ขาดทุนไม่อั้น ขอแค่ฉันได้เป็นเศรษฐี - บทที่ 894 จุดหมายปลายทาง: พีระมิดและมัมมี่!
ฉางโหย่วอยากส่งต่อรางวัลนี้ให้คนอื่นมาก เขาอยากดูแล OTTO พัฒนามือถือ
รุ่นใหม่ และเป็นคนพูดนําเสนอในงานโชว์เคสต่อไป แต่สายตาแน่วแนข่องบอสเผยบอกเป็นนัยว่ากฎก็คือกฎ ไม่มีใครฝ่าฝืนได้!
ตอนนั้นจางหยวนก็ไม่อยากรับรางวัลแต่ก็ไม่สามารถเจรจาได้ หลังจากเงียบไปครู่ใหญ่ฉางโหย่วก็พูดขึ้น “ผมต้องออกจาก OTTO ใช่ไหมครับ
บอสเผย”
เผยเชียนยิ้มพร้อมกับพยกัหน้า “ใช่” อันที่จริงเผยเชียนไม่คิดเลยว่าต้องกําจัดฉางโหย่วออก เมื่อเทียบกับกิจการอื่น แล้วถึง OTTO จะทําเงินได้แต่ก็กําลังผลาญเงินเป็นจํานวนมาก อัตรากําไรก็ไม่ได้สูง ยังห่างไกลจากการทํากําไรถล่มทลาย แต่เผยเชียนก็เชื่อว่าสายตาของมวลชนน้ันชัดเจน จุดประสงค์ดั้งเดิมของระบบคัดเลือกพนักงานดีเด่นคือตัดความคิดเห็นส่วนตัว ของเผยเชียนออกให้ได้มากที่สุด เพื่อที่พนักงานทุกคนจะได้โหวตและเลือกพนักงานที่ เป็นภัยเสี่ยงต่อแผนขาดทุนมากที่สดุ ดังนั้นเผยเชียนจึงต้องยึดมั่นในหลักการนี้ ไม่ว่าพนักงานดีเด่นจะเป็นใครก็ต้อง
ออกจากกิจการปัจจบุัน กฎไม่สามารถเปลี่ยนได้ ฉางโหย่วพูดขึ้นหลังจากเงียบไปพักหนึ่ง “ผมคิดดูแล้วครับ ผมอยากเปิดบริษัท ใหม่มาดูแลสินค้าในห่วงโซ่ระบบนิเวศของผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีอย่างอุปกรณ์สวมใส่ เฟอร์นิเจอร์อัจฉริยะ และอื่นๆ ครับ”
เผยเชียน “?” ฉางโหย่วพูดต่อ “บอสเผยครับ ตามกฎของทุนตามฝันผู้ชนะต้องออกจากกิจการ เดิม แต่ก็สามารถลงทุนกับอุตสาหกรรมไหนก็ได้ท่ีชอบ ซึ่งไม่มีข้อจํากัดชัดเจนในเรื่อง นี้ กิจการหลักของ OTTO คือมือถือ ผมเลยจะเปิดบริษัทใหม่ แทนที่จะผลิตมือถือ ผมจะผลิตสินค้าในระบบนิเวศแทน ทําแบบนี้ก็น่าจะเป็นไปตามกฎใช่ไหมครับ” เผยเชียนอึ้งไป จางหยวนที่ยืนอยู่ข้างๆ เบิกตากว้างด้วยความตกใจ ทําแบบนี้ได้ด้วยเหรอ พอมาคิดดูอีกทีก็เหมือนจะใช่ พนักงานดีเด่นต้องออกจากกิจการเดิมก็จริง แต่ก็
