ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1997 สิ้นสุดและลมเริ่มพัด
บทที่ 1997 สิ้นสุดและลมเริ่มพัด
จ้าวอู่เจียงตกอยู่ในห้วงแห่งความวิตก สัญชาตญาณลึกลับกำลังร้องเตือนเขาว่า ตัวแปรที่ถูกกำหนดไว้ในที่ลับกำลังจะอุบัติขึ้น
เขาพบบางสิ่งในใจที่ทำให้เขารู้สึกเศร้าหมองอย่างประหลาดโดยไร้ที่มา
ด้วยเหตุนี้ ก่อนหน้านี้เขาจึงได้บอกกับจิ้งเอ๋อร์ไปตามตรงว่าเขาคิดถึงเธอขนาดไหน และในตอนนี้เขาก็ยังคงปล่อยให้ลิลิธโอบกอดไว้ในอ้อมอกเพื่อปลอบประโลม
ตอนที่ผู้คนรอบตัวต่างค่อย ๆ กลั่นกรองวาสนาจากหิ่งห้อยห้าสีไปจนเกือบหมเ เขาก็สัมผัสได้ว่า ‘มิติห้องใจ’ แห่งนี้กำลังจะเปิดออกในไม่ช้า
แต่ความรู้สึกโศกเศร้า หนักอึ้ง และถูกกดทับ กลับยิ่งทับซ้อนสุมแน่นอยู่ที่ยอดอก ราวกับบ่ายวันที่อากาศร้อนอบอ้าว เมฆดำเต็มฟ้า ลมพัดนิ่งเหมือนว่าฝนจะตกลงมาแต่ก็ไม่ตกเสียที
“เกิดอะไรขึ้น? ทำไมนายถึงยิ่งดูกังวลมากกว่าเดิมล่ะ?” ลิลิธไม่เข้าใจเธอจึงพยายามสวมบทบาทเป็น ‘ที่ไลฟ์โคช’ เพื่อหาทางชี้แนะจ้าวอู่เจียง
“หรือนายอาจจะแค่ต้องการที่ระบายสักหน่อย?”
เมื่อที่ไลฟ์โคชเอ่ยปากชี้ทาง ลิลิธในตอนนี้จึงได้แต่ถามจ้าวอู่เจียงว่า
“จะให้ฉันช่วย… ระบายออกไหม?”
“ไม่เป็นไร” จ้าวอู่เจียงจ้องมองลิลิธที่เขาเพิ่งเปิดเนตรให้เธอเข้าใจสัจธรรมกามารมณ์และโลกีย์ เขายิ้มพลางส่ายหัวเบา ๆ
เขาแค่หวังว่าเรื่องราวจะจบลงโดยเร็ว เพื่อที่เขาจะได้ออกไปจากมิติแห่งนี้ และได้มีอิสระในการจัดการเรื่องต่าง ๆ ได้คล่องตัวกว่าเดิม
“เอาเถอะ” ลิลิธคอตกอย่างอ่อนใจเล็กน้อย เธอกะว่าจะขอหยิบยืม ‘ของดี’ จากจ้าวอู่เจียงเสียหน่อย เพื่อหวังจะนำมาทำภารกิจฟื้นฟูอาณาจักรแวมไพร์ให้ยิ่งใหญ่อีกครั้ง
แต่ยามนี้เมื่อเห็นจ้าวอู่เจียงจมอยู่ในความกังวลจนคิ้วขมวด เธอย่อมมิอาจบีบคั้นชายผู้นี้ให้อับจนหนทางได้
จ้าวอู่เจียงยังคงกลั่นกรองพลังไปพร้อมกับการคอยคุ้มกันให้เอลิซา และยังมุ่งสมาธิไปที่การหลอมรวมพลังที่สะสมอยู่ในกายตัวเองด้วย
เขายังพบว่า นอกจากระดับการบำเพ็ญที่สูงขึ้น และความรู้เกี่ยวกับเส้นทางแห่งการบ่มเพาะที่ได้มาเติมเต็มสิ่งที่ขาดไปแล้ว สิ่งอื่นที่เขาต้องการดูเหมือนจะไม่ได้คืบหน้าเท่าไรนัก
ยาเม็ดทั้งแปดที่เขามี ซึ่งสามารถช่วยปลุกหลินหลางและเสี่ยวไป๋ให้ฟื้นคืนสติได้นั้น เดิมทีชื่อมู่จื่อเป็นผู้คืนให้แก่เขา แต่กลับพบว่าเปลวเพลิงภายในที่แห่งนี้ไม่สามารถช่วย ‘เร่งผล’ ให้ยาเม็ดเหล่านี้พร้อมใช้ได้อีก
ตอนแรกเขาไม่เข้าใจ แต่ในเวลาต่อมาเขาก็เริ่มตระหนักถึงสาเหตุ…
