ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1813 ความจำไม่ดี โลกถล่มทลาย
บทที่ 1813 ความจำไม่ดี โลกถล่มทลาย
ทุกคนเห็น ‘ข้าเก่งแล้วไง จะทำไม’ พยายามสุดความสามารถที่จะยกมยอลเนียร์ แต่ไม่สามารถขยับมันได้แม้แต่น้อย พวกเขามองไปที่จ้าวอู่เจียงด้วยสายตาประหลาดใจยิ่งขึ้น
จ้าวอู่เจียงยกมันขึ้นได้ยังไงกันแน่?
ผู้ที่ประหลาดใจที่สุดคงไม่พ้นเทพสายฟ้าธอร์ ผู้ควบคุมมยอลเนียร์ มันเบิกตาโตกลมเกลี้ยง กระโดดขึ้นไป วาดเส้นโค้งอันสง่างามในอากาศ แล้วตกลงบนหัวของหมี่รื่อ มันจิกผมสั้นสีแดงเพลิงของหมี่รื่อ ยื่นมือไปคว้ามยอลเนียร์
แต่ธอร์ก็ต้องตกตะลึงอีกครั้ง เมื่อมยอลเนียร์ลอยขึ้นมาเองได้ พอมันมองดูอีกที ก็เห็นมือของจ้าวอู่เจียงมันส่งเสียงขู่ต่ำ ๆ
“อึ่ก อู้!”
“ยกขึ้นมายังไงนะ?” จ้าวอู่เจียงหยิบมยอลเนียร์จากมือของหมี่รื่อ รู้สึกงุนงง ก็แค่ค้อนอันเดียวเท่านั้นเอง มีอะไรที่ยกไม่ขึ้นด้วย? หรือมันมีระบบป้องกันไม่ให้ยก?
จ้าวอู่เจียงจับด้ามมยอลเนียร์หมุนสองรอบ ไม่พบว่ามยอลเนียร์มีอะไรพิเศษ ก็แค่อาวุธที่เต็มไปด้วยพลังสายฟ้าเท่านั้นเอง
“แกลงจากหัวฉันเดี๋ยวนี้!” หมี่รื่อสะบัดหัวอย่างบ้าคลั่ง พยายามดึงเทพสายฟ้าธอร์
“โฮ่ง” เทพสายฟ้าธอร์ร้องขึ้นหนึ่งเสียง น้ำเสียงเหยียดหยาม ราวกับจะบอกว่า ข้าเป็นเทพแห่งทิศเหนือผู้สูงศักดิ์ที่ลงมานั่งบนหัวเจ้าหมี่รื่อ ให้เจ้าหมี่รื่อได้เป็นม้าของข้า นับเป็นเกียรติของเจ้าหมี่รื่อแล้ว
“ลงมา!” ทั้งตัวของหมี่รื่อราวกับติดไฟ อากาศในรัศมีสามนิ้วรอบตัวบิดเบี้ยวเพราะความร้อนในทันที ผมสั้นสีแดงเพลิงทั้งหัวของเขาพลิ้วไหวในทะเลเพลิงราวกับสาหร่ายทะเล
คนกับหมาต่อสู้กัน ในวินาทีถัดมา หมี่รื่อดึงเทพสายฟ้าธอร์ไม่ลง จึงเอาแต่พุ่งหัวชนพื้น กระแทกจนพื้นดังปัง ๆ เศษหินกระเด็นไปทั่ว
เทพสายฟ้าธอร์ก็เอาแต่จิกกระชากผมของหมี่รื่อ ส่งเสียงโฮ่ง ๆ ไม่หยุด ราวกับกำลังขี่วัวกระทิงในการแข่งขันขี่วัวอาชีพทางตะวันตก ร่างเล็ก ๆ โอนเอนไปมา แต่ก็ยึดร่างกายไว้แน่นไม่ตกลงมา
ภาพที่เห็นดูแปลกประหลาด ทำให้จ้าวอู่เจียงมีสีหน้าประหลาดใจ
ผู้คนที่มามุงดูต่างก็รู้สึกแปลกใจกับเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้น มีคนหนึ่งอดไม่ไหวต้องเอ่ยปากขึ้นมา
“เฮ้ย ไม่ใช่นะ พวกนายจะให้ความเคารพสุ่ยเหลียงกับแอสคลีเพียสหน่อยได้ไหม? ปล่อยให้พวกเขาไปหาเรื่องจ้าวอู่เจียงต่อไม่ดีกว่าเหรอ?”
