ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1995 เรื่องน่าตลกเสียแล้ว
บทที่ 1995 เรื่องน่าตลกเสียแล้ว
ยามเมื่อเห็นเหล่าผู้ติดเชื้อพุ่งกระโจนเข้ามา ชายวัยกลางคนทั้งสองต่างขวัญกระเจิง ทำได้เพียงวอนขอความช่วยเหลือจาก ‘ผู้นำ’ ผู้ทรงพลังและดูเหมือนจะทำได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ยืนอยู่ตรงหน้า
พวกเขาทั้งสองต่างเคยเห็นกับตาว่า ผู้นำท่านนี้สามารถสังหารพวกผู้ติดเชื้อเหล่านี้ได้อย่างง่ายดายเพียงแค่การสะบัดมือ
ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงไม่ติดตามรับใช้คนผู้นี้ และคอยสืบหาเบาะแสจาก แหล่งกบดานผู้รอดชีวิตตามคำสั่ง เพื่อหาตัวคนที่ผู้นำท่านนี้ต้องการหรอก
ที่พวกเขาทำลงไปก็เพราะ ‘อยากมีชีวิตรอด’ เท่านั้น
ชายในชุดเกราะหย่งเซิงเทคโนโลยีเผยให้เห็น ยาเหลวรหัส S108856 ขวดหนึ่งในฝ่ามือ แล้วซัดลอยไปหาชายทั้งสองที่อยู่ในฐานะล่างกว่า พร้อมกล่าวเรียบ ๆ ว่า
“จงกินยารหัส S108856 นี่ มันจะทำให้นายมีภูมิคุ้มกันเชื้อจากสินค้าทดลองพวกนี้”
เมื่อชายทั้งสองเห็นว่ามีขวดยาเพียงขวดเดียว ต่างก็ชะงักและเหลือบมองกันและกัน แต่ว่าสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานนั้นบีบบังคับเกินกว่าจะมาลังเลใจได้นาน
ชายที่อายุน้อยกว่าเป็นฝ่ายทะยานร่างขึ้นเพื่อฉกฉวยขวดยานั้นก่อน ชายผู้มีอายุมากกว่าเห็นดังนั้นก็ได้แต่ชะงักไปครู่หนึ่งโดยที่ไม่ได้เข้าไปแย่งชิง
ชายอายุน้อยกว่าดีใจมากที่ได้ยามาครอง แต่พอเห็นดวงตาของพี่ชายที่ดูอบอุ่นแต่แฝงไว้ด้วยความรู้สึกซับซ้อนจับจ้องมองอยู่ เขาก็ตัวแข็งค้างพลางรีบเปิดฝาขวดพร้อมทั้งเอ่ยคำขอโทษไม่หยุดปาก
“ขอโทษนะพี่ชาย ข้าจะดื่มแค่ครึ่งเดียว… ข้าจะดื่มแค่ครึ่งเดียวจริง ๆ!”
“หลังจากกลับไปแล้ว นายช่วยดูแลลูกสาวฉันให้ดี ๆ ด้วย ยังไงนายก็คือพ่อทูนหัวของเธอ…” พี่ชายเดินเข้าไปใกล้พร้อมตบที่ไหล่ของน้องชายด้วยแววตาอ่อนโยน
“พี่ใหญ่ ผม…” น้องชายผู้นั้นตื้นตันจนน้ำตาคลอหน่วยและรู้สึกผิดยิ่งนัก แต่ทว่าฉับพลันนั้นสีหน้าของเขาก็ต้องแข็งค้างด้วยความตระหนก เขาร้องครางออกมาเบา ๆ พลางก้มลงมองปลายมีดที่ทะลุออกจากกลางอกของตัวเองพร้อมเลือดสดที่สาดกระเซ็น
“พี่…”
“พี่ขอโทษนะ แต่ว่า… นายนั่นแหละที่ทำผิดกับพี่ก่อน” ชายผู้พี่ดึงมีดออกอย่างอำมหิต แล้วคว้ายาขวดนั้นจากมือน้องชายมาได้ทันที
จากนั้นเขาก็รีบชันเข่าลงข้างหนึ่ง ชูขวดยานั้นขึ้นและประสานมือคำนับต่อผู้นำในชุดหย่งเซิงเทคโนโลยี พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่เต็มไปด้วยความเคารพ
“ทำให้ผู้นำต้องมาดูเรื่องน่าตลกแล้ว…”
ชายจากหย่งเซิงเทคโนโลยีมิได้เหลือบแลการต่อสู้แย่งชิงของคนทั้งสองแม้เพียงหางตา ไม่ได้ตอบรับใด ๆ ก่อนจะพูดออกมาเรียบ ๆ ว่า
“หลังจากนายกลับไปแล้ว จะมีคนคอยรับพวกนายเอง”
