ขาดทุนไม่อั้น ขอแค่ฉันได้เป็นเศรษฐี - บทที่ 768 ควักเงินออกกระเป๋า
บทที่ 768 ควักเงินออกกระเป๋า
เฮ่อเต๋อเซิ่งลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “บอสเผยครับ… ถ้าเราเอาเงินที่ได้จากการขายบริษัท
ที่ทํากําไรได้ไปลงทุนในบริษัทต่อไปในคิวแล้วพวกเขาขาดทุนล่ะครับ” เผยเชียนตอบ “เดี๋ยวผมออกเงินเพิ่มให้เอง” เฮ่อเต๋อเซิ่งพยักหน้า “โอเคครับบอส” เขาไม่ได้ถามอะไรมาก บอสเผยวางกฎนี้ไว้ตั้งแต่แรกแล้ว ถึงจะดูไม่ สมเหตุสมผล เขาก็ต้องทําตามอย่างเคร่งครัดอยู่ดี สําหรับเผยเชียนแล้ว การลงทุนวิธีนี้ช่วยให้มั่นใจได้ว่าเงินทุนในมือจะถูกใช้ไป
อย่างรวดเร็ว
DLC ของสองเกมขายดีมาก พอมีเงินก้อนอีกก้อนที่ไม่คาดคิดเข้าบัญชี ทางที่ เหมาะที่สุดคือเขาต้องไปลงกับโปรเจ็กต์อื่น แต่… จะลงกับโปรเจ็กต์ไหนดลี่ะ เผยเชียนไล่สายตาดู ห้าบริษัทที่ไม่มีการเคลื่อนไหวดูจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด แต่
ปัญหาคือ… พวกเขายังเหลือเงินก้อนโตในบัญชี พอมาคิดดูก็ถือว่าไม่แปลก ที่พวกเขาไม่มีการเคลื่อนไหวก็เพราะไม่อยากใช้เงิน
ไปกับการตลาด ถ้ายอมใช้เงินก็คงมีการเคลื่อนไหวไปนานแล้ว สําหรับบริษัทประเภทนี้ บอสเผยต้องคิดดูอีกทีว่าจะให้เงินดีรึเปล่า จะให้เงินไปทําไมถ้าผลาญเงินกนัช้าขนาดนี้ ดังนั้น เขาต้องเลือกบริษัทที่ผลาญเงินได้
“บริษัทไหนผลาญเงินไดม้ากที่สุดในระยะเวลาสั้นๆ” เผยเชียนถาม เฮ่อเต๋อเซิ่งตอบทนัที “แน่นอนว่าต้องเป็นแบรนด์สาวหน้านิ่งของเมิ่งชั่งครับ” เผยเชียนถามต่อ “สถานการณ์เป็นยังไงบ้าง” เฮ่อเต๋อเซิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “ผมแวะไปตรวจดูที่ปักกิ่งรอบนึง แล้วก็ แวะไปกินบะหมี่เย็นที่ร้านด้วย จะว่าไงดีล่ะครับ… สถานการณ์ของร้านตอนนี้จัดว่า ค่อนข้างมีกระแสทีเดียว
“ตอนที่ผมไปมีคิวต่อยาวหน้าร้าน ดูเหมือนกิจการจะไปได้ดี มีสื่อบนโลก ออนไลน์เขียนถึงร้านดว้ย
“แต่บางเจ้าลงข่าวให้ก็เพราะเขาจ้าง แบรนด์สาวหน้านิ่งทุ่มเงินก้อนโตไปกับ กิจกรรมทางการตลาด ผมไม่แน่ใจว่าจ้างเยอะขนาดไหน
“แต่… รสชาติอาหารก็ถือว่าโอเคครับ เทียบได้กับร้านบะหมี่ระดับไฮเอนด์ทั่วไป สภาพแวดล้อม คุณภาพ ประสบการณ์การกินดีกว่า เมนูซิกเนเจอร์บางเมนูมีการใช้ เงินอุดหนุนด้วยครับ
“ที่เราแน่ใจได้คือคนส่วนใหญ่ที่มาต่อแถวเป็นลูกค้าจริงๆ แต่บางส่วนก็เป็นหน้า ม้า” เผยเชียน “ใช้เงินอุดหนุนอาหารด้วยเหรอ” เฮ่อเต๋อเซิ่งพยักหน้า “ใช่ครับ ตัวอย่างเช่น บะหมี่เย็นย่างเหรียญทองขายใน ราคาขาดทุนหนึ่งถึงสองหยวน เพราะวัตถุดิบที่ใช้เป็นของแพงที่สุดในห่วงโซ่อุปทาน บวกค่าใช้จ่ายด้านกําลังคนและการขนส่งแล้ว อัตรากําไรไม่สูงเลย
