ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1994 ความจนใจ
บทที่ 1994 ความจนใจ
ก่อนหน้านี้เจียงจิ่นเหนียนได้สร้างภาพมายาจำลองการต่อสู้กับเหลยเซินต้าขึ้นมา แม้เหตุการณ์ในภาพมายาจะเป็นเรื่องหลอก แต่โชคลาภที่เขาดูดซับเข้ามานั้นเป็นเรื่องจริง
ท่ามกลางสถานการณ์ที่คับขันและเปี่ยมด้วยความโกรธแค้นในตอนนั้น เขาได้เดินวิชากลืนนภาอย่างบ้าคลั่งเพื่อแย่งชิงพลังมา ระดับการบำเพ็ญจึงเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จนสัมผัสถึงขอบเขตดาราจักรเล็กได้ในที่สุด
อันที่จริง เขามีความรู้สึกลึก ๆ ว่าตนเองก้าวเข้าสู่ ขอบเขตดาราจักรมานานแล้ว หรือบางทีเขาอาจจะเผลอคิดไปในทางที่ประหลาดว่า… ครั้งหนึ่งเขาอาจจะเป็นดวงดาวเสียเองและมีพลังแก่นกำเนิดบรรพกาลสะสมอยู่ภายใน
ด้วยเหตุนี้ การดูดซับสามบุปผาห้าปราณและพลังเทพห้าธาตุของเขาจึงรวดเร็วอย่างยิ่ง ไม่จำเป็นต้องใช้การกลั่นกรองให้เสียเวลา พลังเหล่านั้นก็สามารถหลอมรวมเข้ากับร่างกายของเขาได้อย่างง่ายดาย
ต่งอวี๋เกอเมื่อได้รับคำยืนยันจากทั้งสองคน ก็ยิ่งทวีความอัศจรรย์ใจขึ้นไปอีก แต่ท่ามกลางความแปลกใจ เขาก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่เป็นไปได้
โลกนี้ย่อมมียอดอัจฉริยะอยู่เสมอ จ้าวอู่เจียงอาจไม่ใช่หนึ่งเดียวที่ไม่มีใครเทียบได้ แต่ก็ถือเป็นผู้ที่หาได้ยากยิ่งเหมือนขนเฟิ่งหวงและเขากิเลน
เขาเคยอ่านตำราประวัติศาสตร์มามากมาย ในประวัติศาสตร์ของยุคที่แปดนั้น ก็เคยมีอัจฉริยะผู้หนึ่งที่เลื่อนขอบเขตได้เร็วร้าวกับทะยานข้ามฟ้าเช่นนี้
“อันที่จริงนะต่งต่ง ถ้านายไม่มีปมในใจเสียก่อน นายเองก็น่าจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตดาราจักรเล็กไปแล้วเหมือนกัน” จู๋เสี่ยวหยินลองคิดดูแล้วก็พูดปลอบใจต่งอวี๋เกอ
ต่งอวี๋เกอเพียงแต่ยิ้มออกมาบาง ๆ
“รีบดูดซับพลังกันเถิด” จ้าวอู่เจียงหัวเราะเบา ๆ “ฉันยังต้องไปตามหาคนอื่นต่ออีก”
“จดจำคำที่ฉันบอกไว้ให้ดี อย่ามัวแต่จมอยู่กับความเศร้าที่นี่ เธอเองก็คงอยากเห็นนายก้าวเดินต่อไปข้างหน้าเหมือนกัน”
“ก้าวไปข้างหน้า!” จู๋เสี่ยวหยินกำหมัดน้อย ๆ แล้วแกว่งไปมาเพื่อให้กำลังใจต่งอวี๋เกอ
“ต่งต่ง… พยายามเข้านะ…” เฉาถงถง ก็ช่วยให้กำลังใจด้วยอีกคน
“ถ้าอย่างนั้นพวกเธอก็ปล่อยฉันได้แล้ว” จ้าวอู่เจียงพูดกับจู๋เสี่ยวหยินและเฉาถงถง
เพราะจู๋เสี่ยวหยินเกาะแขนซ้ายของเขาไว้ ส่วนเฉาถงถงก็กุมมือขวาของเขาแน่น จนทำให้เขาเหลือมือซ้ายแค่ข้างเดียวที่พอยกขึ้นมาเคลื่อนไหวได้บ้าง
เขาจะจูงมือเด็กสาวสองคนเดินร่อนไปทั่วทุกที่ได้อย่างไรกัน?
