ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 2008 สองคำทำนาย
บทที่ 2008 สองคำทำนาย
หลังจากที่ A1 เดินจากไปแล้ว
กุ้ยเติง ประธานตะวันตกที่มีผมสั้นสีดอกเลาก็แสดงอาการขากรรไกรกระตุก เขาพูดด้วยเสียงเย็นชาว่า “ไอ้ A1 คนนี้ จะต้องเป็นตัวกาลกิณีแน่ ๆ”
“ท่านประธานกุ้ยเติง…” ประธานเหนือส่ายหัวเป็นเชิงห้ามไม่ให้เขาพูดต่อ เพราะตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาบ่นเรื่องนี้ สิ่งที่ A1 พูดน่ะถูกแล้ว พวกเขาต้องรีบตักตวงผลประโยชน์จากการชนะศึกครั้งนี้เข้ากระเป๋าให้เร็วที่สุด ส่วนเรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง
ประธานตะวันตก กุ้ยเติงทำหน้าแข็งทื่อ “เปิดห้องนิรภัยเถอะ”
ประธานเหนือหยิบกล่องกุญแจออกมา “ไปกันเถอะ”
ยามที่เหล่ากลุ่มคนผู้เข้าร่วมประลองถูกปล่อยออกมา สีหน้าของประธานตะวันตกและประธานเหนือก็พลันดูแย่ลงทันที ถึงจะไม่รู้ว่าในโลกขนาดเล็กภายในกายของชื่อมู่จื่อเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ที่แน่ ๆ คือรอบนี้ ‘มรรคาตะวันออก’ เป็นฝ่ายชนะ
ฝ่ายมรรคาตะวันตกนอกจากเด็กสาวสองคนจากศาสนจักรแห่งแสงสว่างแล้ว ที่เหลือไม่มีใครรอดชีวิตออกมาได้เลย ส่วนฝ่ายมรรคาเหนือเหลือเพียงเทพเจ้าสายฟ้าธอร์ โลกิ และพญามัจจุราชสาวซึฟที่นิ่งเงียบ
เพียงแค่สัมผัสบรรยากาศ ก็รู้ได้ทันทีว่าในการปะทะกันทางกลยุทธ์ครั้งนี้ ตะวันตกและเหนือพ่ายแพ้ยับเยิน ฝ่ายมรรคาตะวันออกน่าจะได้ในสิ่งที่พวกเขาต้องการไปจนหมดสิ้นแล้ว
แต่ยังนับว่าโชคดีที่โลกขนาดเล็กในตัวชื่อมู่จื่อเป็นเพียงสนามรบแห่งหนึ่งเท่านั้น โลกภายนอกยังคงเป็นอีกหนึ่งสนามรบ และเป็นสนามรบที่พวกเขาถือไพ่เหนือกว่าอย่างแท้จริง
ในยามนี้ไวรัสลึกลับจากยายีนกำลังระบาดอย่างหนัก ประชาชนส่วนใหญ่ในแถบมรรคาตะวันออกต่างตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก จำนวนคนตายเพิ่มขึ้นในทุก ๆ วัน ใครที่มีกำลังและความสามารถต่างก็พยายามหนีไปยังพื้นที่ของมรรคาตะวันตกและมรรคาเหนือเพื่อหาที่พักพิงอันปลอดภัย ส่วนคนส่วนใหญ่ที่ไม่มีทางเลือกก็ได้แต่นั่งรอความตาย
ในสงครามยีนครั้งนี้ บุคลากรชั้นยอดของตะวันออกจำนวนมากไหลบ่าเข้าไปยังตะวันตกและเหนือ นี่แหละคือผลลัพธ์ที่พวกผู้นำพวกนั้นอยากจะเห็นที่สุด
พอคิดได้แบบนี้ สีหน้าของประธานเหนือและตะวันตกก็เริ่มดูดีขึ้นมาบ้าง
เซวียนหยวนเฉียน ประธานตงฟางพยายามกวาดสายตาหาจิ้งเอ๋อร์แต่ไม่พบเขาราวกับแก่ลงไปอีกหลายปี เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเหล่าคนรุ่นหลัง เขาก็พยายามฝืนแสดงท่าทางที่ดูใจดีและพูดว่า
“เด็ก ๆ ยินดีด้วยที่พวกเธอฝ่าฟันผ่านแผนที่ของสนามประลองรอบที่สองและจบการแข่งขันได้สำเร็จ
ส่วนสนามประลองรอบที่สาม… จะเริ่มขึ้นในทันที”
จ้าวอู่เจียงและคนอื่น ๆ ต่างจ้องมองไปที่ประธานตงฟาง หลายคนขมวดคิ้วแน่น โดยเฉพาะคนที่พอจะเดาสถานการณ์ข้างนอกออก ในยามนี้… ยังจำเป็นต้องมีการแข่งรอบที่สามอีกเหรอ?
