยู่ใต้เงาไม้
มันยืนอยู่ในมุมมืด ทำให้ผมมองเห็นเพียงท่อนล่างของมันเท่านั้น
ขาของมันเป็นขาของสัตว์ป่า ขนหนาสีเหลืองซีดสะท้อนแสงจันทร์ แต่ส่วนบนของร่างกายกลับซ่อนอยู่ในเงามืด ทำให้ผมมองไม่เห็นชัดเจน
แต่มีสิ่งหนึ่งที่แน่นอน มันไม่ใช่มนุษย์
มนุษย์ที่ไหนจะมีขาเหมือนสัตว์ป่าเช่นนี้!
ตรงข้างเท้าของมันมีซากหมูป่าถูกผ่าท้องออก เครื่องในกระจายเกลื่อนพื้น
ภาพที่อยู่ตรงหน้าทำให้ผมรู้สึกหวาดหวั่นอย่างประหลาด
ขาของผมขยับถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
ลมหายใจเริ่มติดขัดขึ้นอีกครั้ง
ขนขาของมันที่สะท้อนแสงจันทร์ราวกับเป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาดและอันตราย
ขณะเดียวกันเงาดำนั้นก็ลืมตาขึ้น ดวงตาสีเขียวเรืองแสงส่องประกายออกมาจากความมืด
แววตานั้นดูไม่เป็นมิตรเลย
หัวใจผมเต้นแรงจนแทบทะลุออกจากอก ผมหันหลังหมายจะวิ่งหนี
แต่ทันทีที่หันไปก็พบว่าด้านหลังของผมมีหินก้อนใหญ่ขวางอยู่!
ผมไม่มีทางหนี!
เงาดำนั้นเริ่มหัวเราะเสียงต่ำอย่างแปลกประหลาด จากนั้นพูดขึ้นด้วยเสียงแหบพร่า
“คิกๆๆ…เด็กน้อย อย่ากลัวไปเลย
“มองข้าให้ดีสิ…”
ขณะพูด มันก็ก้าวไปข้างหน้าสองก้าว เผยให้เห็นร่างกายส่วนบนที่ซ่อนอยู่ในเงามืด
มันก้าวออกมาจากใต้ร่มเงาของต้นไม้
ร่างกายของมันเริ่มเผยออกมาภายใต้แสงจันทร์สลัว
ผมมองเห็นรูปร่างของมันได้ทีละนิด…
สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าผม เป็นสัตว์ร้ายที่มีร่างกายคล้ายมนุษย์
มันสูงประมาณหนึ่งเมตรครึ่ง รูปร่างผอมสูง เต็มไปด้วยขนสีเหลืองซีดทั่วทั้งตัว คอยาวและศีรษะกลม
แต่ใบหน้าของมันกลับเป็นใบหน้าครึ่งคนครึ่งสัตว์ ปกคลุมด้วยขนดำดูน่าสะพรึงกลัว
มันจ้องมองมาที่ผมด้วยดวงตาสีเขียวมรกต พลางหัวเราะเสียง “คิกๆๆ” ฟังแล้วเสียวสันหลัง
แม้เพียงแค่กวาดตามองก็ทำให้ผมหน้าถอดสี
รูปร่างมันคล้ายมนุษย์ แต่ดูจากลักษณะแล้ว มันคือ ‘พังพอน’ ตัวใหญ่
ผมเคยเห็นสัตว์พวกนี้ในบ้านเกิดมาก่อน
พวกมันเคยแอบเข้ามาขโมยไก่ในลานบ้านของพวกเรา
แต่ไม่เคยเห็นตัวไหนที่โตเท่ามนุษย์และสามารถพูดภาษาคนได้เช่นนี้!