“แน่นอนว่า ลูกค้าจะรับรู้ถึงความแตกต่างได้รึเปล่าก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง…
“เมิ่งชั่งบอกว่า วิธีนี้คือ ‘การใช้ประโยชน์จากสินค้าหลักเพื่อส่งเสริมการขายใน ภาพรวม’ ซึ่งหมายถึงการทําสินค้าหลักบางอย่างให้มีความคุ้มค่าต่อราคาสูง ใช้ วัตถุดิบที่ดีที่สุด แล้วลดราคาลงเพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าสินค้าหลักคุ้มค่าเงิน วิธีนี้ช่วยเพิ่ม การรับรู้ถึงแบรนด์อย่างรวดเร็ว ดึงดูดเงินทุนได้มากขึ้น และขยายส่วนแบ่งการตลาด ได้เร็วขึ้น
“เงินอุดหนุนส่วนนี้จะไดค้ืนจากการเปิดตัวเมนูใหม่ในอนาคต
“แต่การทํากําไรในระยะสั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
“ดังนั้นพอนําค่าใช้จ่ายทั้งหมดมารวมกัน แบรนด์สาวหน้านิ่งจึงผลาญเงินได้เร็ว มาก แต่ก็แน่นอนว่าความนิยมนั้นพุ่งขึ้นเร็วกว่าเพื่อนครับ”
“อืม…” เผยเชียนจมสู่ภวังคค์วามคิด เขาได้ยินเกี่ยวกับโปรเจ็กต์สาวหน้านิ่งหลายหน แค่ฟังก็รู้ข้อมูลเกี่ยวกับโปรเจ็กต์
นี้มากแล้ว ต้องยอมรับเลยว่าเมิ่งชั่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการผลาญเงิน บริษัทอื่นใช้เงินลงทุน อย่างระมัดระวัง วางแผนจะใช้เงินสองสามล้านภายในครึ่งปีหรือหนึ่งปี แต่เมิ่งชั่งกล้า ผลาญหมดภายในหนึ่งเดือน สําหรับเผยเชียนแล้ว เขาคืออัจฉริยะด้านการผลาญเงิน ที่เผยเชียนรู้สึกลังเลก็เพราะไม่แน่ใจว่าควรจะให้เงินกับบริษัทแบบไหน เขาลงทุนกับบริษัทที่ทํากําไรต่อไม่ได้ ต้องรีบขายทันที อันนี้ตัดไปได้เลย บริษัทที่ไม่ทํากําไรและยังไม่มีกระแสดูปลอดภัยมาก แต่ในความเป็นจริงก็ใช่ว่า จะปลอดภัยเสมอไป เพราะบริษัทแบบนี้มักจะใช้งบอย่างระมัดระวัง ที่ยังไม่มีกระแสก็ เพราะยังไม่เริ่มทําการตลาด ถ้าจู่ๆ กลายเป็นหุ้นที่มีศักยภาพสูงแล้วเขาดันลงทุนต่อ จนกลายเป็นหุ้นมูลค่ามหาศาลขึ้นมาจะทํายังไง
แถมบริษัทพวกนี้ยังผลาญเงินช้ามาก เผยเชียนรู้สึกไม่สบายใจเท่าไหร่ถ้าจะลงทุน
กับพวกเขา กลับกัน ถึงบริษัทแบบสาวหน้านิ่งจะเป็นกระแสฮือฮา แต่ก็ผลาญเงินได้อย่าง
รวดเร็ว มีคําพูดว่า ‘เก็บเงินเข้ากระเป๋า’ สําหรับเผยเชียนแล้วต้องเปลี่ยนเป็น ‘ควักเงิน ออกกระเป๋า’ เขาจะรู้สึกสบายใจได้ก็ต่อเมื่อบริษัทผลาญเงินออกไป ไม่งั้นก็จะรู้สึก เหมือนเป็นระเบดิเวลาที่พร้อมระเบิดทุกเมื่อ ดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้ว เลือกลงทุนกับโปรเจ็กต์สาวหน้านิ่งน่าจะเป็น