ไม่ได้มีการห้ามชัดเจนว่าไม่ให้ใช้ทุนตามฝันในการทํากิจการที่เกี่ยวข้องกับกิจการเดิม! เห็นได้ชัดว่าหวงซื่อปั๋ว จางหยวน และพนักงานคนอื่นๆ มองข้ามจุดนี้ไป ดูจากจางหยวนเป็นตัวอย่าง หลังออกจากร้านอินเทอร์เน็ตโมหยูเขาย่อมเอา เงินทุนไปเปิดร้านอินเทอร์เน็ตแบรนด์ใหม่ไม่ได้ โดยจิตใต้สํานึกแล้วเขารู้สึกว่าทําแบบ นี้ไม่ได้ จึงหันไปเปิดสโมสรอีสปอร์ตแทน เห็นได้ชัดว่าพวกเขามีประสบการณ์ไม่สูงพอและไม่ยอมศึกษาช่องโหว่ในกฎนี้ให้
ดี
แต่ฉางโหย่วนั้นไม่เหมือนกัน เขามีประสบการณ์สูงกว่าทั้งคู่จึงมีความเจ้าเล่ห์และ
หาช่องโหว่ในระบบคัดเลือกพนกังานดีเด่นได้อย่างง่ายดาย ธุรกิจหลักของ OTTO คือมือถือ แต่ว่ากันตามตรงแล้วระบบนิเวศอัจฉริยะก็อยู่
ในขอบเขตธุรกิจนี้ ไม่ช้าก็เร็วต้องมีการพัฒนาขึ้นแน่นอน เพราะนอกจากเครื่องทะเลาะอัจฉริยะกับ ‘เมาส์กันการทํางานล่วงเวลา’ แล้ว
OTTO ก็ยังไม่มีแผนก้าวเข้าสู่วงการระบบนเิวศอัจฉริยะที่ชัดเจน ฉางโหย่วบอกว่าเขาไม่ได้จะเอาทุนตามฝันไปผลิตมือถือ แต่จะเอาไปทํา ‘ร้านขาย
ของชํา’ ขอบเขตธุรกิจจึงต่างกัน ก็เหมือนกับคนที่ผลิตตู้เย็นขายแล้วบอกว่าจะเอาทุนตามฝันไปทํา เครื่องปรับอากาศ ถึงจะดูเหมือนเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าเหมือนกันแต่จริงๆ แล้วแตกต่าง กันมาก ดังนั้นจึงตรงตามกฎทกุอย่าง!
การกระทําของฉางโหย่วเป็นเหมือนจักจั่นลอกคราบ หลังจากเปิดบริษัทใหม่เพื่อ สร้างระบบนิเวศอัจฉริยะแล้ว เขาก็ยังรักษาความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ OTTO ไว้ได้และ ยังมีอิทธิพลต่อ OTTO อยู่ โดยพื้นฐานแล้วไม่ได้เปลี่ยนสถานการณ์จากเดิมเลย จางหยวนตะลึงงนั ทําไมตอนนั้นฉันคิดไม่ได้แบบนี้ ถ้ารู้แบบนี้ฉันก็คงเปิดกิจการที่เกี่ยวกับร้านอินเทอร์เน็ตโมหยูและแบรนด์ ROF ไปแล้ว ทําแบบนั้นเซี่ยวเผิงก็จะเป็นผู้จัดการร้านอินเทอร์เน็ตแค่ในนาม แต่ฉันยัง บริหารร้านอินเทอร์เน็ตโมหยูกบัเซี่ยวเผิงต่อไปได้ในคราบ ‘การร่วมมือ’!
