ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 2020 เขาพูดคำว่าขอโทษจริง ๆ ด้วย
เสียง ‘ตึง!’ ดังลั่นไปทั่วระเบียง ศีรษะของเขาแตกจนเลือดโชก ใบหน้า เขาโหยหวนออกมาด้วยความเจ็บปวดขณะล้มพับลงไปกอง กับพื้นด้วยสีหน้าหวาดกลัวพลางตะโกนไม่หยุด
“พวกแกกล้าลงมือกับผมงั้นเหรอ? นี่มันคือการประกาศ สงคราม! ประกาศสงคราม!”
วินาทีถัดมา ราวกับว่าเขาโดนใครบางคนเตะเข้าให้อีกที จนร่าง กระเด็นไปกระแทกผนังอีกฟากหนึ่ง
เงาร่างของจ้าวอู่เจียงหายวับไปจากห้องคนไข้ และไปปรากฏตัว อยู่เบื้องหน้าของคลินต์ ฮาวเวิร์ดในทันที
คลินต์ถูกมรรคาที่มองไม่เห็นบางอย่างตรึงติดไว้กับกำแพง เขา มองจ้าวอู่เจียงด้วยแววตาที่ขวัญหนีดีฝ่อเป็นที่สุด ทว่าเสียงตะโกน กลับดูเหมือนถูกอะไรบางอย่างอุดปากเอาไว้จนส่งเสียงออกมาไม่ได้
จ้าวอู่เจียงสูดลมหายใจเข้าลึก ปรับกระแสอารมณ์และกดความ โกรธให้นิ่งที่สุด ก่อนจะกล่าวออกมาด้วยน ้าเสียงที่ทุ้มต ่าและหนัก แน่นว่า:
“เรื่องการเดิมพันระหว่างมรรคาน่ะ ไม่มีอะไรที่ผมไม่กล้าทำ หรอกนะ! สิ่งเดียวที่ผมไม่มีวันจะทำเด็ดขาด ก็คือการเป็นคนขาย ชาติ หรือเป็นสุนัขรับใช้ของใคร! การที่คุณพยายามชวนผมไปฝั่ง
ตะวันตกแบบนั้น มันคือการพยายามทำลายหัวใจและจิตวิญญาณ ของผมงั้นเหรอ?
แต่เห็นแก่ที่คุณเองก็เพิ่งจะมีส่วนช่วยในการรักษาคุณแม่ของ เจี่ยงเสี่ยวหาวไป และเห็นแก่ที่ที่นี่คือโรงพยาบาลซึ่งเป็นสถานที่ช่วย คนไม่ใช่ที่เข่นฆ่า… ไสหัวไปซะเดี๋ยวนี้!”
จ้าวอู่เจียงตบหน้าคลินต์ ฮาวเวิร์ดอย่างแรงจนอีกฝ่ายกระเด็นไป ไกลและไถลไปกับพื้นจนทิ้งคราบเลือดทางยาวไว้บนพื้นดูน่าเวทนา โดยที่ยังไม่รู้ว่ามีชีวิตอยู่หรือไม่
จากนั้น เขาก็ทำตามคำเตือนที่เคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ด้วยน ้าเสียง ที่เย็นชาว่า:
“ขอโทษทีนะ พอดีลงมือหนักไปนิดนึง คุณอาจจะต้อง… นอน หยอดน ้าข้าวต้มไปอีกนานเลยล่ะ…”
จ้าวอู่เจียงพูดคำว่าขอโทษออกมาก็จริง แต่น ้าเสียงนั้นเย็นยะ เยือกเสียจนสัมผัสไม่ได้ถึงความรู้สึกผิดแม้แต่น้อย
เหตุผลหนึ่งที่เขาลงมือกับหมอฮาวเวิร์ดเป็นเพราะอีกฝ่ายแสดง วาจาไม่เคารพซ ้าแล้วซ ้าเล่า ทว่าเขายังไม่ฆ่าฮาวเวิร์ดทิ้งก็เพราะเห็น ว่าที่นี่คือโรงพยาบาล
สำหรับเขา โรงพยาบาลคือสถานที่สำหรับช่วยคนไม่ใช่ที่สำหรับ เข่นฆ่า
โดยเฉพาะตัวเขาเองก็มีฐานะเป็นหมอเช่นเดียวกัน
หมอฮาวเวิร์ดร้องโอดครวญพลางพยายามจะตะเกียกตะกายลุก ขึ้น แต่ร่างกายกลับดูเหมือนจะถูกสูบพละกำลังไปจนสิ้นจึงไม่ สามารถขยับเขยื้อนได้
