ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 2009 เหล่าสหายเก่าต่างเจ็บช้ำ
บทที่ 2009 เหล่าสหายเก่าต่างเจ็บช้ำ
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ…”
จูกัดเซี่ยวไป๋นอนอยู่บนเตียงคนไข้ เขายังคงมีรูปลักษณ์ประหนึ่งเด็กหนุ่มเช่นเดิม ทว่าผิวพรรณกลับซีดเซียวอย่างหนักจนไร้สีเลือด เขาปรายตามอง ‘ผู้ดูแล’ ประจำโรงพยาบาลจิตเวชด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกสะท้อนใจ
“ไม่คิดเลยว่าจะได้เจอเธอที่นี่”
“พวกคุณย่าบอกว่ามีคนไข้ ‘หน้าขาว’ ย้ายมาใหม่… แล้วในตึกช่วงนี้ก็ขาดคนพอดี ฉันก็เลยอาสามาดูฝั่งตึกชายเสียหน่อย” ผู้ดูแลคนสวยรินยาต้มร้อน ๆ ที่ปนทั้งน้ำและกากยาลงในแก้ว
“แต่พอฉันเดินมาดู กลับพบว่าที่แท้ก็ไม่ใช่ไอ้หนุ่มหน้าขาวที่ไหน แต่เป็นนาย… จูกัดเซี่ยวไป๋ นายกลับมาตั้งแต่เมื่อไรกัน?”
“แล้วเธอล่ะ กลับมาตั้งแต่เมื่อไร?” จูกัดเซี่ยวไป๋นั้นตกอยู่ในสภาวะเจ็บหนักปางตายมานานแล้ว เขาเดินทางจากยุคสมัยที่เก้าโดยหยิบยืมพลังจากสองศิษย์พี่ศิษย์น้องคู่นั้น เพื่อย้อนกลับมายังยุคสมัยที่แปด เพียงเพราะปรารถนาลึก ๆ ในใจที่ยังมิอาจลบเลือน แม้ภาพลักษณ์ภายนอกของเขาจะดูแข็งแกร่งเพียงใด แต่นั่นก็เป็นแค่การฝืนทนในสภาวะที่น้ำมันในตะเกียงกำลังจะเหือดแห้งเท่านั้น
“ไม่นานมานี้เอง…” ผู้ดูแลสาวผู้มีใบหน้างดงามหมดจดรวบเส้นผมของตนเบา ๆ เธอเผยรอยยิ้มที่อบอุ่นทว่าแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายที่เย็นชาเหนือโลกย์ ท่ามกลางเส้นผมสีดำดุจน้ำตกของเธอนั้น มีรอยผมขาวแทรกซึมอยู่เล็กน้อย
“สำหรับฉัน… ไม่สิ สำหรับพวกเราน่ะ จ้าวอู่เจียงจากไปนานมากแล้ว และเธอก็หายไปนานมากเหมือนกัน…” ดวงตาของจูกัดเซี่ยวไป๋ดูล้ำลึกราวกับก้นบึ้งของบึงน้ำ ความทรงจำในวันวานพรั่งพรูเข้ามาไม่หยุด
“หลังจากสิ้นสุดยุคพลังธาตุไฟสีม่วง ก็เข้าสู่มหาพิบัติครั้งใหญ่ ในปีที่ยี่สิบสามของมหาพิบัติ เธอก็หายตัวไป พวกเราทุกคนพยายามตามหาเธอจนทั่ว นึกว่าเธอ…”
ผู้ดูแลสาวขยับม้วนเส้นผมสวยพลางยิ้มตอบ “นึกว่าฉันตายไปแล้วงั้นเหรอ?