แต่มานึกเสียใจตอนนี้ก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา เพราะยังไงสโมสร DGE กับแผนกอี
สปอร์ตของเขาก็มาถกูทางแล้ว เผยเชียนงง เห็นได้ชัดว่าการกระทําของฉางโหย่วนั้นสวนทางกับความตั้งใจดั้งเดิมในการ ก่อตั้งระบบคัดเลือกพนักงานดีเด่นแต่ก็ถือว่าอยู่ในกฎ บอกได้แค่ว่าเป็นการใช้ ประโยชน์จากช่องโหว่
เขาต้องอุดช่องโหว่นี้แตก่็ต้องทําหลังจากนี้ ทําตอนนี้เลยไม่ได้ อีกอย่างพอเผยเชียนมาคิดดู พอฉางโหย่วลงจากตําแหน่งหัวหน้า ยังไงก็ส่ง
ผลกระทบในทางลบกับการค้นคว้าและพัฒนามือถือของ OTTO อยู่ดี เผยเชียนได้แต่พยักหน้าและตอบออกไป “โอเค ถือว่ามีช่องโหว่ในกฎ ในเมื่อ
พบแล้วรอบหน้าจะไมม่ีอีก
“คนที่ได้รับตําแหน่งพนักงานดีเด่นครั้งต่อๆ ไปเลิกคิดจะใช้ประโยชน์จากช่อง โหว่นี้ไปได้เลย!” เขาหันไปหาเหลียงชิงฟาน “ตัดสินใจได้รึยังว่าอยากไปไหน คุณพาเพื่อนร่วมงาน
ไปร่วมทิปและเปน็ไกด์นําทางได้หนึ่งคน” เหลียงชิงฟานยิ้มอย่างเขินอายเล็กน้อย “คือ… ผมไม่เคยคิดไว้เลยว่าอยากไป
เที่ยวที่ไหน
“ส่วนเรื่องเลือกเพื่อนร่วมงานไปเป็นไกด์นําทาง… ผมคิดคนที่เหมาะสมไม่ออก เลย มีใครแนะนําไหมครับ” ทุกคนหันมองหน้ากันแล้วเห็นคําตอบเดียวกันในสายตาของแต่ละคน
“ก็ต้องเป็นพี่เปาอยู่แล้ว!”
“ใช่ๆ พี่เปาประสบการณ์สูงมาก เหมาะที่สุดแล้วที่จะให้เป็นไปไกด์นําทาง”
“งานพี่เปาก็ไม่ได้รับหน้าที่สําคัญมาก ถึงจะไปเที่ยวก็ไม่กระทบกับความคืบหน้า งาน”
“อย่างที่คิดไว้เลย มีคําตอบมาตรฐานได้แค่คําตอบเดียว”
“นักเดินทาง Bao Xu ออกเดินทางได้!”
ทุกคนต่างเฮฮากันเต็มท่ี เปาซวี่ที่ซ่อนตัวจากทุกคนอยู่ที่มุมหนึ่งตัวแข็งท่ือราวกับโดนฟ้าผ่าเข้าที่กลางหัว ถึงจะเตรียมใจเอาไว้แล้วแต่เขาก็ยังคิดว่าการยอมรับชะตากรรมอันโหดร้ายนี้เป็น
เรื่องที่ยากมาก เปาซวี่หันไปมองเหลียงชงิฟานด้วยสายตาสิ้นหวัง เหลียงชิงฟานรู้สึกกระดากใจเล็กน้อยจึงหันไปพูดกับบอสเผย “อ้อ ผมเคยได้ยิน เรื่องนักเดินทาง Bao Xu มานานแล้ว แต่… เราก็ไม่ได้สนิทกันเลย ไม่เคยคุยกันมา ก่อน เห็นว่าพี่เขาไปต่างประเทศมาเกือบสองเดือนแล้ว น่าจะเหนื่อยจากการเดินทาง ผมว่าถ้าขอให้พี่เขาไปเป็นไกด์ให้อีกคงจะไม่ดีเท่าไหร่…” ใบหน้าสิ้นหวังของเปาซว่ีมีประกายแห่งความหวังขึ้นมาเม่ือได้ยินแบบนั้น พระเจ้าช่วย นี่ฉันหูฝาดไปรึเปล่า ยังมีคนบนโลกนี้ที่ยังเห็นใจฉันอยู่จริงๆ เขาคิดว่าฉันไปเที่ยวมาสองเดือนแล้ว
น่าจะเหนื่อย ก็เลยอยากให้พักอยู่ที่นี่!