“ขอบคุณผู้นำ!” ชายผู้พี่กระพริบตาที่รื้นไปด้วยน้ำตา ก่อนจะเงยหน้ากรอกยาเข้าปากดังอึก
ผู้ติดเชื้อที่พุ่งเข้ามาอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว ร่างกายของเขาสั่นเกร็งด้วยความเครียดเขม็ง แต่พวกผีดิบเหล่านั้นกลับพุ่งผ่านเขาไปอย่างไม่สนใจ ทั้งยังเมินเฉยต่อผู้นำจากหย่งเซิงเทคโนโลยี แต่กลับปรี่เข้าไปหาสาวสวยที่ถูกพันธนาการ
หลิวเหม่ยเอ๋อร์มีสีหน้าตื่นตระหนก เธอกรีดร้องลั่นพยายามหลบหนี ทว่ากุญแจมือไฟฟ้ากลับเข้ามาบงการร่างกายของเธดแทน มือของเธอถูกเหวี่ยงออกไป ลำแสงสีเขียวหม่นสาดกวาดไปรอบทิศทาง กระแทกร่างของผู้ติดเชื้อเหล่านั้นจนระเบิดกลายเป็นหมอกเลือดในพริบตา
หยดเลือดโปรยปรายลงมาเปรอะเปื้อนตัวของหลิวเหม่ยเอ๋อร์ เธอสั่นสะท้านไปทั้งตัว ไม่ได้รู้สึกยินดีที่รอดพ้นจากภัยความตาย แต่ในใจกลับยิ่งเปี่ยมด้วยความหวาดผวา
ชายผู้พี่ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เขาเช็ดคราบเลือดบนใบหน้าอย่างลนลานก่อนจะน้อมตัวลงอีกครั้ง
“ขอบ… ขอบคุณผู้นำที่เมตตาช่วยชีวิต”
ชายจากหย่งเซิงเทคโนโลยีดูเหมือนจะคอยสังเกตการณ์สถานการณ์โดยรอบอยู่ตลอดเวลา
“ผู้น้อยขอ… ขอลาตัว” ชายผู้พี่ก้มลงรื้อค้นข้าวของบนศพของน้องชายอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันหลังโกยแน่บมุ่งหน้าไปยังแหล่งกบดานผู้รอดชีวิตที่ตนอาศัยอยู่
รอจนกระทั่งมนุษย์ผู้รอดชีวิตจากไปแล้ว ชายจากหย่งเซิงเทคโนโลยีจึงค่อยปรายตามองมาทางหลิวเหม่ยเอ๋อร์ที่ยังคงตกอยู่ในอาการเสียขวัญ
“มาเถอะ”
กุญแจมือไฟฟ้าที่รัดรึงรอบกายหลิวเหม่ยเอ๋อร์ทอแสงวาบ บังคับให้จิตวิญญาณของนางก้าวตามเขาไป
“ฉันคือ A3 เป็น A3 แห่งหย่งเซิงเทคโนโลยี” เขาพลันใช้มือแหวกผ่ารอยแยกมิติขึ้น มิตินั้นสั่นไหวอย่างรุนแรง เขายืนเยื้องไปด้านข้างเพื่อให้หลิวเหม่ยเอ๋อร์ก้าวเข้าไปก่อน แสดงท่าทางราวกับเป็นชายผู้มีเกียรติ
“เธอไม่ต้องกลัว จ้าวอู่เจียงจะมารับเธอเอง”
“คุณ… คุณเป็นเพื่อนของอู่เจียงหรือ?” หลิวเหม่ยเอ๋อร์ไม่รู้จักกุญแจมือไฟฟ้ามาก่อน อีกทั้งเมื่อครู่อาวุธสิ่งนี้ยังเข้าช่วยเธอสังหารคนไร้สติพวกนั้น เธอจึงหลงเข้าใจผิดคิดว่ามันเป็นของวิเศษคุ้มกาย
และเมื่อได้ยินชายผู้นั้นเอ่ยเช่นนี้ ความเข้าใจผิดของเธอก็ยิ่งฝังรากลึก
“ก็คงงั้น” A3 แห่งหย่งเซิงเทคโนโลยีแย้มยิ้มพลางก้าวเดินตามเข้าสู่รอยแยกมิติที่ยังสั่นสะเทือน
“ฉันเป็นเพื่อนที่ดีของทุกคนอยู่แล้ว…”
ภายในมิติเปลวเพลิงแห่งจิตใจ ทุกอย่างเริ่มกลับคืนสู่ความสงบเงียบ
จ้าวอู่เจียงทะยานร่างเข้าหาเซวียนหยวนจิ้ง รอบกายของเซวียนหยวนจิ้งมีบล็อกโลหะทมิฬลอยละล่องอยู่อย่างมั่นคง เธอเหลือบมองจ้าวอู่เจียงที่นับวันยิ่งทำให้เธอรู้สึกประหลาดขึ้นทุกที แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“มีเรื่องอะไร?”