ยาเม็ดทั้งแปดนี้ คือสิ่งที่ชื่อมู่จื่อในอดีตจัดเตรียมไว้สำหรับตนเองและครอบครัว ทว่ามันยังไม่ได้ถูกปรุงจนสมบูรณ์เพียบพร้อม ในตอนนั้นเองก็จากไปเสียก่อนเพราะตัวแปรที่พลิกผัน
ภายในเตาปรุงยาแปดทิศ ยาเม็ดเหล่านี้ถูกหลอมอย่างต่อเนื่องมายาวนานเหมือนกับเป็นชั่วกาลของหนึ่งยุคสมัย แต่กระนั้นก็ยังไม่สามารถวางใจได้ว่าสำเร็จผลสมบูรณ์ ยังขาดอยู่อีกนิดเดียว
แต่ไอ้ที่ขาดอยู่อีกนิดเดียวนี้นี่แฟละ กลับไม่ใช่สิ่งที่จะสำเร็จได้ในระยะเวลาอันสั้น หากมองผ่านเส้นขอบฟ้ากาลเวลาแล้ว ย่อมต้องอาศัยการเคี่ยวกรำต่อกันไปอีกหลายปี หรืออาจจะอีกหลายสิบ หลายร้อยปีเลยทีเดียว
นอกจากว่า พละกำลังของเขาจะเหนือกว่าชื่อมู่จื่อในยามที่รุ่งเรืองถึงขีดสุดเท่านั้น ถึงจะพอมีพลังแก่กล้าพอที่จะ ‘เร่งผล’ ยาเม็ดทั้งแปดนี้ให้สมบูรณ์ได้ทันที
หาไม่แล้ว ก็ทำได้เพียงปล่อยให้สายธารแห่งเวลาค่อย ๆ ฝนช้า ๆ ไปจนกว่าฟ้าดินจะแตกสลาย
เรื่องยาทั้งแปดเม็ดนั้นทำให้เขาวิตก เรื่องของจิ้งเอ๋อร์นั้นทำให้เขาวิตก และกลิ่นอายแห่งความเศร้าที่สัมผัสได้จากสัญชาตญาณก็ยิ่งทำให้เขาใจคอไม่ดี
แต่เขาก็ยังคงต้องก้าวไปข้างหน้า ขอแค่แข็งแกร่งพอก็ย่อมบดขยี้ความวิตกทั้งปวงให้แหลกลาญลงได้
กาลเวลาหมุนเวียนไปทีละนิด
หมี่รื่อและเฉาหั่วหั่ว หลังจากคอยเป็นผู้พิทักษ์ให้อวิ๋นชุนเถาและคนอื่น ๆ จนเรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มมานั่งเดินลมปราณกลั่นกรองพลังให้ตัวเองบ้าง
ฝ่ายโลกินั้นไม่ได้ถูกอุตสาหกรรมหนักเฉินตามล่าเอาชีวิตอีกต่อไป ทั้งสองฝ่ายดูเหมือนจะบรรลุข้อตกลงและสมานฉันท์กันเรียบร้อยแล้ว โลกิพยายามเข้าหาจ้าวอู่เจียงคิดจะลอบทำร้ายอีกครั้ง แต่จ้าวอู่เจียงแสดงออกถึง ‘น้ำใจ’ ด้วยการส่งหิ่งห้อยห้าสีให้เป็นของขวัญแก่โลกิและธอร์
โลกิฉีกยิ้มกว้างในทันที พลางรับไปนั่งหลอมพลังอย่างเบิกบานใจ
ส่วนธอร์นั้นเอาขาหน้าที่หยาบกระด้างยันหัวสุนัขของตัวเองไว้ ใบหน้าของมันก็เต็มไปด้วยความเศร้าสร้อยเช่นกัน เขาจ้องมองจ้าวอู่เจียงพลางเห่าออกมาสองที เหมือนกำลังถามจ้าวอู่เจียงว่าเห็นเขาเป็นอะไร? เป็นสัตว์เลี้ยงเหรอ? และฟังภาษาสุนัขเข้าใจจริงไหม?
จ้าวอู่เจียงพยักหน้า ความจริงเขาไม่ได้ยินถ้อยคำออกมาเป็นประโยคที่ชัดเจนหรอก แต่เขาไม่เคยละทิ้งการพยายามจะ ‘เข้าใจ’ เหมือนที่เคยทำกับเสี่ยวหงและเสี่ยวไป๋ในอดีต ไม่ใช่การฟังผ่านหูแต่คือการรับฟังด้วยหัวใจ และการสัมผัสถึงความรู้สึกที่ส่งมา
ธอร์ถามจ้าวอู่เจียงต่อไปอีกว่า เขามีสหายเป็นพวกสัตว์เดรัจฉานมาก่อนไหม? ทำไมถึงพอจะสื่อสารกันได้?