“ฉันรู้สึกว่ามันมีอะไรบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่พูดไม่ถูกว่าคืออะไร” เฉาถงถงค้นหาในกระเป๋าเสื้อโคตตัวใหญ่ แล้วหยิบโน้ตที่จดไว้กันลืมออกมา ใบหน้าน่ารักของเธอขมวดคิ้วทันที
“แย่แล้ว พวกเราลืมไปเรื่องหนึ่ง”
ต่งอวี๋เกอได้ยินเฉาถงถงพูดแบบนั้น ก็พลันนึกขึ้นได้ พยักหน้า
“ลืมจริง ๆ ด้วย”
เฉาถงถงเก็บโน้ตกลับเข้าที่ แล้วดึงแขนเสื้อจ้าวอู่เจียงพร้อมกับมองไปรอบ ๆ ตะโกนบอกคนที่มาดูการต่อสู้
“ทุกคนรีบหนีเร็ว! พวกเราพบว่าพื้นทรายสีเหลืองนี้กำลังจะถล่ม ทางที่พวกเรามานั้นก็ถล่มไปแล้ว ความเร็วและขอบเขตการถล่มกำลังขยายวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ”
ทุกคนจึงหันไปมองทิศทางที่เฉาถงถงชี้ ซึ่งเป็นทิศทางของเขตกลางของดินแดน ดูเหมือนฝุ่นทรายในอากาศจะหนาแน่นขึ้น โทนสีโดยรวมสูงกว่าเมื่อก่อนมาก
“พวกเราเพิ่งมาที่นี่เพื่อจะบอกทุกคนเรื่องนี้ การถล่มของพื้นทรายจะกลืนทุกคนลงสู่เหวลึก แต่ดันลืมไป…” เฉาถงถงเก็บโน้ตเรียบร้อยแล้วเกาหัวแก้เขิน
ทุกคนตกตะลึงมองไปทางทิศของเขตกลางของดินแดน สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
จ้าวอู่เจียงก็ขมวดคิ้ว ถล่มงั้นเหรอ?
“มีคนกำลังมาทางโน้นแล้ว!”
มีเสียงร้องตกใจ พลางชี้ไปทางดินแดนกลาง
ท่ามกลางทรายสีเหลืองที่บดบังสายตา มีร่างหนึ่งพุ่งออกมาอย่างรวดเร็ว ผมสีทองยาวรุงรัง มือพันผ้าพันแผลที่เปื้อนเลือด
‘ฉิว’ เสียงวิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว พุ่งผ่านคนที่ร้องตกใจ
ร่างนั้นพุ่งผ่านจ้าวอู่เจียงเฉาถงถง ต่งอวี๋เกอ และหมี่รื่อกับเทพสายฟ้าธอร์ที่กำลังต่อสู้กลิ้งเกลือกกันอยู่ จากนั้นก็พุ่งกลับมาหยุดข้าง ๆ จ้าวอู่เจียง
จ้าวอู่เจียงตกตะลึง คนคนนี้คือเจี่ยงเสี่ยวหาวที่เมื่อกี้เดินเข้าไปในดินแดนกลาง
ทั้งสองสบตากัน
เจี่ยงเสี่ยวหาวหายใจหอบ พูดด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“พี่น้องอู่เจียง ยืนนิ่งอยู่ทำไม? วิ่งสิ!”
พลันพูดจบ จ้าวอู่เจียงก็ได้ยินเสียงดังสนั่นและเสียงถล่มดังมา เขาขมวดคิ้วมอง พื้นดินไม่ไกลเริ่มทรุดตัว ทรายไหลเลื่อนเป็นวงกว้าง
ความเร็วในการทรุดตัวของทรายน่าสะพรึงกลัวมาก กลืนกินผู้ชมการต่อสู้ที่อยู่ริมขอบไปหลายคน
“วิ่ง!” มีเสียงตะโกนด้วยความตกใจ ตอนนี้ทรายสีเหลืองฟุ้งกระจายไปทั่วฟ้า ฝุ่นทรายม้วนตลบปกคลุมท้องฟ้า มองไม่เห็นเส้นทางทั้งสี่ทิศ
ทุกคนพยายามระดมพลังของตัวเอง แต่กลับพบว่าพลังถูกปิดกั้นอย่างประหลาดจนไม่สามารถใช้ได้
เจี่ยงเสี่ยวหาวดึงจ้าวอู่เจียงแล้ววิ่งต่อไป พร้อมตะโกนดังลั่น
“ในอากาศที่เต็มไปด้วยฝุ่นทราย พลังของพวกเราถูกพรากไป วิ่งเร็ว! ใช้เท้าวิ่ง!”
‘ตูม…’ พายุทรายพัดกระหน่ำ พื้นที่ดินแดนที่ถล่มลงมามีมากขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับปากเหวลึกที่กำลังบดขยี้เข้าหาทุกคน ผู้ชมที่หนีไม่ทันถูกทรายดูดลงไปทีละคน
หมี่รื่อไม่มีเวลาจะมาชำระบัญชีกับเทพสายฟ้าแล้ว เขาอุ้มสุนัขสีเหลืองอ่อนไว้บนหัวแล้ววิ่งสุดชีวิต ก่อนหน้านี้เขาสังเกตเห็นความผิดปกติแล้ว แต่หลังจากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของจ้าวอู่เจียงทำให้เขาลืมเรื่องนี้ไปชั่วขณะ
อย่างไรก็ตาม ความเร็วในการถล่มของพื้นทรายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในสถานการณ์ที่พลังของทุกคนถูกพรากไปโดยไม่รู้ตัว ไม่มีใครสามารถหนีพ้นความเร็วของการกลืนกินจากทรายได้
พร้อมกับเสียงถล่มครืนที่สั่นสะเทือนไปทั่วฟ้าดิน ทุกคนต่างร่วงหล่นลงสู่ปากเหวมืดมิด ฝุ่นทรายฟุ้งกระจาย บดบังการรับรู้ทั้งหมด