“ภารกิจของพวกเธอ…” ประธานตงฟางมองกลุ่มเยาวชนมรรคาตะวันออกด้วยแววตาอ่อนโยน “คือการเอาชีวิตรอด
แผนที่ก็คือ… จักรวาลทั้งใบ
ไม่มีกฎเกณฑ์ข้อไหนบังคับทั้งนั้น…”
จ้าวอู่เจียงขมวดคิ้วเข้ม สนามประลองรอบที่สามนี้มันดูสมเหตุสมผลแต่ก็อยู่เหนือความคาดหมาย ทั้งยังดูเหมือนเป็นการออกคำสั่งแบบส่ง ๆ ทว่าเขากลับสัมผัสได้ว่าสถานการณ์ภายนอกน่าจะแย่มาก ภารกิจที่ดูเหมือนตั้งมางู ๆ ปลา ๆ นี้ บางทีอาจจะเป็นคำขอที่จริงใจที่สุดแล้วก็ได้
“ไปกันเถอะเด็ก ๆ ออกไปจากที่นี่ แล้วไปดูโลกในตอนนี้เสีย…” สายตาของประธานตงฟางเหลือบมามองที่จ้าวอู่เจียง ‘บางทีโลกใบนี้ในตอนนี้ อาจจะกำลังต้องการตัวพวกเธออยู่…’
“พวกจ้าวอู่เจียงน่าจะออกมากันแล้วล่ะ”
เซวียนหยวนซวิ่นนั่งอยู่บนเก้าอี้โยก ข้างกายเขามีชายชราคนหนึ่งสวมชุดคลุมโบราณ มีผมและหนวดสีดอกเลาที่ถูกถักเป็นเปียเล็ก ๆ อย่างประณีต เซวียนหยวนซวิ่นหันไปมองชายชราที่กำลังใช้นิ้วเคาะนับตามจังหวะคำนวณตลอดเวลา
“พี่เฟิงฉางอี้ พี่คำนวณเจออะไรอีกงั้นเหรอ?”
ชายชราคนนี้คือ เฟิงฉางอี้ เขาเป็นแพทย์แผนโบราณของมรรคาตะวันออก และยังเป็นผู้สืบเชื้อสายสายตรงของเทพลม พละกำลังที่แท้จริงของเขาน้อยคนนักที่จะล่วงรู้
“จะคำนวณเจออะไรได้อีกล่ะ?” เฟิงฉางอี้ลูบเคราเปียของตนเอง “ก็หนีไม่พ้นคำทำนายสองอย่างนั้นนั่นแหละ…
ไม่รู้เหมือนกันว่าเจ้าหนุ่มจ้าวอู่เจียงจะเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ไหม”
“พี่ส่งคนที่เราไม่รู้จักรุกเข้าไปหาเขาเหรอ?” เซวียนหยวนซวิ่นหยุดโยกเก้าอี้แล้วหันมามองเฟิงฉางอี้
“ไม่ใช่ไม่รู้หรอก แต่พวกนายไม่เคยให้ความสนใจมากกว่า” เฟิงฉางอี้ส่ายหัว “มีเด็กคนหนึ่งจากหย่งเซิงเทคโนโลยี เขาเป็นคนนำคำทำนายสองอย่างนี้ไปให้จ้าวอู่เจียง
คำทำนายหนึ่งคือ ‘เขาเฟิงกู่’ ส่วนอีกคำทำนายคือ ‘เทียนซานตุ้น’ ”
“เขาเฟิงกู่เหรอ?” เซวียนหยวนซวิ่นขมวดคิ้ว ‘คำทำนายที่ว่าความโชคดีอาจกลายเป็นภัย ความคิดดี ๆ อาจล่าช้า ทุกเรื่องมักจะพังพินาศเพราะความรีบเร่งงั้นเหรอ?’