ตัวเลือกที่ดี
ถ้าแบรนด์สาวหน้านิ่งโหมโปรโมตเพื่อสร้างกระแสแล้วสุดท้ายทํากําไรไม่ได้ การ
ลงทุนนี้ก็จะสูญเปล่า ถ้าทํากําไรได้จริงๆ ก็ค่อยขายแบรนด์สาวหน้านิ่งออกไป เผยเชียนคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจได้ในที่สุด “ลงทุนกับบริษัทที่ยังไม่ทํา
กําไรและยังใช้เงินไมห่มดเพิ่มอีกหนึ่งถึงสองล้านหยวน อย่าลงทุนเพิ่มมากเกินไป
“แล้วลงทุนกับแบรนด์สาวหน้านิ่งหกล้านหยวน” เฮ่อเต๋อเซิ่งพยักหน้า ไม่ได้ถามอะไรมาก “ได้ครับบอสเผย” จู่ๆ เผยเชียนก็นึกอะไรขึ้นได้ “จริงด้วย เพิ่มเงื่อนไขอีกข้อกับเงินลงทุนหกล้าน หยวนที่จะให้แบรนด์สาวหน้านิ่งด้วย คือ ต้องเก็บเป็นความลับ ห้ามเมิ่งชั่งเปิดเผยว่า ได้เงินก้อนนี้มาจากเถิงต๋า ไม่ว่าจะกรณีไหนก็ตาม” เฮ่อเต๋อเซิ่งผงะไป แต่ก็พยักหน้า “ได้ครับ” เขาไม่รู้ว่าบอสเผยคิดไปกี่ตลบหรือคิดไปกี่ชั้น แต่ในเมื่อบอสเผยตัดสินใจลงทุน
บอสก็น่าจะวางแผนทุกอยา่งไว้แล้วและมั่นใจเต็มที่ว่าจะประสบความสําเร็จ เผยเชียนเปิดดูข้อมูลตรงหน้าพอเป็นพิธีพลางคิดว่าทําแบบนี้น่าจะปลอดภัย ลงทุนกับบริษัทท่ีไม่ทําเงินต่อไป ลงทุนมากขึ้นกับบริษัทที่มีความเสี่ยงสูงและ
ลงทุนน้อยลงกับบริษัทที่มีความเสี่ยงต่ํา ถือว่าสมเหตุสมผลสุดๆ เหตุผลหลักที่เขาย้ําให้เก็บเรื่องเงินหกล้านหยวนไว้เป็นความลับก็เพราะกลัวจะ เกิดเหตุการณ์แบบตอนแอป ‘มาสิเด็กหัวกะทิ’ ขึ้นอีก ถ้านักลงทุนรู้ว่าบริษัทลงทุน หยวนเมิ่งให้เงินลงทุนกับแบรนด์สาวหน้านิ่งหกล้านหยวน พวกเขาก็จะแห่มาร่วม ลงทุนและเพิ่มมลูค่าของบริษัทกันแน่นอน ถ้าดังขึ้นมาจริงๆ จะทํายังไง การที่เขาให้เงินแบรนด์สาวหน้านิ่งหกล้านหยวน ในขณะที่ให้เงินบริษัทอื่นแค่หนึ่ง ถึงสองล้านหยวน ต้องกระตุกต่อมความสงสัยและนําไปสู่ผลลัพธ์ที่ควบคุมไม่ได้ แน่นอน
เพราะงั้นเผยเชียนเลยย้ําเป็นพเิศษให้เมิ่งชั่งเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ แน่นอนว่าเผยเชียนไม่ได้คาดหวังว่าข้อมูลนี้จะถูกปกปิดมิดชิด ไม่หลุดอะไร ออกมาสักแอะ แต่เขาก็หวังว่าจะเก็บเงียบไปได้นานที่สุดเท่าที่ทําได้และได้รับ ผลกระทบน้อยลง ไม่ว่าจะยังไง จากความเร็วในการผลาญเงินของเมิ่งชั่งตอนนี้ เขาต้องผลาญเงิน
หมดก่อนข่าวกระจายออกไปแน่ เพราะงั้นก็ไม่น่าจะเป็นอะไร
…
หลังจากบอสเผยกลับออกไป เฮ่อเต๋อเซิ่งก็เริ่มโทรหาเจ้าของบริษัทต่างๆ
