ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 2017 อย่ากลัวไปเลย
“ของป้องกันตัวงั้นเหรอ?”
จ้าวอู่เจียงขมวดคิ้ว เขาใช้ปราณกระบี่ห่อหุ้มของเหลวสีขาวขุ่น นั้นเอาไว้ แล้วขยับเข้าไปใกล้จู๋เสี่ยวหยินอีกนิด
“เหมือนเจ้านี่น่ะหรือ?”
“ใช่ค่ะ” จู๋เสี่ยวหยินพยักหน้าพลางใช้ความคิดอย่างจริงจัง “เหมือนมาก เหมือนสุด ๆ เลย”
“ขอผมดูหน่อยได้ไหม?” คิ้วทรงดาบของจ้าวอู่เจียงขมวดมุ่น ของเหลวสีขาวขุ่นในช่วงท้ายนี้มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเป็น น ้ายาที่คุณพ่อของเจี่ยงเสี่ยวหาว หรือ A2 วางไว้ในร่างกายของ ภรรยาตนเอง เพื่อทดลองว่ามันจะสามารถป้องกันความเสียหายจาก น ้ายาวิวัฒนาการได้หรือไม่
จู๋เสี่ยวหยินยังคงหลับตาอยู่ เธอหันศีรษะไปทางพวกลิลิธก่อนจะ ใบหน้าแดงระเรื่อ:
“คนเยอะเกินไปค่ะ… หนูจะให้พี่ดูแค่คนเดียว แต่ไม่ใช่ตอนนี้
นะ…”
ของป้องกันตัวนั้นถูกวางไว้ในจุดสำคัญที่แนบชิดร่างกายอย่าง ยิ่ง จะให้คนอื่นดูสุ่มสี่สุมห้าได้อย่างไร?
จ้าวอู่เจียงพยักหน้า เรื่องนี้ไม่รีบร้อน เขามองภาพรวมออกแล้ว และตอนนี้ที่นี่ก็คนพลุกพล่าน หมออาวุโสทั้งสองน่าจะกำลังกลับมาที่
ห้องพักคนไข้แล้ว
ก่อนจะมาที่นี่ เขาได้สังเกตผังอาคารของโรงพยาบาลเอาไว้แล้ว เมื่อคำนวณจากผังอาคารและฝีเท้าของทั้งสองคน เขาจึงคาดการณ์ ได้ว่าหมอทั้งสองที่นำอุปกรณ์มาด้วยใกล้จะถึงแล้ว
และก็เป็นไปตามคาด ในอึดใจถัดมา หมอผางก็นำหมอหญิงคน หนึ่งพร้อมกับอุปกรณ์พุ่งพรวดเข้ามาในห้อง
ตามติดมาด้วยหมอฮาวเวิร์ดที่สั่งให้หมอหนุ่มอีกสองคนช่วยกัน เข็นอุปกรณ์ตามเข้ามา
“นี่คือลูกศิษย์ของผมเอง มาจากตระกูลเฉิน ชื่อเฉินชิวเหยา” หมอผางแนะนำให้จ้าวอู่เจียงรู้จักพลางเข็นอุปกรณ์ไปที่เตียงคนไข้ เมื่อเดินมาถึงข้างกายจ้าวอู่เจียงเขาก็ชะงักไปเล็กน้อย
“ขยับเข้าไปใกล้ได้หรือยัง?”
“เชิญครับ” จ้าวอู่เจียงพยักหน้า
หมอหญิงที่ชื่อเฉินชิวเหยามองจ้าวอู่เจียงด้วยความสงสัย ‘คน คนนี้เป็นใครกัน ทำไมแม้แต่อาจารย์ของเธอยังดูเหมือนจะต้องคอย ฟังความเห็นจากเขาแบบนี้?’