เยี่ยมเลย! ในที่สุดก็เจอเพื่อนร่วมงานที่มสีตินึกคิดสักที!
เปาซวี่ซึ้งใจจนน้ําตาแทบไหล เขาอยากปิดกระเป๋าเดินทางที่เปิดอ้าอยู่ขึ้นมาทันที ตอนนั้นเองเหลียงชิงฟานก็มองตามสายตาทุกคนไปยังเปาซวี่
“อ้าวพี่เปาจัดกระเป๋าแล้วเหรอครับ
“พี่อยากไปขนาดนั้นเลยเหรอ
“ถ้าพี่เปาอยากไปก็โอเคเลยครับ ผมเลือกพี่เปา!” ตอนแรกเหลียงชิงฟานรู้สึกกระดากใจเล็กน้อย แต่พอเห็นว่าเปาซวี่เก็บกระเป๋า เตรียมไปเที่ยวด้วยแล้วจะให้ไม่พาไปด้วยก็คงถือว่าขาด EQ ไม่น้อย ทําแบบนั้นจะไม่ เท่ากับเป็นการตบหน้าอีกฝ่ายเหรอ อีกอย่างเขาก็เคยได้ยินมานานแล้วว่านักเดินทาง Bao Xu เชี่ยวชาญเรื่องการ
ท่องเที่ยวมาก เข้าเกณฑ์ทุกอย่าง เป็นตัวเลือกที่เหมาะกับการพาไปเที่ยวด้วยสุดๆ ตอนแรกเหลียงชิงฟานก็เกรงใจ แต่พอเห็นเปาซวี่ตรงไปตรงมาแบบนี้ก็รู้สึกว่า
ตัวเองเกรงใจจนเกินไป แถมเมื่อกี้เหมือนจะเห็นพี่เปาแอบยิ้มอยู่หน่อยๆ ซึ่งก็ช่วยยืนยันสิ่งที่เหลียงชิง
ฟานคิด รอยยิ้มของเปาซวี่แข็งทื่อ เขารีบโบกมือ “ไม่ๆๆ เข้าใจผิดแล้ว! ผมไม่ได้
หมายความแบบนั้น เลือกคนอื่นเถอะ!” เหลียงชิงฟานคิดว่าเปาซวี่น่าจะเกรงใจ “พี่เปา ผมไม่มีตัวเลือกเหมาะๆ อยู่แล้ว
ตั้งแต่แรก ในเมื่อทุกคนแนะนําพี่ พี่ก็ไปด้วยกันกับผมนี่แหละ! “ไม่ต้องมัวเกรงใจแล้วครับ ดูสิว่าพี่ทําหน้าคาดหวังขนาดไหน!” เปาซวี่โกรธจนแทบลมจับ ทําหน้าคาดหวังงั้นเหรอ แกเอาตาไหนมอง! ฉันกําลังโกรธจัดโว้ย!
เปาซวี่อยากจะแก้ต่างให้ตัวเองต่อ แต่เสียงคนรอบข้างก็กลบเสียงเขาไปอย่าง
รวดเร็ว
“บอสเหลยีงเลือกถูกแล้ว!”
“อย่าปฏิเสธเลยพี่เปา จะมีใครรับหน้าที่นี้ได้อีก!”
“ใช่ๆ บอสเหลียงคือพนักงานที่บอสเผยไว้ใจ ถ้าให้คนอื่นดูแลบอสจะวางใจได้ ยังไง พี่เปาต้องรับหน้าที่นี้เองเพ่ือที่ทุกคนจะได้สบายใจ!” ทุกคนโห่เชียร์กันอย่างครึกคร้ืน รู้สึกว่างานคัดเลือกพนักงานดีเด่นจบลงได้อย่าง
สมบูรณ์ งานคัดเลือกพนักงานดีเด่นก็ต้องจบที่พี่เปาไปทริปพักร้อนนี่แหละ!
