ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1996 ความกังวล
บทที่ 1996 ความกังวล
เซวียนหยวนจิ้งจ้องมองแผ่นหลังของจ้าวอู่เจียงที่ค่อย ๆ เดินลับตาไป ความร้อนรุ่มยามที่ทั้งสองอยู่ใกล้กัน ทำให้เธอรู้สึกมั่นคงในใจและยากจะปรับตัว
ทั้งที่มีความโกรธสุมอยู่ในอก แต่เธอกลับไม่ได้ระบายอารมณ์ใส่จ้าวอู่เจียงเลย
เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้โกรธเคืองจ้าวอู่เจียง แต่กลับโกรธที่เธอดูเหมือนจะลืมบางสิ่งไปมากมาย จนทำให้ชีวิตตกอยู่ในม่านหมอกที่พร่าเลือน และนั่นยังทำให้เธอเผลอพูดจาผลักไสบีบบังคับให้จ้าวอู่เจียงต้อง ‘ยอมถอยไป’
เธอกำลังโกรธตัวเอง
“บางทีฉันอาจเคยเจอนายจริง ๆ ก็ได้…” แววตาของเธอดูพร่าเลือนพลางพึมพำกับตัวเองแผ่วเบา
ร่างของจ้าวอู่เจียงทะยานวาบเหมือนกับเงา พุ่งตรงไปยังทิศทางที่ลิลิธและเอลิซาซ่อนตัวอยู่
ไม่ไกลนัก หุ่นยนต์สีชมพูของเฉินมู่เสวี่ยยังคงเปล่งประกายแสงเจิดจ้า พร้อมด้วยหุ่นยนต์สีดำสนิทอีกห้าเครื่องคอยเป็นผู้ช่วย ในที่สุดเธอก็จับตัวโลกิได้ และกำราบด้วยการสะบัดฝ่ามือตบเข้าที่ใบหน้าโลกิไปหลายทีจนเสียงดัง ‘ปับ ๆ’
ส่วนธอร์นั้นยืนกวัดแกว่งมยอลเนียร์และคอยเห่าร้องประหนึ่งส่งเสียงเตือนอยู่ข้าง ๆ ไม่รู้ว่าเขากำลังสั่งให้เฉินมู่เสวี่ยปล่อยตัวโลกิ หรือกำลังตะโกนส่งเสียงให้กำลังใจเฉินมู่เสวี่ยกันแน่
หลังจากเฉินมู่เสวี่ยตบหน้าสั่งสอนโลกิเสร็จสิ้น เธอก็หยุดมือลง ร่างของโลกิโซเซ เขาเอาแต่กุมใบหน้าแล้วเงียบงันไป
เมื่อเฉินมู่เสวี่ยมุดเข้าไปใกล้ ไม่รู้ว่าทั้งสองพูดใครเรื่องอะไรกัน ทว่าศีรษะของโลกิกลับยิ่งก้มต่ำลงเรื่อย ๆ ความหยิ่งพยองและนิสัยเกเรหัวแข็งก่อนหน้านี้หายไปหมด
จ้าวอู่เจียงละสายตากลับมา โลกใบนี้ช่างเหมือนกับละครต่อเนื่องที่ไม่มีวันจบจริง ๆ ทั้งยาวนาน เต็มไปด้วยความรกรุงรัง น้ำเน่า และเหลวไหลสิ้นดี
เขาเหยียบย่างลงบนสายฟ้าพุ่งทะยานด้วยความรวดเร็ว แค่สองสามก้าวก็ปรากฏกายต่อหน้าลิลิธและเอลิซา
ทันทีที่เขาปรากฏตัว ดวงตาสีแดงก่ำของลิลิธก็เหลือบมองค้อนพลางยกมือขึ้นเท้าสะเอวเชิดอก และเดินวนรอบตัวเขาไปครึ่งรอบ
“โอ้โห นี่ใช่อาเฮียจ้าวอู่เจียงหรือเปล่านะ? ทำไมถึงมีเวลาว่างมาตามหาพวกเราได้? หรือว่าอกหักมาเหรอ ถึงได้นึกถึงน้องสาวอย่างฉันขึ้นมาได้?”