‘หน้าตาก็จัดว่าหล่อเหลาดีหรอกนะ แต่ไม่รู้ว่าถ้ากลายเป็นศพ ให้ผ่าพิสูจน์แล้ว จะดูราบรื่นสบายตาเหมือนหน้าตาหรือเปล่า’
“เร็วเข้า ๆ” หมอผางรู้สึกว่าวันนี้ตนเองกำลังจะได้จัดการกับเคส คนไข้ที่สามารถบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์การแพทย์ได้ เขารู้สึก ตื่นเต้นจนร่างกายที่ร่วงโรยดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที เขาตะโกนเรียก ศิษย์ให้รีบมาช่วย
เฉินชิวเหยาก้าวเข้าไปช่วยอาจารย์ของเธอจัดการกับอุปกรณ์
หมอฮาวเวิร์ดพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่มองจ้าวอู่เจียง ตอนนี้ในใจ ของเขามีความรู้สึกสลับซับซ้อนอย่างยิ่ง เขาเดินนำหมอหนุ่มอีกสอง คนผ่านหน้าจ้าวอู่เจียงไปที่เตียงคนไข้ และเริ่มขยับมือจัดการ อุปกรณ์อย่างชำนาญ
หมอผางและหมอฮาวเวิร์ดเริ่มทำการตรวจเช็กอาการของคุณ แม่เจี่ยงเสี่ยวหาวไปพร้อมกัน
คนหนึ่งใช้วิธีจับชีพจรแล้วพบว่าสภาวะที่เคยถูกปิดกั้นเริ่มมีการ ขยับตัว มีสัญญาณของความมีชีวิตชีวาเกิดขึ้น เพียงแต่ยังขาดแรง ส่งเท่านั้น
อีกคนตรวจสอบผ่านอุปกรณ์และพบว่าค่าสถิติต่าง ๆ ในร่างกาย มีความเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อนและกำลังไปในทางที่ดีขึ้น ทว่าใน ขณะเดียวกันอาการก็ดูเหมือนจะเข้าขั้นวิกฤต การดีขึ้นนี้ดูเหมือน จะเป็นเพียงภาวะแสงสุดท้ายก่อนจากไป
“จ้าวอู่เจียง!” หมอฮาวเวิร์ดตวาดออกมาอย่างรุนแรง นิ้วมือที่สั่น เทาชี้ไปทางจ้าวอู่เจียง ทว่าเขากลับไม่สามารถพ่นคำด่าทอออกมา ได้อีก
ถึงแม้ก่อนหน้านี้เขาจะไม่อยากเชื่อแค่ไหน แต่หลังจากเห็นจ้าว อู่เจียงใช้เข็มเงินขับของเหลวสีนั้นออกมา เขาก็รู้สึกว่าจ้าวอู่เจียง อาจจะมีวิธีแก้จริง ๆ
แต่พอตอนนี้มาตรวจสอบผ่านเครื่องมือแพทย์ ผลที่ออกมาทำ ให้เขาฉุกคิดขึ้นมาทันทีว่า วิธีการของจ้าวอู่เจียงอาจจะทำไปเพียง เพื่อให้คุณแม่เจี่ยงเสี่ยวหาวเกิดสภาวะกลับสู่ความรุ่งโรจน์ชั่วคราว ก่อนที่จะถึงแก่ความตายอย่างถาวรหลังจากนั้น
วิธีการที่ดูเหมือนช่วยคนแต่ความจริงแล้วคือการพิพากษา ประหารชีวิตคนไข้แบบนี้ มีให้เห็นอยู่บ่อยครั้งในวงการแพทย์
“เจี่ยงเสี่ยวหาว!” หมอผางไม่สนใจความคิดของหมอฮาวเวิร์ด ในตอนนี้ เขาตะโกนเรียกเจี่ยงเสี่ยวหาวเสียงดัง
เจี่ยงเสี่ยวหาววิ่งกระหืดกระหอบมาที่ข้างเตียงแม่ หมอหญิง ตระกูลเฉินเริ่มลงมือเชื่อมต่อเขากับอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ทันที