ความจริงมันก็ไม่เชิงหรอก ตอนนั้นพายุลมหนาวเสียดแทงนัยน์ตา พละกำลังเดิมก็ใกล้จะมอดไหม้ การที่สามารถมองเห็นคนใกล้ชิดของจ้าวอู่เจียงมีชีวิตที่ดีและรอดพ้นจากมหาพิบัติมาได้ ก็นับว่าเป็นโชคดีอย่างที่สุดสำหรับฉันแล้ว
ในช่วงปีที่เกิดหายนะนั้น ฉันมีวาสนาได้ช่วยเหลือ ‘คนผู้นั้น’ ไว้ เขาเลยมอบสิ่งที่เรียกว่า ‘เสี้ยวความคิด’ ให้กับฉันหนึ่งอย่าง ฉันถึงได้ย้อนกลับมาที่นี่ ที่ซึ่งมีความคิดถึงของฉันฝังรากลึกอยู่ ฉันแค่อยากกลับมาดูเป็นครั้งสุดท้าย…”
“แค่ก แค่ก…” จูกัดเซี่ยวไป๋ไอเบา ๆ
“ฉันเองก็ต้องอาศัยพลังจากศิษย์น้องทั้งสองของเขาถึงกลับมาได้
การพบกันครั้งนี้ ดูเหมือนว่าเราจะอยู่ในเวลาเดียวกัน แต่ในความเป็นจริง เราต่างถูกคั่นกลางด้วยช่องว่างของเวลาตั้งหลายต่อหลายปี…”
“แล้วหลังจากหายนะครั้งนั้นผ่านไปล่ะ มันเป็นยังไง?” เธอเอ่ยถาม
“ระเบียบจักรวาลถูกจัดหมวดหมู่ใหม่ สรรพชีวิตต้องหลบซ่อนตัว” จูกัดเซี่ยวไป๋ทอดสายตาออกไปไกล “พวกเราเดินทางไปยังที่แห่งใหม่ จนกระทั่งหลายปีผ่านไป หายนะรอบใหม่ก็อุบัติขึ้น ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของทุกชีวิตบนจักรวาลนี้ ส่วนผลลัพธ์จะเป็นยังไง… ฉันก็ไม่ได้เห็นตอนจบของมันหรอก”
“แล้วหลังจากนั้น มีข่าวคราวของอู่เจียงบ้างไหม?” แววตาของเธอสั่นไหวด้วยความอ่อนโยน ในช่วงเวลาที่เธอติดอยู่นั้น ตั้งแตยุคไฟม่วงจนผ่านหายนะมาเนิ่นนาน เธอไม่เคยได้รับรู้ข่าวคราวใด ๆ เกี่ยวกับจ้าวอู่เจียงเลย ราวกับว่าบุรุษผู้นี้ถูกลบเลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์อย่างสิ้นเชิง
จูกัดเซี่ยวไป๋ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะออกมา
“มีสิ ย่อมต้องมีแน่นอน จ้าวอู่เจียงเป็นคนระดับไหนกันล่ะ ท้ายที่สุดเขาก็กลับมา เขาลงมาจากเรือของจางมู่โจว แล้วร่วมมือกับคุณจางมู่โจวและคนผู้นั้น นำพาเหล่าสรรพชีวิตที่เหลือรอดเข้าสู่การต่อสู้ครั้งสุดท้าย”
“ถ้างั้นนายจะย้อนกลับมาที่นี่ทำไม?” ผู้ดูแลจากตึกหญิงถามย้ำ ราวกับยังไม่ค่อยเชื่อคำพูดของเขาเท่าใดนัก
“ฉันน่ะเหรอ? เธอคิดว่าฉันกลับมาทำไมกันล่ะ?” จูกัดเซี่ยวไป๋ย้อนถามน้ำเสียงเซ็ง ๆ
“เธอย้อนมาเพราะอยากเห็นผู้ชายของเธอ ส่วนฉันก็ย้อนมาเพราะอยากจะเห็นแม่นางในดวงใจของฉันเหมือนกันนั่นแหละ… อ๋อ แล้วก็เลยแวะมาดูหน้าสามีของเธอพ่วงไปด้วยไง”
“เรื่องจริงนะ?”
