ขาดทุนไม่อั้น ขอแค่ฉันได้เป็นเศรษฐี - บทที่ 1080-2 ถ้าไม่ยอมก็อ้อมหนี (2)
บทที่ 1080 ถ้าไม่ยอมก็อ้อมหนี (2)
เนื่องจากเรื่องนี้ยังอีกนาน เปาซวี่กับจางหยาฮุยมัวแต่สนใจเรื่องภายในตลาดร้าน
ข้างทางอยู่จนเกือบลืมเรื่องนี้ไป
เหลียงชิงฟานเคยเสนอไอเดียนี้ขึ้นมาตอนที่เลือกทําเลตลาดร้านข้างทางและสรุป
รายละเอียดสไตล์ไซเบอร์พังก์ จากตลาดร้านข้างทางไปโฮสเทลเขย่าขวัญมีระยะทาง
ประมาณหนึ่งถึงสองกิโลเมตร ถ้าซื้อหรือเช่าร้านทั้งหมดระหว่างทางได้ หลังจับรีโนเวต
สักหน่อยก็จะเปลี่ยนพื้นที่ในละแวกเป็นฟู้ดสตรีตไซเบอร์พังก์ได้
ถนนทั้งเส้นรีโนเวตเป็นสไตล์เดียวกันหมดได้
แน่นอนว่าโปรเจ็กต์นี้ค่อนข้างใหญ่ ไม่สามารถทําเสร็จได้ในชั่วข้ามคืน
ตอนนี้ส่วนหลักของตลาดร้านข้างทางรีโนเวตใกล้เสร็จแล้ว แต่ร้านค้าบนถนนเส้น
นี้ยังอยู่ในช่วงเจรจา ตอนแรกเจรจาเซ็นสัญญาระยะยาวเริ่มต้นที่สิบปี แต่ตอนนี้มีแค่
ไม่กี่ร้านที่ยอมเซ็นสัญญา
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้องให้ความสําคัญกับส่วนหลักอย่างตลาดร้านข้างทางก่อน
ส่วนร้านค้าตามรายทางจะซื้อมาตอนนี้หรือซื้อทีหลังก็ไม่ได้แตกต่างกันมาก ยังไงพวก
เขาก็ต้องรอให้ตลาดร้านข้างทางพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้องก่อนแล้วค่อยรีโนเวต
ถนนเส้นนี้ไปทีละนิด
อีกส่วนเป็นเพราะเจ้าของแต่ละร้านมีทัศนคติแตกต่างกันไปเกี่ยวกับค่าเช่า
กระบวนการเจรจานั้นสูบพลังมากและทิศทางในตอนนี้ไม่ค่อยเป็นที่น่าพอใจนัก
โซนนี้เดิมอยู่ใกล้กับโซนอุตสาหกรรมเก่า จริงๆ แล้วก็เหลือคนหนุ่มสาวอาศัยอยู่
ละแวกนี้ไม่เยอะ อาคารพักอาศัยและอาคารพาณิชย์ในละแวกส่วนใหญ่เป็นอาคารเก่า
ไม่ว่าจะปล่อยเช่าหรือขายราคาก็ไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับราคาตลาดในละแวกรอบๆ
เงื่อนไขของพวกจางหยาฮุยคือเซ็นสัญญาเช่าระยะยาวกับร้านค้าโดยเสนอเพิ่มค่า
เช่าให้อีก 50% จากค่าเช่าปัจจุบัน ถ้าฉีกสัญญากลางคันต้องจ่ายค่าปรับ
ตามหลักแล้วเงื่อนไขนี้ถือว่าใจกว้างมากๆ
เพราะร้านค้าเหล่านี้อยู่ในละแวกห่างไกล ก่อนหน้านี้ทําธุรกิจเล็กๆ ได้กําไรต่ํา
มาก ค่าเช่ารายเดือนของร้านขนาดห้าสิบถึงหกสิบตารางเมตรราคาไม่ถึงสองพันหยวน
ต่อเดือน จางหยาฮุยเข้าใจความลําบากของร้านเหล่านี้จึงเสนอราคาเพิ่มให้เองที่
ประมาณสามพันหยวน ซึ่งก็ถือว่าจริงใจมากแล้ว
บางร้านพอใจกับข้อเสนอจึงเซ็นสัญญาทันทีและให้พวกจางหยาฮุยเข้ามารีโนเวต
ร้านได้ตามใจชอบ
พอเซ็นสัญญาระยะยาวแล้วพวกเขาก็ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าเช่าไปอีกนาน
แต่ก็มีบางร้านที่ไม่พอใจราคา แถมยังแอบขอราคาที่สูงกว่านี้
เพราะพวกเขาเห็นว่าโฮสเทลเขย่าขวัญเปิดให้บริการแล้ว มีนักท่องเที่ยวแห่แหน
มาจากทั่วประเทศ แถมเถิงต๋ายังเริ่มการก่อสร้างที่ตลาดเกษตรกรเดิมอีก เห็นได้ชัดว่า
กําลังยุ่งอยู่กับโปรเจ็กต์ใหม่
ตอนนี้ตั้งใจจะเช่าร้านบนถนนเส้นนี้เป็นเวลาสิบปี แสดงว่าต้องเป็นโปรเจ็กต์ใหญ่
แน่!