“ฮัลโหล บอสเจิ้งเหรอครับ คืองี้ครับ เถิงต๋าเตรียมขายหุ้นของบริษัทคุณทั้งหมด หุ้นส่วนคนอื่นๆ มีสิทธิ์ซื้อได้ก่อน คุณลองคุยดูก่อนนะครับว่าอยากขอทุนจากบุคคล ที่สามไหม…” บริษัทของบอสเจ้ิงเป็นหนึ่งในสองบริษัทที่ทํากําไรได้ บอสเจิ้งที่ปลายสายผงะไปเมื่อได้ยินว่าเฮ่อเต๋อเซิ่งจะขายหุ้นทั้งหมด ตามกฎแล้ว หุ้นส่วนบริษัทไม่สามารถถอนเงินทุนได้ตามใจชอบ เพราะถือเป็น
การยักยอกเงินทุน พวกเขาต้องถ่ายโอนหุ้นผ่านช่องทางปกติ แต่ปัญหาคือ… ทําไมเถิงต๋าถึงจะขายหุ้นล่ะ บอสเจิ้งสับสนมาก ไม่ใช่แล้ว บริษัทเราทําเงินได้ไม่ใช่เหรอ เราเพิ่งจะเห็นแสง
สว่างที่ปลายอุโมงค์ แต่เถิงต๋ากลับใจร้อนขายหุ้นทิ้งหมดซะงั้น บอสเผยไม่น่าจะเป็นคนมองระยะสั้น แถมนี่ยังไม่ถือว่าเป็นการมองระยะสั้น แต่ถือว่าโง่เลย คนทั่วไปไม่มีทางทําอะไร
โง่ๆ แบบนี้ งั้นบอสเผยโง่เหรอ ไม่ใช่แน่นอน!
จุดนี้ทําให้บอสเจ้ิงสับสนสุดๆ หลังเงียบไปพักใหญ่ บอสเจิ้งก็พูดขึ้น “บอสเฮ่อครับ ผมพูดตรงๆ เลยนะครับ ถ้าผมกับนักลงทุนคนอื่นๆ ซื้อหุ้นทั้งหมดคืนจากเถิงต๋าได้ พวกเราคงชื่นมื่นกระทั่งใน ฝัน
“แต่ผมไม่อยากทําแบบนั้นเพราะเราไม่ลืมรากเหง้าของตัวเอง “เถิงต๋ายื่นมือมาช่วยและให้ทุนช่วยชีวิตเราไว้ตอนที่บริษัทอยู่ในสถานการณ์ ลําบากที่สุด ตอนนี้สถานการณ์ด้านการเงินของบริษัทเราดีขึ้นจนเริ่มเห็นแสงสว่างและ ทํากําไรได้แล้ว ไม่ว่าจะหาทุนเพิ่มหรือค่อยๆ พัฒนาตัวเองไปทีละขั้น เราก็ทําได้ดี ทั้งนั้น
“แล้วทําไมบอสเฮ่อถึงอยากขายหุ้นทั้งหมดตอนนี้เหรอครับ ถึงจะขายหุ้นตอนนี้ก็ ทําเงินได้ไม่มากใช่ไหมล่ะครับ คุณต้องเชื่อมั่นในตัวพวกผม ถ้าถือหุ้นต่อ คุณทําเงิน ได้มากกว่านี้แน่นอนครับ…” เฮ่อเต๋อเซิ่งยิ้ม “บอสเจิ้ง คือไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อมั่นในตัวพวกคุณ ไม่ใช่แบบนั้น เลย แต่บอสเผยวางกฎไว้ให้เราขายหุ้นและถอนตัวจากบริษัทที่ทํากําไรได้ ผมก็ไม่รู้ เหตุผลเหมือนกัน คุณอย่าถามผมเลย ผมแค่ปฏิบัติตามคําสั่งบอส” ปลายสายเงียบไปนาน ผ่านไปพกัใหญ่ บอสเจิ้งก็ถอนหายใจ “งั้นเองเหรอครับ ผมเข้าใจแล้ว
“บอสเผยกําลังให้ถ่านกลางหิมะ! บอสยื่นมือเข้ามาช่วยตอนที่เราตกอยู่ใน สถานการณ์ลําบากที่สุด พอเราตั้งตัวได้ก็ค่อยถอนตัว จิตใจเอื้ออารีจริงๆ!
“ไม่ว่าจุดประสงค์ของบอสจะเป็นการสานสัมพันธ์อันดีต่อกันหรือแค่อยาก ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เฉยๆ เราจะขอจดจําบุญคุณครั้งนี้ไปตลอด!