นี่คือ ‘สัตว์เดรัจฉาน’ ที่บำเพ็ญเพียรมากพอจนแปลงกายเป็นมนุษย์ได้ตามที่คนเฒ่าคนแก่เล่าขานกันสินะ
“เวรเอ๊ย…”
ผมพึมพำออกมาด้วยความตื่นตระหนก
ปีศาจพังพอนในร่างมนุษย์ก้าวเข้ามาใกล้ มันยิ้มประหลาด และพูดด้วยเสียงแหบพร่าที่ฟังไม่ชัดเจน “เด็กน้อย เจ้าคิดว่าข้าเป็นเทพหรือเป็นเซียนกันล่ะ”
พูดจบ มันก้าวเข้ามาอีกก้าว
กลิ่นเหม็นเปรี้ยวและกลิ่นคาวเลือดรุนแรงขึ้นทุกขณะ
หางยาวของมันลากไปบนพื้น ส่งเสียง “ครืดๆ” น่าขนลุก
คำถามของมันทำให้ผมสะดุ้ง
ผมเคยได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับสัตว์เดรัจฉานที่ผ่านการบำเพ็ญเพียรจนมีสติปัญญามาก่อน พวกมันจะมาขอให้มนุษย์ ‘แต่งตั้งยศ’ ให้
แต่ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าวันหนึ่งตัวเองจะต้องเผชิญกับสถานการณ์นี้ด้วยตัวเอง
“เด็กน้อย เจ้าคิดอะไรอยู่ ข้าถามว่าข้าเหมือนเทพหรือเหมือนเซียน? เจ้าจงคิดให้ดีก่อนตอบ”
มันพูดพลางแลบลิ้นเลียเลือดที่ติดอยู่บนขนรอบปาก พร้อมกับยกกรงเล็บแหลมคมขึ้นเล็กน้อยราวกับกำลังข่มขู่ให้ผมต้องตอบคำถามของมัน
เทพหรือเซียน?
จากที่ผมเคยได้ยินมา พวกสัตว์เดรัจฉานเหล่านี้จะถามว่า ‘ข้าเหมือนมนุษย์หรือเทพ’ ไม่ใช่หรือ
ทำไมสิ่งที่อยู่ตรงหน้าผมถึงถามต่างออกไปล่ะ
ผมพยายามค้นหาคำตอบจากเรื่องเล่าที่เคยได้ยินมา
แต่ข้อมูลที่ผมรู้มีน้อยเกินไป และทุกอย่างล้วนเป็นแค่ตำนานพื้นบ้าน ไม่มีวิธีแก้ไขปัญหานี้เลย
ตอนนี้ผมตกอยู่ในสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ถ้าผมตอบไปตามที่มันถาม และบอกว่ามันเป็นเทพหรือเซียน…
ดูเหมือนไม่ว่าผมจะตอบอย่างไรก็ไม่มีทางเป็นผลดีต่อตัวเอง
ผมไม่ใช่บุคคลสำคัญอะไร แล้วผมจะมีสิทธิ์แต่งตั้งมันให้เป็นเทพหรือเซียนได้ยังไง
เจ้าเดรัจฉานเฒ่าตัวนี้เริ่มหงุดหงิด มันใช้กรงเล็บกดลงไปบนต้นไม้
เสียง “แกรก” ดังขึ้น มันข่วนจนเปลือกไม้หลุดออกมาเป็นชิ้น
น้ำเสียงของมันเริ่มเข้มขึ้นราวกับหมดความอดทน
“เด็กน้อย! เจ้าจะตอบได้หรือยัง! ข้าเป็นเทพหรือเป็นเซียน!?”
กลิ่นเหม็นเปรี้ยวลอยปกคลุมรอบตัวผมอีกครั้ง
แรงกดดันพุ่งเข้าใส่จนผมเริ่มรู้สึกอึดอัด หายใจแทบไม่ออก
ดูเหมือนผมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องตอบมัน
จากเรื่องเล่าที่ผมเคยได้ยินมา หากมนุษย์ยอมรับสัตว์เดรัจฉาน มันจะสามารถใช้โชคชะตาของเราเพื่อเพิ่มพลังตบะของมัน
แต่ถ้าผมไม่ตอบ มันอาจไม่ยอมปล่อยผมไป
โชคดีที่อาจารย์อยู่ใกล้ๆ ผมแค่ต้องถ่วงเวลาสักหน่อย
ผมสูดลมหายใจลึก แล้วพูดขึ้น “แกต้องการคำตอบจริงๆ ใช่ไหม”
“รีบพูดมา! ข้าเป็นเทพหรือเซียน!?”