เมื่อคิดว่าเถิงต๋ารวยขนาดไหน คนพวกนี้ก็คิดว่าการเพิ่มค่าเช่าให้อีก 50% นั้นไม่
พอ
เพราะสัญญาเซ็นระยะยาวถึงสิบปี ใครจะบอกได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอีกสิบปี
ข้างหน้า ถ้าหนึ่งปีให้หลังร้านทําเงินได้เพิ่มขึ้นห้าเท่าสิบเท่าล่ะ ถ้าขึ้นค่าเช่าไม่ได้ก็
ขาดทุนสิ
ดังนั้นคนเหล่านี้จึงอยากเพิ่มค่าเช่าอีกเล็กน้อยหรือเซ็นสัญญาระยะสั้น เช่น
สัญญาสองถึงสามปี เพื่อที่จะได้ขึ้นค่าเช่าในอนาคต
เหลียงชิงฟานกับจางหยาฮุยไม่มีทางยอมให้ทําแบบนั้น
เพราะพวกเขามองว่าการที่ที่ละแวกนี้พัฒนาได้เป็นเพราะบอสเผย ถ้าบอสเผยไม่
ลงทุนก้อนโตสร้างโฮสเทลเขย่าขวัญกับตลาดร้านข้างทาง ค่าเช่าของร้านบนถนนเส้นนี้
ย่อมไม่มีทางเพิ่มขึ้น มีแต่จะลดลงตามผู้คนที่ค่อยๆ ทยอยย้ายออกไป
ค่าเช่าก็ขึ้นให้อีก 50% ถือว่าจริงใจมากแล้ว ถ้าบริษัทอื่นเป็นคนขอเช่าเจ้าของ
ร้านพวกนี้คงตอบตกลงอย่างไม่ลังเล
แค่เพราะเถิงต๋ารวยเลยจะคิดค่าเช่าเพิ่มอีกเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลเลย
นอกจากนั้นก็ยังไม่รู้ว่าถนนเส้นนี้จะทําเงินให้ได้หรือเปล่า
ถ้าเกิดตลาดร้านข้างทางไม่เป็นที่นิยมและถนนเส้นนี้ไม่มีคนสัญจรผ่าน การเซ็น
สัญญาสิบปีโดยต้องจ่ายค่าเช่าสูงลิ่วย่อมทําให้ขาดทุนยับเยิน
บอสเผยเชื่อมั่นในตัวพวกเขามาก บอสฝากโปรเจ็กต์สําคัญขนาดนี้ไว้กับทั้งสาม
ถ้าสุดท้ายล้มเหลวขึ้นมาพวกเขาคงแบกความรับผิดชอบไม่ไหว
ดังนั้นทั้งสองฝ่ายจึงมาถึงทางตัน นอกจากสองสามร้านที่เจ้าของใจกว้างยอมเซ็น
สัญญาแล้ว ที่เหลือก็กําลังรอดูสถานการณ์อยู่
เหลียงชิงฟานพูดขึ้น “บังเอิญบอสเผยให้ทุนมาเพิ่มพอดี ผมคิดว่าเราน่าจะหา
ข้อสรุปได้แล้ว
“เราจะให้ทางเลือกสามทางกับร้านพวกนี้ คือเซ็นสัญญาระยะยาวในราคาปัจจุบัน
และให้เช่าเป็นเวลาสิบปี หรือให้เราซื้อในราคาสูงจากราคาตลาด 50% ถ้าไม่ยอมเลย
สักทางเราก็ข้ามพวกเขาไปเลย
“คิดจะหาผลประโยชน์จากพวกเราเหรอ ฝันไปเถอะ!”