“แน่นอน” จูกัดเซี่ยวไป๋พยักหน้าสำทับ
“เธอก็รู้จักฉันดีนี่นา ว่าคนอย่างฉันน่ะ… เป็นคนที่ไม่ชอบพูดคำโกหกเลยสักครั้ง”
ผู้ดูแลสาวถือหม้อยาแล้วเดินออกจากห้องไปพลางเปรยทิ้งท้าย “อาจจะเป็นแบบนั้นมั้ง… ‘ผู้นำสูงสุดแห่งหอหมื่นสมบัติ สาขาดินแดนหลิงซี ในดินแดนน้ำศักดิ์สิทธิ์ทางใต้’ ผู้นั้น… เป็นคนไม่ชอบพูดโกหกจริง ๆ เสียด้วยสิ…”
“เฮ้อ” จูกัดเซี่ยวไป๋หัวเราะขืน ๆ เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าได้ต้มตุ๋นสหายเก่าคนนี้สำเร็จหรือไม่ เขาพึมพำกับตนเองว่า
“เวลาผ่านไปตั้งหลายปีแล้วนี่ ชื่อเสียงของฉัน… มันยังดูแย่อยู่อีกงั้นเหรอ?”
“เสี่ยวซูออกมาแล้วเหรอ?” เซวียนหยวนซวิ่นมองเห็นประตูห้องคนไข้เปิดออกจึงเอ่ยถาม:
“อาการของตาแก่ไป๋เป็นยังไงบ้าง?”
“เขาฟื้นแล้วล่ะ แต่อาการก็ยังทรงตัวเหมือนเดิม” ผู้ดูแลสาวพยักหน้าให้ผู้เฒ่าทั้งสองอย่างมีมารยาท ก่อนจะก้าวเดินต่อไปยังตึกหญิง
“พูดน้อยจริง ๆ” เซวียนหยวนซวิ่นมองตามแผ่นหลังที่เดินลับตาไปอย่างรวดเร็วแล้วถอนหายใจ
“ฉันยังถามเรื่องอื่นไม่จบเลย…”
“เด็กสมัยนี้ก็ดูจะไม่ค่อยอยากเสวนากับใครเท่าไรหรอก” เฟิงฉางอี้ส่ายหัวเบา ๆ
“ดูท่าจะโดนรสชาติชีวิตขัดเกลาจนความสดใสหายไปหมดแล้วละมั้ง”
“ตอนที่ฉันยังเป็นหนุ่ม ฉันนี่พูดน้ำไหลไฟดับเลยนะ” เซวียนหยวนซวิ่นนึกย้อนถึงวันวาน
“แต่นายในตอนนี้ก็พูดเยอะเหมือนเดิมนั่นแหละ” เฟิงฉางอี้เอ่ยขัดอารมณ์ดราม่าของเซวียนหยวนซวิ่นทันควัน
“เข้าไปดูอาการหน่อยเถอะ ถ้าช่วยให้จูกัดเซี่ยวไป๋มีชีวิตต่อได้อีกสักพักก็นับว่าดีที่สุด แต่ถ้าทำไม่ได้… ก็อย่าให้เขามานอนตายคาโรงพยาบาลเราเลยนะ”
“พี่เฟิงฉางอี้? พูดยังกับคนใจยักษ์ใจมารไปได้” เซวียนหยวนซวิ่นค้อนขวับ
“ทำแบบนี้พวกพ้องเขาเสียความรู้สึกหมดนะ”
“จูกัดเซี่ยวไป๋เองก็คงไม่ได้อยากตายที่โรงพยาบาลนี้หรอก” เฟิงฉางอี้ถลึงตาใส่เซวียนหยวนซวิ่น แก่ปูนนี้แล้วยังจะมาทำตัวเล่นเหมือนเด็ก ๆ อีก
“ฉันรู้แล้วน่า” เซวียนหยวนซวิ่นกระแอมเบา ๆ
“วิญญาณคืนสู่บ้านเกิด ฝังลงสู่พสุธาเพื่อให้สงบใจนั่นแหละคือสิ่งที่ควรเป็น…
ทว่าเขาน่ะตามหามาทั่วแล้ว… แต่กลับยังหาบ้านที่แท้จริงของตัวเองไม่เจอเลยน่ะสิ”