“พี่… คำทำนายนี้กล่อมจ้าวอู่เจียงไม่ได้หรอกนะ เขาไม่ใช่พวกที่ยอมรับความโชคดีแต่โดยดี ในส่วนลึกของใจเขาเป็นพวกดื้อรั้นหัวขบถจะตายไป”
“ถ้าอย่างนั้นมันก็จะกลายเป็นเรื่องผิดพลาดเพราะความใจร้อน และนำภัยมาสู่ตนแทน” แววตาของเฟิงฉางอี้ดูลึกล้ำ “โลกในตอนนี้ มรรคาจากทั้งสามทิศทางต่างพากันเน่าเฟะถึงที่สุดแล้ว เราต้องการใครสักคนมาเขย่ากองโคลนน้ำนิ่งนี่ทิ้งซะ
ฉันใช้คำทำนายเทียนซานตุ้นบอกเขาว่า ตอนนี้เป็นยุคของพวกคนพาล เขาต้องรู้จักถนอมตัว เป็นยอดบุรุษที่ควรถอยก็ต้องถอย เพื่อรอโอกาสที่จะช่วยโลกในภายหลัง
แต่ฉันก็น่าจะลืมนิสัยส่วนตัวของเขาไปจริง ๆ
ในยามที่โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งภัยธรรมชาติและน้ำมือมนุษย์ โลกน่ะต้องการการเปลี่ยนแปลง และตัวจ้าวอู่เจียงเอง… ก็จำเป็นต้องเปลี่ยนด้วยเหมือนกัน”
“โถ่ มันพูดง่ายแต่ทำยากจะตายไป” เซวียนหยวนซวิ่นกอดหัวเอนหลังพิงเก้าอี้แล้วถอนหายใจ “ขนาดฉันกับตาแก่นั่นอายุตั้งเท่าใดแล้ว เคยเปลี่ยนนิสัยตัวเองได้ซะที่ไหน?”
“ก็นายมันอ่อนแอไง นอกจากจูกัดเซี่ยวไป๋แล้ว ในมรรคาตะวันออกนายมันก็เป็นได้แค่ไอ้เบอร์สองตลอดกาล” ในฐานะพี่ชาย เฟิงฉางอี้ต่อว่าน้องชายตัวเองอย่างไม่ไว้หน้า “แถมตำแหน่งเบอร์สองของนายน่ะ ก็ยังจะรักษาเอาไว้ไม่รอดเลย
ไอ้เจ้าจูกัดเซี่ยวไป๋นั่นก็เหมือนกัน อายุขนาดนั้นแล้วยังทำตัวนิสัยเป็นวัยรุ่นอยู่ได้ จะพูดให้ดูดีคือ ‘ไม่เคยลืมอุดมการณ์เดิมที่ตอนเริ่มเข้าสู่เส้นทาง’ แต่ถ้าจะพูดตรง ๆ คือมัน ‘โตไม่รู้จักโต’ ต่างหาก!
จิตวิญญาณ พลังเทพ และร่างกาย ขัดแย้งกันไปหมด ป่านนี้มันถึงได้นอนพะงาบ ๆ อยู่ข้างในนั่นไง ต่อให้ฉันจะรักษาจนมันไม่ตายทันทีในตอนนี้ แต่มันก็ถูกลิขิตมาแล้วว่าจะอยู่ได้อีกไม่นานหรอก”
เซวียนหยวนซวิ่นรีบเอามืออุดหูพร้อมขมวดคิ้ว “หยุดด่าได้แล้วพี่ หยุดพูดเถอะ!”