“ไม่ต้องห่วงครับ เถิงต๋าจะเป็นกัลยาณมิตรของเราตลอดไป เราจะหาทางตอบ แทนบุญคุณครั้งนี้แนน่อนครับ!” คนที่เป็นบอสบริษัทได้ย่อมไม่ใช่คนโง่ หลังจากพิจารณาดูสักหน่อย พวกเขาก็รู้
ว่าเหตุผลคืออะไร ถือว่าสมเหตุสมผลที่จะบอกว่าการลงทุนในบริษัทสตาร์ตอัปเป็นการลงทุนที่มี ความเสี่ยงสูงสุด เพราะบริษัทส่วนใหญ่มักจะเจ๊งและล้มละลาย มีแค่ส่วนน้อยที่รอด ไปจนตลอดรอดฝั่ง นักลงทุนที่กระตือรือร้นอยากลงทุนในบริษัทสตาร์ตอัปมักจะหวังให้หนึ่งในสิบ
บริษัทเติบโตต่อไปและหาเงินคนืที่ขาดทุนไปกับอีกเก้าบริษัท พอมีบริษัทอนาคตดีโผล่มา พวกเขาจะพยายามเก็บหุ้นไว้เต็มที่และหาโอกาสที่
เหมาะที่สุดในการขายออกไปในราคาสูงๆ เพื่อให้ได้กําไรสูงที่สุด ถึงสถานการณ์บริษัทบอสเจิ้งจะพัฒนาขึ้น แต่ก็ยังไม่ถึงจุดสูงสุด การที่เถิงต๋าขายหุ้นคนืตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับการทําการกุศล!
ช่วยเหลือคนอื่นตอนที่พวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์ยากลําบากแล้วถอนตัวเมื่อ
เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ จิตใจสูงส่งอะไรเยี่ยงนี้!
แน่นอนว่า บริษัทลงทุนหยวนเมิ่งก็ได้กําไรกับการลงทุนนี้เหมือนกัน แค่ได้ไม่ เยอะมาก แต่สําหรับบอสเจิ้งแล้ว การกระทํานี้คือการเสียสละ ถือเป็นการอุทิศตนทํา ความดี!
เฮ่อเต๋อเซิ่งรู้สึกเขินที่ถูกชม จึงรีบอธิบาย “จริงๆ ไม่ต้องคิดมากขนาดนั้นก็ได้
ครับ บอสเผยวางกฎมาไวแ้บบนี้ บริษัทอื่นๆ ก็อยู่ภายในกฎเกณฑ์เดียวกัน…” บอสเจิ้งพูดขึ้น “เพราะงั้นเลยน่าประทับใจมากๆ ไงครับ! บอสเผยไม่ได้ช่วยเรา
เพราะความสัมพนัธ์ส่วนตัว แต่เพราะความยุติธรรมและความศรัทธา
“บอสเฮ่อไม่ต้องพูดอะไรแล้วครับ เราจะจดจําบุญคุณนี้ไว้ ถ้าคุณต้องการให้เรา ร่วมงานอะไรด้วยในอนาคตกบ็อกมาได้เลยนะครับ!” หลังจากโทรไปหาบริษัทที่ทํากําไรได้ทั้งสองที่ บอสทั้งสองบริษัทก็รู้สึกซาบซึ้งไม่
ต่างกัน
เฮ่อเต๋อเซิ่งโทรหาบริษัทที่ทําเงินได้นดิหน่อย แต่ยังไม่มีสัญญาณทํากําไร
“ฮัลโหล สวัสดีครับบอสหลิว คืองี้ครับ บริษัทลงทุนหยวนเมิ่งวางแผนจะให้ เงินทุนคุณเพิ่มอีกหนึ่งล้านหยวน ผมเลยโทรมาแจ้งก่อน” บอสหลิวที่ปลายสายผงะไป เขาไม่เชื่อหูตัวเอง “หา? ลงทุนเพิ่มอีกหนึ่งล้านเหรอ
ครับ” เฮ่อเต๋อเซิ่งพยักหน้า “ใช่ครับ มีปัญหาอะไรรึเปล่าครับ” บอสหลิวรีบตอบ “ไม่ครับ ต้องไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว! ผมแค่แปลกใจนิด หน่อย สถานการณ์กิจการเราในตอนนี้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ยังห่างไกลจากการทํากําไร เราใช้เงินไปแล้วแต่ยังไม่เห็นผลลัพธ์ ผมกําลังคิดหนักอยู่เลยว่าจะบอกกับคุณยังไงดี
…
“ไม่คิดเลยว่าคุณจะเชื่อมั่นในตัวเราขนาดน้ี! ขอบคุณครับ ขอบคุณมากๆ!”