ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1684 จ้าวอู่เจียงที่จริงจัง
บทที่ 1684 จ้าวอู่เจียงที่จริงจัง
ภายในพื้นที่วงเวทมืดมิด หมอกสีดำข้นเริ่มค่อย ๆ จางหายไป พื้นที่ดินแดนพิเศษเริ่มพังทลายลง
นักบวชหญิงเอลิซาแห่งศาสนจักรแห่งแสงสว่างมองภาพตรงหน้าด้วยความไม่อยากเชื่อ
จ้าวอู่เจียงดีดนิ้วเย้าแหย่พลางพูดว่า “วงเวทของเธอถอดง่ายกว่าถุงน่องขาวของเธอซะอีก…”
“ไม่สิ วงเวทของเธอฉันเป็นคนถอด…
แต่ถุงน่องขาวนั่นเธอเป็นคนฉีกมันเอง”
เอลิซาไม่มีแรงจะโต้กลับจ้าวอู่เจียงอีกต่อไป แม้จะรู้สึกโกรธและอับอาย แต่ความรู้สึกที่มากกว่านั้นคือความตกตะลึง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้ได้ทำลายความเข้าใจของเธอครั้งแล้วครั้งเล่า เริ่มจากที่วงเวทลับสุดยอดของศาสนจักรไม่สามารถดึงปีศาจในใจของจ้าวอู่เจียงออกมาได้ ต่อมาคือการเปลี่ยนแปลงบุคลิกอันประหลาดของจ้าวอู่เจียง การที่เขาเข้าใจและให้อภัยเธอ และสุดท้ายคือตอนนี้จ้าวอู่เจียงกลับสามารถปลดวงเวทของศาสนจักรได้?
เป็นเพราะเธอฝึกฝนไม่ถึงขั้น ไม่ได้เรียนรู้แก่นแท้ของวงเวทกระนั้นหรือ?
แน่นอนว่าไม่ใช่ วงเวทลับสุดยอดที่เธอใช้นี้ได้ฝึกฝนจนช่ำชองแล้ว ไม่เคยพลาดมาก่อน
จ้าวอู่เจียงทำได้อย่างไรกันแน่?
เป็นไปไม่ได้!
วงเวทที่ไม่เคยพ่ายแพ้มาก่อน ถูกปลดกลไลได้อย่างไร?
จ้าวอู่เจียงเป็นใครกันแน่ ทำไมเขาถึงพิเศษขนาดนี้?
สันตะปาปาต้องการจับตัวจ้าวอู่เจียงไปให้อวี้กวงจงเพื่ออะไร?
พื้นที่วงเวทกำลังพังทลาย สายลมเย็นยามราตรีพัดผ่าน ทำให้เอลิซารู้สึกตัวชัดเจนว่าวงเวทถูกทำลายจริง ๆ ไม่ใช่ภาพลวงตา
ดวงตาของเธอจ้องมองไปที่จ้าวอู่เจียงพยายามหาคำตอบจากตัวเขา
“นักบวชศักดิ์สิทธิ์ โปรดสำรวมตัวด้วย”
ตอนนี้วงเวทถูกทำลายแล้ว ทั้งสองกลับมาอยู่บนดาดฟ้าโรงแรม น้ำเสียงเย้าแหย่ของจ้าวอู่เจียงหายไป เปลี่ยนเป็นความเย็นชาจริงจัง ราวกับทั้งสองได้กลับมาเป็นศัตรูกันอีกครั้ง
จ้าวอู่เจียงกำลังเตือนเอลิซาด้วยความหวังดีให้ควบคุมสติเสีย เพราะตอนนี้พวกเขาอยู่กลางแจ้ง… ใต้สายลมยามราตรี ไม่ใช่พื้นที่วงเวทที่มีแค่พวกเขาสองคนอีกต่อไป
ที่นั่นพวกเขาจะพูดคุยลึกซึ้งอย่างไรก็ได้ แต่ที่นี่อาจมีสายตาแอบมองอยู่