น้ำเสียงของมันเร่งเร้า กรงเล็บของมันกดลึกลงไปในต้นไม้ ดวงตาสีเขียวมรกตฉายแววโหดร้าย ขนสีเหลืองซีดทั่วตัวของมันลุกชัน ทำให้ดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งขึ้น
“ได้! งั้นฉันจะตอบ!”
เมื่อได้ยินดังนั้น ปีศาจพังพอนร่างมนุษย์ก็เผยรอยยิ้มประหลาด
มันดูเหมือนคาดการณ์ไว้แล้วว่าผมจะตอบคำถามนี้
ผมจ้องหน้ามัน ก่อนจะพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“แกไม่เหมือนเทพ ไม่เหมือนเซียน แต่เหมือนไอ้จ้อน!”
ทันทีที่คำพูดหลุดออกจากปาก สายลมในป่าที่เคยสงบนิ่งก็พลันกลายเป็นพายุหมุนอันบ้าคลั่ง!
สายลมเริ่มพัดแรงขึ้น เสียง “วูม” ก้องสะท้อนทั่วป่า กิ่งไม้สั่นไหว ใบไม้ปลิวว่อน
เจ้าเดรัจฉานเฒ่าที่ยืนอยู่เบื้องหน้าผม สีหน้ามันเปลี่ยนจากความตื่นเต้นเป็นโกรธจัด
ทันใดนั้น มันพ่นเลือดออกมาเป็นสาย ร่างกายสั่นสะเทือนจนเกือบล้มลงกับพื้น
เห็นได้ชัดว่ามันล้มเหลวในการขอแต่งตั้งจากผม และคำตอบของผมทำให้มันได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก
เมื่อเห็นดังนั้น ผมไม่รอช้า รีบหันตัวออกวิ่งไปทางด้านข้างทันที
“ไอ้เด็กเวร! เจ้ากล้าพูดจาเหลวไหล! เจ้าทำให้ตบะของข้าถูกทำลาย!”
มันคำรามด้วยความโกรธ กรงเล็บจิกแน่นกับต้นไม้
เพียงแค่ผมวิ่งออกไปไม่กี่ก้าว มันก็กระโจนสี่เท้าลงกับพื้นแล้วพุ่งเข้าใส่ผมด้วยความเร็วสูง
ผมตกใจจนต้องกลิ้งตัวลงกับพื้นเพื่อหลบการโจมตีของมัน
เจ้าเดรัจฉานเฒ่าตกลงสู่พื้นตรงหน้า ขวางทางหนีของผมเอาไว้
ใบหน้าครึ่งคนครึ่งสัตว์ของมันเริ่มบิดเบี้ยว แปรเปลี่ยนเป็นใบหน้าของพังพอนสีเหลืองซีดที่เต็มไปด้วยความอาฆาต
“เจ้าอาจหาญกล้าทำลายตบะของข้า ข้าจะฉีกเจ้ากินเพื่อฟื้นฟูพลัง!”
เสียงของมันยังคงแหบพร่า แฝงไปด้วยแรงอาฆาตรุนแรง ดวงตาสีเขียวมรกตจ้องมองผมอย่างกระหายเลือด
ผมกำกระบี่กระดูกปลาแน่น ถอยหลังไปสองก้าว ไม่อยากเผชิญหน้ากับมันโดยตรง
“ขอเตือนแกไว้หน่อย รีบกลับไปในภูเขาซะเถอะ อาจารย์ฉันอยู่ใกล้ๆ นี้ ถ้าเขามาถึง แกไม่มีทางรอดแน่!”
แม้ผมจะหวาดกลัว แต่ผมก็ต้องรักษาสีหน้าที่แน่วแน่
หากผมแสดงความกลัวตอนนี้ มันคงไม่ปล่อยผมไปแน่
แต่ดูเหมือนเจ้าเดรัจฉานเฒ่าจะไม่สนใจคำขู่ของผม มันยิ้มเย็นชาแล้วพูดออกมา “อย่าว่าแต่อาจารย์ของเจ้าเลย คืนนี้ต่อให้ใครจะมาก็ปกป้องเจ้าไม่ได้!”