ในยามที่รอคอยมิติเปิดออกโดยไม่มีงานใดค้างคา จ้าวอู่เจียงจึงกลั่นกรองพลังพลางคอยขัดขวางมือน้อย ๆ ของลิลิธไม่ให้มาลูบไล้จุดยุทธศาสตร์ของเขา พร้อมกับเริ่มบอกเล่าเรื่องราวในวันวาน
เขาเล่าเรื่องความสัมพันธ์ของคนกับม้า พูดถึงม้ากับหมาป่า เล่าถึงคนกับหมาป่า และจบที่ความสัมพันธ์สามประสานระหว่างคน ม้า และหมาป่า
เอลิซาดูดซับพลังอยู่อย่างเงียบ ๆ ทว่าเปลือกตาที่ปิดสนิทนั้นสั่นไหวระริกจากการที่ได้ตั้งใจฟัง
ดวงตาสีแดงฉานของลิลิธจ้องมองชายที่กำลังพูดถึงความหลังไม่วางตา นี่เหมือนกับว่าเธอได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของจ้าวอู่เจียงเป็นครั้งแรก ชายคนนี้ดูภายนอกก็เหมือนคนเจ้าชู้หน้าไม่อาย กลับมีความรู้สึกล้ำลึกและฝังใจในรักใคร่เสียจนน่ากลัว ราวกับคนเหงาผู้โดดเดี่ยวที่เฝ้ารอคอยคู่ชีวิตกลับมาจากทางสายเก่าที่มืดมิดในยามราตรี
ที่แท้ไม่ใช่ จ้าวอู่เจียงสายตาเปี่ยมรักกับแค่สุนัข แต่เป็นเพราะในก้นบึ้งของหัวใจนั้นเปี่ยมล้นไปด้วยรัก ความล้ำลึกของรักจึงฉายออกมาผ่านแววตาถึงขนาดนี้
ลิลิธโผเข้ากอดจ้าวอู่เจียงอีกครั้ง เธอกอดชายผู้นี้ไว้แน่น ราวอยากสัมผัสว่าความทรงจำที่ตกตะกอนในตัวเขา คือกลิ่นอายที่หอมยิ่งกว่ากลิ่นของโลหิตต้นกำเนิด
ธอร์ได้ฟังจนถึงกับหลั่งน้ำตาเหมือนสุนัขป่า และเห่าหอนออกมาด้วยความตื้นตันใจ
‘นายจะร้องเหมือนหมาไปทำไมกัน?’ จ้าวอู่เจียงเหลือกตาขึ้นมองด้านบน เพราะเสียงเห่าระรัวของธอร์นั้นยากต่อการแปลความหมายจริง ๆ
กาลเวลาเดินหน้าไปอย่างไร้ความกังวล
จนกระทั่งเมื่อจ้าวอู่เจียงหลอมพลังภายในกายจนสมบูรณ์ และเมื่อทุกคนที่ได้รับแบ่งปันวาสนาดูดซับจนสิ้น ความสั่นสะเทือนในพื้นที่แห่งนี้ก็ทวีความชัดเจนรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
เสียง ‘วึม ๆ’ ของคลื่นความถี่ดังก้องกระทบประสาทการรับรู้ และเริ่มขยายวงกว้างออกไป
ทุกคนต่างรู้สึกเหมือนยืนอยู่หน้ากลองใบยักษ์ โดยมีเทพเบื้องบนกำลังกวัดแกว่งไม้รัวจังหวะกลอง คลื่นเสียงถาโถมจนสรรพสิ่งรอบข้างรวมถึงร่างกายพวกเขาเกิดอาการสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้
วิ้ง…
สิ้นเสียงที่สั่นกระเพื่อมจนลึกไปถึงระดับดวงจิต มิติภาพตรงหน้าทุกคนก็พลันเกิดการบิดเบี้ยวพร่าเลือน ดูเหมือนภาพที่สะดุดกระตุกติดขัดจนเสียสมดุลของการเคลื่อนไหว
และในชั่วอึดใจต่อมา ทุกสิ่งตรงหน้าพวกเขาก็เปลี่ยนแปลงไปในฉับพลัน ทุกคนยืนอยู่ท่ามกลางดาราจักรดวงดาวใหม่ที่ลอยเด่นเป็นทางใน ‘จักรวาลไร้ขอบเขต’ มองไกลออกไปเห็นสายธารแห่งดวงดาวที่ส่องประกายพราวพร่าง ดุจดั่งทรายเงินทรายทองที่โปรยปรายอยู่เบื้องบน
ส่วนที่ซึ่งพวกเขายืนอยู่นั้น เต็มไปด้วยความขรุขระสูงต่ำที่พิกลพิการ…
นั่นคือร่างของ ‘ยักษ์ที่นอนหลับไหล’ อยู่ในจักรวาลอันไพศาล