ถึงจะใช้ชื่อว่าไซเบอร์พังก์ฟู้ดสตรีตแต่ก็มีระยะทางยาวกว่าฟู้ดสตรีตส่วนใหญ่
ระยะทางหนึ่งถึงสองกิโลเมตรไม่ใช่ระยะทางที่จะเป็นทางตรงยาวไปจนสุดสายได้
อย่างน้อยต้องมีทางแยกเล็กใหญ่สักหกเจ็ดแยกระหว่างทาง
ถ้าร้านไหนไม่ให้ความร่วมมือ เหลียงชิงฟานก็จะซื้อร้านในละแวกข้างๆ และใช้
วิธีการบางอย่างให้นักท่องเที่ยวเดินอ้อมหนีร้านเหล่านี้
ตัวอย่างเช่น ทําแผนที่แนะนําให้นักท่องเที่ยวเดินตามเส้นทางเฉพาะ หรือทําป้าย
และสัญลักษณ์นําทางแบบเดียวกันให้กับร้านของเถิงต๋า
ร้านที่เซ็นสัญญากับเถิงต๋าจะตกแต่งและออกแบบโดยใช้แผนเดียวกัน มองปราด
เดียวก็เห็นสไตล์การตกแต่งได้ชัดเจน ร้านอื่นๆ ลอกเลียนแบบได้ยาก
นอกจากนั้นนักท่องเที่ยวมักจะรังเกียจ ‘ร้านปลอม’ ที่พยายามเลียนแบบร้านดัง
ตราบใดที่เถิงต๋าบอกพวกเขาว่าร้านไหนไม่ได้เป็นของตลาดร้านข้างทาง นักท่องเที่ยว
ส่วนใหญ่ก็จะไม่เข้าไปใช้บริการ
ร้านเหล่านี้ย่อมฉกฉวยผลประโยชน์จากเถิงต๋าไม่ได้ง่ายๆ
ดังนั้นร้านที่ไม่ยอมร่วมมือกับเถิงต๋าก็จะไม่ได้อะไรเลยในท้ายที่สุด
ถึงพวกเขาจะเป็นคนดําเนินธุรกิจ แต่ร้านในตลาดเป็นร้านดังจากทั่วประเทศ
เจ้าของร้านเดิมพวกนี้จะสู้ได้เหรอ
เหลียงชิงฟานต้องบอกเจ้าของร้านเหล่านี้ให้ชัดเจนว่า เถิงต๋าจะไม่มีทางยอมโดน
เอาเปรียบ อย่าคิดจะลองดี
ไม่อย่างนั้นพวกเขาก็จะมาโวยวายขอขึ้นค่าเช่าหรือเปลี่ยนสัญญาไม่จบไม่สิ้น
ส่วนเรื่องซื้อหรือเช่าถึงราคาจะเท่าๆ กันแต่ก็มีข้อแตกต่างที่ยิ่งใหญ่อยู่
ในฐานะเมืองอันดับสอง ร้านส่วนใหญ่ในจิงโจวมีอัตราค่าเช่าต่อราคาขายอยู่ที่
1:300 หรือก็คือร้านที่ค่าเช่าสองพันจะมีราคาอยู่ที่หกแสน
ถ้าขายได้หกแสนก็เท่ากับต้องปล่อยเช่าสามร้อยเดือนหรือเกือบสามสิบปีถึงจะได้
เงินเท่ากัน
ด้วยราคาที่เสนอเพิ่มให้จากราคาตลาด 50% ค่าเช่ารายเดือนจะเพิ่มจากสองพัน
ไปเป็นสามพัน แต่ราคาขายจะเพิ่มจากหกแสนไปเป็นเก้าแสน
สองตัวเลขนี้ดูแตกต่างกันมาก
ได้ค่าเช่าเพิ่มเดือนละหนึ่งพันหยวนดูไม่มากเท่าไหร่ แต่ด้วยราคาขายที่เพิ่มขึ้น
พวกเขาจะได้เงินสามแสนหยวนเพิ่มทันที ยิ่งราคาขายสูงเท่าไหร่เงินที่ได้เพิ่มก็จะยิ่ง
เยอะ
เงินก้อนโตขนาดนี้เอาไปลงทุนหรือจัดการอะไรได้ทันที แรงกระตุ้นจึงมากกว่า
เจ้าของร้านส่วนใหญ่บนถนนเส้นนี้ไม่ได้มีเงินถุงเงินถัง สําหรับพวกเขาแล้วเงิน
สองสามแสนถือเป็นแรงกระตุ้นที่ยากจะต้านทานได้
นอกจากนั้นร้านในละแวกนี้ยังขายได้ยากมาก ถึงจะหาคนมาเช่าได้แต่ก็แทบไม่มี
ใครยอมควักเงินหลักแสนซื้อ
ถ้าปล่อยโอกาสนี้หลุดมือไป พวกเขาก็อาจขายในราคาสูงแบบนี้ไม่ได้อีก
แน่นอนว่าการขายย่อมมีความเสี่ยง ถ้ามูลค่าของร้านเพิ่มสูงกว่า 50% ในสิบปี
พวกเขาก็จะขาดทุน กลับกันถ้าปล่อยเช่าระยะยาว หลังจากเก็บค่าเช่าไปสิบปีร้านก็ยัง
เป็นของพวกเขาอยู่ ซึ่งคุ้มกว่าเห็นๆ
แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะทนต่อแรงกระตุ้นของผลประโยชน์ฉับพลันทันทีได้ อีกทั้งยัง
คาดเดาไม่ได้ด้วยว่าในอนาคตมูลค่าของร้านจะเพิ่มขึ้นหรือเปล่า
ตอนนี้เหลียงชิงฟานหงายไพ่บนโต๊ะให้เจ้าของร้านเห็นชัดเจน จะขายหรือปล่อย
เช่ามีแค่สองตัวเลือกเท่านั้น ไม่มีตัวเลือกที่สาม ถ้าร้านพวกนี้คิดจะเล่นแง่ เหลียงชิง
ฟานยอมทุ่มเงินเบี่ยงเส้นทางฟู้ดสตรีตหนีร้านพวกนี้ดีกว่ายอมให้พวกเขาได้ส่วนแบ่ง
ผลประโยชน์!