“ไม่ได้เจอกันแป๊บเดียว ฉันก็เริ่มคิดถึงเธอแล้ว” จ้าวอู่เจียงพูดออกมาตรง ๆ แม้แต่ตัวเขาเองยังรู้สึกแปลกใจที่กล้าพูดอะไรแบบนี้กับจิ้งเอ๋อร์ในยามที่นางเป็นเช่นนี้
แต่ไม่รู้เพราะอะไรเขากลับรู้สึกว่าตัวเองควรต้องพูด เขาอยากจะพูด เขาก็เลยพูดออกมา
“ฉันให้ บางทีมันอาจจะมีประโยชน์”
เขาดึงหิ่งห้อยห้าสีออกมาจากเปลวเพลิงที่เหลืออยู่น้อยนิด แล้วยื่นส่งให้เซวียนหยวนจิ้ง
“เธอรีบดูดซับมันเถอะ ถ้าไม่พอ ฉันจะให้เพิ่ม”
“จ้าวอู่เจียง ระวังคำพูดด้วย อย่ามาตีสนิทกันเกินงาม” เซวียนหยวนจิ้งขมวดคิ้วแน่น ไม่ได้รับหิ่งห้อยห้าสีมา
“วาสนาพวกนี้เป็นของผู้เข้าประลอง ฉันเป็นคนของทางการ รับไว้ไม่ได้หรอก”
จ้าวอู่เจียงไม่ได้รู้สึกเก้อเขินหรือโกรธเคืองอะไร ดวงตาของเขาทอประกายลุ่มลึก จ้องมองเธออย่างจริงจัง
“ท่าทางจริงจังของเธอ ดูน่ามองมากทีเดียว”
“พอที!” เซวียนหยวนจิ้งหน้าหมองคล้ำ แววตามีร่องรอยแห่งโทสะฉายชัด เธอตวาดสั่งให้หยุด
“จ้าวอู่เจียง ช่วยวางตัวให้ดีหน่อยได้ไหม!”
จ้าวอู่เจียงเองก็เริ่มรู้สึกตัวว่าตัวเองล่วงเกินเธอ ไม่ต่างเป็นผู้ชายขี้หลีคนหนึ่ง แต่เขาไม่ใช่พวกชอบอ้อมค้อม ใจเขาคิดยังไงสิ่งที่พูดออกไปก็เหมือนกัน
หรือบางทีลึก ๆ แล้วเขาก็สัมผัสได้ว่า… ถ้าไม่รีบพูดในตอนนี้ ต่อไปอาจไม่มีโอกาสได้พูดอีก
เขาไม่ได้รู้สึกอันตรายใด ๆ แต่กลับมีแรงกดดันอันแรงกล้าแผ่ซ่านออกมาจากส่วนลึกในจิตใจ คล้ายกับสัญชาตญาณลางบอกเหตุบางอย่าง กำลังพยายามเตือนเขา
“จิ้งเอ๋อร์” จ้าวอู่เจียงขยับเข้าใกล้ไปอีกก้าวหนึ่ “เธอจำฉันไม่ได้จริง ๆ เหรอ?”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น หัวใจของเซวียนหยวนจิ้งพลันสั่นระรัว เธอไม่กล้าสบตากับแววตาอันลุกโชนของจ้าวอู่เจียง เธอรู้สึกว่าตอนนี้จ้าวอู่เจียงเหมือนแสงตะวันยามอัสดงที่แสนอบอุ่น ทั้งสว่างจ้าแต่ว่าก็เลือนลาง เธอมั่นใจว่าต้องเคยพบเขามาก่อนแน่นอน
ถ้าเป็นคนอื่น เธอต้องใช้อาวุธโลหิตทมิฬเข้าโจมตีใส่นานแล้ว แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าจ้าวอู่เจียง ความรู้สึกในใจที่อธิบายไม่ได้กลับทำให้เธอหักใจลงมือไม่ได้
นางถอยหลังไปก้าวหนึ่ง เพื่อออกห่างจากการเข้าใกล้ของจ้าวอู่เจียง
“ฉันไม่เคยเจอนายมาก่อน ต้องจำไม่ได้อยู่แล้ว!”
“เธอจะนึกออกแน่นอน” จ้าวอู่เจียงยื่นมือไปคว้าข้อมือของเซวียนหยวนจิ้งไว้มั่น แววตาของเขาทั้งจริงใจและมั่นคง อบอวลไปด้วยความรู้สึกอันลึกซึ้ง
“ปล่อย” เซวียนหยวนจิ้งดิ้นรนพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดัน
“อย่าบีบให้ฉันต้องฟาดหน้านายเลย”