เอลิซาสะดุ้งตื่น เบือนสายตาหนี ดวงตาสั่นระริก เมื่อรู้ตัวว่าเสียกิริยาไป เธอจึงรีบข่มความตกใจในใจ พลังความศักดิ์สิทธิ์ก็พลันพวยพุ่งออกมาอีกครั้ง
“เลิกหวังได้เลย เธอสู้ฉันไม่ได้หรอก” จ้าวอู่เจียงมีแผ่นยันต์ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นข้างกาย
“ฉันต้องจับตัวนายให้ได้!” เอลิซาพูดประโยคนี้อย่างไม่มั่นใจนัก
หนึ่งคือเธอรู้ดีว่าไม่สามารถเอาชนะจ้าวอู่เจียงได้ และสองคือไม่รู้ทำไมเธอถึงรู้สึกไม่อยากจับกุมจ้าวอู่เจียงอีกแล้ว
“งั้นเธอก็ทำได้แค่เสียเวลาเปล่า” ยันต์ข้างกายจ้าวอู่เจียงเริ่มลุกไหม้ เขาให้คำแนะนำอย่างจริงจัง
“ที่จับฉันไม่ได้ เพราะฉันแข็งแกร่งเกินไป ถ้าเธอกลัวถูกลงโทษ ก็โยนความผิดให้ผู้เฒ่าเต๋าเฉียนอู่ฟางสิ
ฉันว่าเขาใจดี คงไม่ว่าอะไรหรอก”
เอลิซานึกถึงเฉียนอู่ฟาง เธอแค่นเสียงอย่างเย็นชา
“ฉันจับตัวนายได้แล้ว แต่น่าเสียดายที่เขาหายไปไหนไม่รู้ ถ้าเขามาตรงเวลา นายก็คงถูกฉันจับไปนานแล้ว!”
“น่าเสียดายที่ไม่มีคำว่า ‘ถ้า’”
พลันใดนั้นยันต์ก็ลุกไหม้ขึ้นมา ร่างของจ้าวอู่เจียงก็ค่อย ๆ หายไปตามจังหวะการเผาไหม้ของยันต์
เขาพูดประโยคสุดท้าย “ต้องการจะจับตัวฉันจ้าวอู่เจียงอย่างนั้นหรือ ต่อให้ส่งใครมาก็ไม่สำเร็จหรอก!”
เขาพูดออกมาทั้งเพื่อให้คนที่อาจกำลังแอบสังเกตการณ์อยู่ได้ยิน และนั่นเป็นคำพูดที่จริงใจ
จะให้เขายอมจำนนง่าย ๆ? เป็นไปไม่ได้
เอลิซามองดูจ้าวอู่เจียงที่หายตัวไปพร้อมกับยันต์บนดาดฟ้า เธอรู้สึกเหมือนหัวใจพร่องไปโดยไม่ทราบสาเหตุ ความโกรธปรากฏขึ้นบนใบหน้างามในทันที
ในขณะเดียวกัน เฉียนอู่ฟาง ผู้เฒ่าเต๋าผู้กำลังศึกษายันต์สายฟ้าที่จ้าวอู่เจียงทิ้งไว้ ก็จามติดกันสองครั้ง เขาทำท่าร่ายคาถาพลางมองไปรอบ ๆ พึมพำเบา ๆ
“อืม? ทำไมชะตาของข้าถึงดูเหมือนจะมีเคราะห์เล็ก ๆ เพิ่มขึ้นมานะ เกิดอะไรขึ้น?
หรือว่าจะมีคนคิดร้ายต่อข้า?
นี่เป็นแผนร้ายของใครกัน?”
“ออกมา!” ผู้เฒ่าเต๋ารู้สึกว่าคนที่คิดจะทำร้ายเขาอยู่ไม่ไกลนัก เขาตะโกนด้วยความโกรธ
“ไอ้ตัวร้ายที่ไหนกัน กล้าออกมาประลองกับข้าตรง ๆ หรือไ่?”
ไม่มีคำตอบใด ๆ มีเพียงสายลมยามราตรีที่พัดผ่าน และเสียงของชาวบ้านที่ถูกรบกวนจากเสียงตะโกน
มีคนเปิดหน้าต่างตะโกนออกมาด้วยความโมโห
“ดึกดื่นป่านนี้ไม่นอน ไอ้บ้าคนไหนวะ?”