“เธอควรจะกลับไปหาสาวน้อยสองคนนั้นจะดีกว่านะ ท่าทางที่เธอทำกับเด็กพวกนั้นเมื่อกี้น่ะ ดูสนิทสนมถึงเนื้อถึงตัวกันจริง ๆ นะ”
เอลิซากระตุกชายอาภรณ์ของลิลิธเบา ๆ เป็นเชิงปรามไม่ให้เธอพูดประชดประชัน
จ้าวอู่เจียงส่งหิ่งห้อยห้าสีให้เธอ
“ส่วนของพวกเธอ ลองดูว่าพอจะดูดซับได้ไหม”
“ก็ถือว่ายังพอมีสำนึกอยู่บ้าง” เนตรสีแดงของลิลิธเป็นประกายขึ้นมาทันที เธอเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้มแล้วรับหิ่งห้อยห้าสีมาสัมผัสดูอย่างละเอียด ก่อนจะส่งต่อให้เอลิซา
“ฉันคงดูดซับมันไม่ได้หรอก ต้องรอดูเอลิซาแล้วล่ะ”
“เธอลองอีกครั้งดีไหม?” เอลิซาขมวดคิ้วพลางรับหิ่งห้อยห้าสีมาสัมผัสและลองเริ่มดูดซับพลัง
ลิลิธตรงเข้าคล้องแขนจ้าวอู่เจียงพลางเลียริมฝีปากแดงก่ำของเธอ
“สู้การดื่ม ‘โลหิตต้นกำเนิด’ ของพี่ชายอู่เจียงไม่ได้หรอก แบบนั้นเร็วกว่าเยอะ”
“อย่าซน” จ้าวอู่เจียงทำหน้าเข้มพลางสำทับกำชับ
“พวกเธอไม่ได้ฝึกฝนศาสตร์โบราณตามวิถีตะวันออก แน่นนอนว่าคงยากที่จะดูดซับสามบุปผาห้าปราณ แต่พลังเทพห้าธาตุนี้น่าจะมีประโยชน์กับพวกเธอบ้าง”
“พอจะดูดซับได้อยู่บ้างนะ” สีหน้าของเอลิซาดูตื่นเต้นขึ้นมาทันที
“แค่ขั้นตอนการกลั่นกรองพลัง ดูจะยุ่งยากไปหน่อย”
“ฉันจัดการเอง” จ้าวอู่เจียงรู้ดีว่าเพราะเอลิซารู้วิถีตะวันออก และไม่ได้ฝึกศาสตร์โบราณเหมือนโลกิ การกลั่นกรองพลังพวกหนั้นด้วยตัวเองก็คงยากอยู่
จ้าวอู่เจียงจึงเริ่มทดลองกลั่นกรองพลังเหล่านั้นด้วยตัวเองก่อน เขาเคี่ยวกรำหิ่งห้อยห้าสีให้กลายเป็นจุดแสงเล็ก ๆ แล้วค่อย ๆ ถ่ายโอนเข้าไปในร่างกายของเอลิซาทีละน้อย
ลิลิธที่อยู่ข้าง ๆ มองดูด้วยแววตาเป็นประกายรุ่มร้อน
“แล้วฉันล่ะ จะแบ่งให้ฉันบ้างไหม?”
“เธอบอกเองไม่ใช่เหรอว่าดูดซับไม่ได้?” คิ้วของจ้าวอู่เจียงขมวดมุ่น
เนตรสีแดงของลิลิธใสกระจ่างเหมือนอัญมณี แฝงด้วยรัศมีอันวาววับ เธอยักคิ้วให้จ้าวอู่เจียงอย่างมีเลศนัย
“ไม่ได้หมายถึงพลังนั่นซะหน่อย…”
“อา…” จากนั้นเธอก็เผยริมฝีปากสีชาดให้จ้าวอู่เจียงดู พร้อมเผยให้เห็นไรฟันขาวและปลายลิ้นสีแดงสด
“ทำตัวให้ดี ๆหน่อย เมื่อก่อนเธอไม่ได้เป็นคนหน้าไม่อายแบบนี้นะ” จ้าวอู่เจียงส่ายหน้า
ลิลิธแย้มยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
“หืม? เมื่อก่อนฉันก็เป็นแบบนี้ไม่ใช่เหรอ? ที่นายให้ฉัน ฉันก็กลืนลงไปจนเกลี้ยงทุกทีไม่ใช่เหรอ?”
จ้าวอู่เจียงยังคงมุ่งมั่นกลั่นกรองพลังส่งต่อให้เอลิซา เขาพูดด้วยน้ำเสียงเซ็ง ๆ ว่า
“ความรักนวลสงวนตัวของเธอมันหายไปไหนหมด?”
“ความรักนวลสงวนตัว? ของพรรค์นั้นมีไว้ใช้กับคนนอก” ลิลิธขยับเข้าใกล้ แววตาสีแดงคุกรุ่น
“ไม่ใช่ว่านายเป็นผู้ชายของฉันหรอกเหรอ?
เอลิซาอาจจะไม่ยอมรับ แต่ฉันยอมรับ และถ้าพูดถึงความสุภาพ… แล้วทำไมตรงนั้นของเจ้า… ถึงได้ตื่นเติมตัวขนาดนั้นล่ะ?”
เอลิซาหน้าแดงฉานพลางปรายตามองคนทั้งสองแวบหนึ่ง
“มันไม่ใช่แบบนั้น” จ้าวอู่เจียงตอบกลับเสียงหนักเมื่อเผชิญกับการใส่ความ
“ไม่ใช่แล้วจะใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอ?” มือของลิลิธเริ่มซุกซนลูบไล้ไปทั่วอย่างรวดเร็ว
“โอ้… มีจริง ๆ ด้วย ฉันจำสัมผัสนี้ได้…”
จ้าวอู่เจียงกำลังจะอ้าปากเอ่ยคำ พลันลิลิธก็โถมเข้ากอดเขาไว้แน่น เธอลูบหลังเขาเบา ๆ เหมือนกำลังโอ๋เด็กตัวน้อย
“สุดหล่อ ไม่ต้องกลัว ทำใจให้สบาย ในเมื่อฉันได้ลองโลหิตต้นกำเนิดของนายแล้ว ฉันจะคอยปกป้องนายเอง”
จ้าวอู่เจียงชะงักไป น้ำเสียงของเขาดูอ่อนโยนลงหลายส่วน
“วิชาอ่านใจของเธอ พัฒนาขึ้นเยอะเลยนะ”
“แน่นอนอยู่แล้ว ภายในมิติห้องใจนี้ คือที่พักชั้นเลิศที่เสริมส่งพลังให้ฉัน” ลิลิธเชิดริมฝีปากขึ้นพลางลูบหลังจ้าวอู่เจียงเบา ๆ
“เธอจะเก่งอยู่คนเดียวเลยเหรอ ไม่คิดว่าพวกฉันก็เก่งขึ้นบ้างหรือไง?”
อย่างน้อยพวกฉันก็จะได้ไม่ต้องถูกเธอข่มเหงรังแกอยู่แบบนี้
“อย่ากังวลไปเลย อย่าคิดมาก อีกเดี๋ยวพวกเราก็ต้องไปแล้ว จะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นอีกล่ะ?”