“ฉันจะไปกับนายด้วย” จู๋เสี่ยวหยินส่ายหน้า ส่วนเฉาถงถงเองก็ไม่ยอมปล่อยมือ
จ้าวอู่เจียงทำหน้าเข้ม
“แล้วใครจะคอยคุ้มกันให้ต่งต่งตอนเดินปราณ? หมี่รื่อก็คุ้มกันให้อวิ๋นถูและคนอื่น ๆ อยู่ เพราะงั้นเธอกับถงถงต้องคอยดูแลต่งต่งที่นี่”
“ต่งต่ง นายต้องการคนดูแลด้วยเหรอ?” จู๋เสี่ยวหยินหันไปถามต่งอวี๋เกอ
“เอ่อ…” ต่งอวี๋เกอส่ายหน้า “ที่จริงก็ไม่จำเป็น”
“นั่นไง เห็นไหม” จู๋เสี่ยวหยินพูดด้วยน้ำเสียงเจือความตัดพ้อเล็ก ๆ “นายแค่อยากจะสลัดฉันทิ้ง ไม่อยากแบ่งผลแห่งมรรคาให้ฉันยืมบ่มเพาะใช่ไหมล่ะ”
“นายจำเป็นต้องมีคนดูแล!” จ้าวอู่เจียงเอ่ยเสียงหนักพลางสำทับกับต่งอวี๋เกอ
“บาดแผลสาหัสเพิ่งจะทุเลา จะละเลยไม่ได้! ถงถง จู๋เสี่ยวหยิน พวกเธอตั้งใจดูแต่งต่งด้วย!”
พอพูดจบ จ้าวอู่เจียงก็บิดกายเล็กน้อย พยายามดิ้นให้หลุดจากการพัวพันของเด็กสาวทั้งสอง
ต่งอวี๋เกอจึงจำต้องพยักหน้าอย่างช่วยไม่ได้
“ฉัน… จำเป็นต้องมีคนดูแล”
จู๋เสี่ยวหยินจึงต้องปล่อยมือด้วยความจำใจ ส่วนเฉาถงถงที่แม้จะอยากซึมซับไออุ่นจากฝ่ามือที่ร้อนรุ่มของจ้าวอู่เจียงต่ออีกนิด ก็ยอมคลายมือออกเช่นกัน
“ห้ามหนีหายไปนะ!” จู๋เสี่ยวหยินขมวดคิ้วมองจ้าวอู่เจียงที่พอหลุดไปได้ก็ก้าวเดินจากไปอย่างไม่รีรอ
“นาย… ถ้านายกล้าหลอกฉันล่ะก็ ฉันจะลืมตาขึ้นมาจริง ๆ ด้วย!”
ร่างของจ้าวอู่เจียงทะยานจากไปอย่างรวดเร็ว เขาหันหลังกลับมาพลางโบกมืออย่างจนใจส่งท้ายให้นาง
…
ณ ดาวเสี่ยวชาง
ในอาคารที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวและแทบจะไร้ร่องรอยผู้คนสัญจร ยันต์คุ้มกันที่เคยแปะอยู่รอบอาคารเพื่อใช้ปกป้องหลิวเหม่ยเอ๋อร์ บัดนี้พังพินาศถูกทำลายสิ้นไม่เหลือหลอ
ร่างของหลิวเหม่ยเอ๋อร์ถูกกระแทกเข้ากับผนังอย่างแรง ก่อนที่เธอจะทันได้มีโอกาสหนี ข้อมือ ข้อเท้า รวมไปถึงลำคอของเธอก็ถูกพันธนาการไว้ด้ว กุญแจมือไฟฟ้า ผมเผ้าหลุดรุ่ย แววตานั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เธอได้แต่ขมวดคิ้วจ้องเขม็งไปยังกลุ่มคนสามคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างโกรธแค้น
หนึ่งในนั้นคือคนสวมชุดเกราะเกล็ดนิลทมิฬแบบรัดรูป ใบหน้าถูกปิดบังไว้ใต้หน้ากาก รูปร่างดูไม่ออกว่าเป็นชายหรือหญิง อีกทั้งยังไม่ปริปากพูดอะไรออกมาสักคำ
ถ้าจ้าวอู่เจียงอยู่ที่นี่ เขาต้องจำได้ทันทีว่านี่คือชุดเครื่องแบบของพวกหย่งเซิงเทคโนโลยี
ส่วนอีกสองคนที่เหลือคือชายวัยกลางคน และอีกคนดูเหมือนว่าจะเป็นชายแก่
ทั้งสองมีรูปลักษณ์ธรรมดาทั่วไป สวมเสื้อผ้าที่ดูหนาเทอะทะ บนเสื้อผ้าและกางเกงมีกระเป๋าติดอยู่นับไม่ถ้วน ซึ่งต่างก็อัดแน่นด้วยสิ่งของที่อยู่ภายใน
เมื่อเห็นว่าหลิวเหม่ยเอ๋อร์ถูกจับตัวได้แล้ว คนในชุดเกราะเกล็ดนิลก็ไม่รีรอแม้แต่อึดใจเดียว เขาหมุนกายก้าวเดินออกไปทันที ชายวัยกลางคนทั้งสองมองหน้ากันเป็นนัยว่าเข้าใจความหมาย แล้วจึงก้าวเข้าไปเพื่อจะนำตัวสาวงามคนนี้ไป
“อย่าแตะต้องเธอ” คนในชุดเกราะเกล็ดนิลเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มกังวาน