ในระหว่างทางมาที่นี่ หมอผางที่เป็นอาจารย์ได้บอกสถานการณ์ คร่าว ๆ ให้เฉินชิวเหยาฟังแล้ว เธอจึงรู้ว่าต้องทำอย่างไรต่อไป
บุคลากรทางการแพทย์ต่างเริ่มขะมักเขม้นวุ่นวาย ส่วนจ้าวอู่ เจียงก็ทำเหมือนไม่ได้ยินเสียงตวาดของหมอฮาวเวิร์ด สมาธิของเขา
ทั้งหมดจับจ้องอยู่ที่สภาวะของคุณแม่เจี่ยงเสี่ยวหาวเพื่อเฝ้าดู สถานการณ์ทุกฝีก้าว
เมื่อเลือดสีแดงฉานค่อย ๆ ไหลผ่านท่อโปร่งแสง มุ่งหน้าไปสู่ หญิงวัยกลางคนที่นอนใบหน้าซีดเผือดอยู่บนเตียงคนไข้ ทว่าใบหน้า ของเธอยังคงหลงเหลือความเมตตาและงดงามอยู่เลือนราง
เสียงจอกแจกจอแจทั้งหมดภายในห้องดูเหมือนจะเลือนหายไป ในพริบตา เหลือเพียงเสียง ‘ตึ๊ด ตึ๊ด’ ของเครื่องมือแพทย์ที่กำลัง ทำงานและเสียงหัวใจที่เต้นรัวของทุกคน
เจี่ยงเสี่ยวหาวในตอนนั้นรู้สึกงุนงงอย่างบอกไม่ถูก เขายืนจ้อง มองทุกอย่างในห้องพักคนไข้อย่างเหม่อลอย เขาเหมือนจะไม่ได้ยิน เสียงของใครอีกเลย มีเพียงเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นดัง ตึ้ก ตึ้ก
แม้แต่ในช่วงเวลาที่เขาต้องขึ้นชกสังเวียนเถื่อนและได้รับ บาดเจ็บสาหัสกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เขาก็ยังไม่เคยได้ยินเสียงหัวใจที่เต้น รุนแรงจนหูแทบดับขนาดนี้มาก่อน
ทุกจังหวะที่หัวใจเต้น บีบเค้นเอาโลหิตที่ร้อนแรงที่สุดในกายให้ ไหลมุ่งหน้าไปสู่จุดที่เขาปรารถนาที่สุด
เขารู้สึกเหมือนเคยได้ยินเสียงที่คล้ายแบบนี้จากที่ไหนสักแห่ง เขาเหมือนจะจำได้แล้ว…
มันคือตอนที่เขายังเด็ก เวลาที่โดนรังแกแล้วมุดเข้าไปหลบใน อ้อมกอดของคุณแม่ เขาจะได้ยินเสียงหัวใจของแม่เต้นแบบนี้
ตึ๊ก… ตึ๊ก…
เหมือนหัวใจกำลังพูดว่า ‘อย่ากลัวไปเลยนะเสี่ยวหาว แม่ยังอยู่ ตรงนี้’
และในตอนนี้ เสียงหัวใจที่เต้นรัวของเขาเองก็ดูเหมือนกำลังจะ พูดว่า ‘อย่ากลัวไปเลยนะแม่ เสี่ยวหาวอยู่ตรงนี้แล้ว’
สีหน้าของเขาเปลี่ยนจากงุนงงเป็นเริ่มซีดเผือด ภาพเงาของ ผู้คนรอบกายที่กำลังขะมักเขม้นเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและดูเลือน ราง ถึงแม้คนจะไม่เยอะ แต่ความรู้สึกกลับเหมือนยืนอยู่ท่ามกลางฝูง ชนที่ถาโถม สายตาของเขายังคงโฟกัสอยู่ที่มารดาเพียงคนเดียว
จนกระทั่งเครื่องมือหยุดส่งเสียงสัญญาณเชื่อมต่อ เจี่ยงเสี่ยวหาว ก็ชะงักไปครู่หนึ่งกว่าจะรู้สึกตัว เขายกแขนค้างไว้ ร่างกายแข็งทื่อไม่ กล้าแม้แต่จะขยับตัว น ้าเสียงของเขาเจือไปด้วยการอ้อนวอนอย่าง สั่นเครือว่า
“ทำไมถึงหยุดเจาะเลือดแล้วล่ะครับ? เอาไปอีก… เอาไปอีกสิ… ผมทนไหว… ผมทนไหวครับ ดูดเลือดไปเพิ่มอีกสิครับ!”