เปาซวี่รู้สึกอึดอัดใจ เขามองเหลียงชิงฟานที่แสนกระตือรือร้นแล้วกัดฟันแน่น “ผมอยากไปอียิปต์! ผมอยากไปดูพีระมิดกลางทะเลทรายและมัมมี่ของฟาโรห์ ถ้าไม่ กล้าไปก็หาคนอื่นไปด้วย! ถ้าไม่ใช่อียิปต์ผมไม่ไป!” เขาเคยไปแอฟริกามาแล้ว พอนึกย้อนถึงประสบการณ์ที่เกรตริฟต์แวลลีย์กับ ทะเลทรายสะฮาราในแอฟริกาตะวันออก เปาซวี่ก็ไม่อยากสัมผัสประสบการณ์นั้นเป็น ครั้งที่สอง ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจเลือกที่ใกล้ๆ แต่มีความโหดร้ายทางธรรมชาตใิกล้เคียงกัน เลือกแบบนี้จะขู่ให้เหลียงชงิฟานกลัวได้รึเปล่านะ เปาซวี่มองว่าเหลียงชิงฟานเป็นสถาปนิกที่ดูติ๋มๆ ไม่น่าจะทนเที่ยวใน
สภาพแวดล้อมโหดร้ายแบบนั้นได้ ทําให้ชัดเจนขนาดนี้แลว้อีกฝ่ายน่าจะยอมถอยใช่มั้ย แต่เหลียงชิงฟานกลับดแูปลกใจและยิ่งคาดหวังมากขึ้น “อียิปต์?
“เยี่ยมเลยครับ! ผมฝันอยากไปที่นั่นมาตลอด!
“ในฐานะสถาปนิกผมอยากไปดูพีระมิดใกล้ๆ มานานแล้ว น่าเสียดายที่ผมไม่มี เวลาและไม่มีคนไปเป็นเพ่ือน
“ดีเลยที่พี่เปาเสนอขึ้นมาก่อน งั้นก็ไปอียิปต์กันครับ เดี๋ยวรีบไปเตรียมตัวแล้ว ออกเดินทางกันเลย!” เปาซวี่มองเหลียงชิงฟานที่กาํลังดีอกดีใจด้วยสายตางุนงง เขาหันไปมองบอสเผย “ผม…” เผยเชียนพยายามกลั้นหัวเราะ “โอเค ในเมื่อคุณเป็นคนเสนอและเหลียงชิงฟาน ก็อยากไป งั้นก็เอาเป็นที่อียิปต์นี่แหละ ไปดูพีระมิดกับมัมมี่ให้เต็มตาและสัมผัส บรรยากาศทั้งสองข้างแม่น้ําไนล์ให้เต็มที่ ถ่ายรูปถ่ายคลิปกลับมาด้วยล่ะ เผื่อใน อนาคตจะได้ใช้เป็นข้อมูลพัฒนาเกม
“สรุปตามนี้! รีบไปขอวีซ่าเร่งด่วนแล้วเจอกันใหม่เดือนหนา้! “โอเค การคัดเลือกพนักงานดีเด่นจบเท่านี้ ทุกคนกลับไปทํางานได้” ทุกคนพูดคุยหัวร่อต่อกระซิกระหว่างกลับออกไปด้วยความพึงพอใจ เหลียงชิงฟานเดินไปหาเปาซวี่แล้วพูดขึ้นด้วยความคาดหวัง “ฝากเนื้อฝากตัวด้วย
นะครับพ่ีเปา!” ไม่นานทุกคนก็กลับออกไปกันหมด คนที่ทํางานอยู่ชั้นนี้กลับไปที่โต๊ะตัวเองแล้ว
ทํางานกันต่ออย่างหน้าดําคร่ําเคร่ง เปาซวี่มองกระเป๋าเดินทางตรงเท้าแล้วยืนเงียบๆ อยู่อย่างนั้นเหมือนเป็นรูปปั้นใน ออฟฟิศ
เคราะห์ซ้ํากรรมซัดและไม่เข้าทีเลยจริงๆ