“เธอจะเดินตามออกมาเอง”
ชายอีกสองคนที่ตอนแรกคิดจะฉวยโอกาสเอาเปรียบนางเล็ก ๆ น้อย ๆ ต่างยิ้มเจื่อน ๆ พลางรีบเดินตามหลังชายชุดเกราะนิลไปด้วยท่าทางนอบน้อม
หลิวเหม่ยเอ๋อร์พยายามขัดขืน แต่ว่ากุญแจมือไฟฟ้าที่ข้อมือ ข้อเท้า และลำคอ กลับแผ่รัศมีสีเขียวจาง ๆ ออกมา ในวินาทีถัดมาร่างกายของเธอก็สูญเสียการควบคุม ทำได้เพียงก้าวเดินตามคนทั้งสามไปอย่างจำใจ ต่อให้เธอจะพยายามขัดขืนเพียงใดก็ไม่เป็นผล
เธอไม่รู้เลยว่าสามคนนี้เป็นใคร ทำไมถึงต้องมาคุมตัวเธอไป แล้วก็ไม่รู้ว่าจ้าวอู่เจียงจะสัมผัสได้และเดินทางมาช่วยเธอไหม
เมื่อทั้งสี่คนเดินออกมาพ้นอาคาร เสียงฝีเท้าก็ชักนำให้คนเจ็ดแปดคนที่สวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งและเต็มไปด้วยคราบเลือดกรูเข้ามาหาทันที
คนพวกนั้นราวกับสูญเสียสติสัมปชัญญะไปหมดสิ้น ใบหน้าบิดเบี้ยวสยดสยอง และพุ่งกระโจนเข้ามาเตรียมจะสังหารผู้มาใหม่
“ท่านผู้นำ!” ชายทั้งสองร้องเสียงหลงรีบหลบไปอยู่ข้างหลังชายในชุดรัดรูปแห่งหย่งเซิงเทคโนโลยีทันที สีหน้าท่าทางของพวกเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด
คนที่มีหน้าตาบิดเบี้ยวสยดสยองโชกด้วยเลือดเหล่านั้น เมื่อไม่กี่วันก่อนก็ยังเป็นมนุษย์ที่ดูมีชีวิตชีวาดี ๆ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็น ‘ผู้ติดเชื้อ’ ที่เหลือแค่ร่างกายแต่ไร้ซึ่งจิตสำนึก หรือที่เรียกว่า ‘พวกผีดิบ’ ไปเสียแล้ว
เหล่าผู้รอดชีวิตที่เหลือรอดต่างพากันเรียกขานคนจำพวกนี้ว่า ‘ผู้ติดเชื้อ’
ย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่วันก่อน ได้เกิดการระบาดของ ไวรัสลึกลับชนิดหนึ่งบนโลก เหมือนที่พวกเขาเคยเห็นในหนัง ไวรัสกระจายตัวไปทำลายผู้คนนับแสนนับล้าน ลบล้างสติปัญญา และกัดกร่อนเปลี่ยนสัญชาตญาณเดิมให้เข้าโจมตีผู้รอดชีวิตที่เป็นมนุษย์ซึ่งยังมีเนื้อหนัง ‘สดใหม่’
จากการวิเคราะห์ของเหล่าผู้นำในบรรดาผู้รอดชีวิต นี่คือร่างกายพังพินาศตามสัญชาตญาณ จนกว่าผู้ถูกโจมตีจะติดเชื้อไปด้วยและไวรัสลามไปทั่วร่าง จนเมื่อเลือดเนื้อไม่ได้สดใหม่อีกต่อไปและกลายเป็นผู้ติดเชื้อสมบูรณ์แล้ว จึงจะไม่ถูกผู้ติดเชื้อตัวอื่นกัดกิน
ตอนนี้ยังไม่มีใครรู้ว่าเหล่าผู้ติดเชื้อนั้นจะมีวันพละกำลังหมดไปไหม แต่ส่วนใหญ่เชื่อกันว่าไวรัสลึกลับได้มอบพละกำลังมหาศาลให้กับผู้ติดเชื้อ ทำให้ในระยะเวลาสั้น ๆ พละกำลังย่อมไม่เหือดแห้งหายไปง่าย ๆ
อันที่จริง ผู้ติดเชื้อพวกนี้จะไม่สามารถใช้แค่อาวุธถกำจัดให้สิ้นซากได้ แต่นี่โลกมันเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือไปแล้ว การระบาดนั้นลามขึ้นมาจากรากหญ้าจนถึงยอดเขา ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงอาชีพต่าง ๆ
พละกำลังของทางการนั้นเหลือไม่มากพอ ที่จะคอยไปตามดับกองไฟที่จุดติดไปทั่ว และเท่าที่พวกเขารู้ ภายในองค์กรบริหารจัดการเองก็ล่มสลายไปแล้วเช่นกัน
อย่างน้อยบนดาวเสี่ยวชางแห่งนี้ก็ได้พังพินาศจากภายในไปเรียบร้อยแล้ว