หมอหนุ่มสองคนที่ติดตามฮาวเวิร์ดมาในห้องพักคนไข้วิ่งเหยาะ ๆ ออกมาด้วยสีหน้าหวาดหวั่น พวกเขาพยายามเดินหลบเลี่ยงผ่าน ข้างกายจ้าวอู่เจียงอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ แล้วรีบตรงเข้าไปหาหมอฮาว เวิร์ดเพื่อช่วยกันตรวจสอบอาการเบื้องต้น จากนั้นจึงช่วยกันยกตัว หมอฮาวเวิร์ดขึ้นเปลหามแล้วเข็นออกไปยังอีกห้องหนึ่งอย่างรีบเร่ง
จ้าวอู่เจียงสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะเดินกลับเข้าห้องพักคนไข้ เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาของทุกคนที่จ้องมองมา เขาก็ระบายรอยยิ้มที่
แฝงไปด้วยความขมขื่นออกมาเล็กน้อย
“ขอโทษครับที่ทำให้ตกใจกัน…”
จ้าวอู่เจียงรู้ซึ้งถึงสภาวะของตนเองในตอนนี้ดีว่ามันไม่ใช่เรื่อง ปกติเหมือนภาพที่แสดงออกมาภายนอก
การที่เขาลงมือนั้น นอกจากความปากเสียของหมอฮาวเวิร์ดแล้ว ยังเป็นเพราะหัวใจเขากำลังแบกรับเพลิงโทสะเอาไว้ และบังเอิญ เหลือเกินที่หมอฮาวเวิร์ดดันมากระตุกกองเพลิงลูกนี้เข้า
เหตุการณ์ต่าง ๆ ภายในโลกขนาดเล็กในร่างของชื่อมู่จื่อทำให้ สภาวะจิตใจของเขาปั่นป่วนไม่หยุด
เขาเคยนึกว่าพบเจอยารักษาที่จะช่วยต่อลมหายใจให้เสี่ยวไป๋ และปลุกหลินหลางให้ตื่นขึ้นมาได้แล้ว แต่ยาก้อนนั้นกลับต้องใช้ เวลายาวนานในการกลั่นหลอม ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่สามารถทำเสร็จได้ใน ระยะเวลาอันสั้น
เขาเคยนึกว่าหลังจากฆ่าศัตรูตัวฉกาจอย่างเหลยเซินต้าได้แล้ว ภยันตรายทั้งหลายจะสิ้นสุดลง และจิ้งเอ๋อร์ก็จะปลอดภัย…
ทว่าการปรากฏตัวของ A1 กลับทำให้จิ้งเอ๋อร์ที่อยู่ในสภาพดวง จิตหลักต้องย้อนคืนสู่สภาวะเริ่มแรก กลายเป็นเพียงวิญญาณที่ต้อง หวนกลับมาอาศัยอยู่ในร่างกายของเขาอีกครั้ง
เขาเคยนึกว่าหลังจากออกมาจากโลกขนาดเล็กแล้ว เขาคงต้อง ไปอธิบายเรื่องความแค้นระหว่างเขากับสุ่ยเหลียงรวมถึงสาเหตุที่เขา ลงมือให้สุ่ยปิงเอ๋อร์ฟัง…
แต่ A1 กลับจัดการปัญหานั้นให้ “แทน” เขา ด้วยการกวาดล้าง ตระกูลสุ่ยจนพินาศ แม้แต่สุ่ยตงคนสุดท้ายก็ยังถูกปลิดชีพลงโดยที่
เขาไม่ทันได้เอ่ยคำอธิบายใด ๆ ต่อหญิงสาวผู้บริสุทธิ์ที่รักเขาคนนั้น และจากนี้ไปเขาก็จะไม่มีโอกาสได้อธิบายอีกแล้ว…
ความรู้สึกนี้มันเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าการทะเลาะวิวาทหรือการเกิด ความกินแหนงแคลงใจต่อกันเสียอีก
ว่ากันว่าความเสียดายมักจะติดตัวคนเราไปตลอดชีวิต ทว่า ตอนนี้ความเสียดายมากมายเหล่านั้นกลับถาโถมรัดพันตัวเขาใน ช่วงเวลาสั้น ๆ
แถมเขายังต้องรับมือกับการจับจ้องของ A1 โดยที่เขายังไม่รู้เลย ว่าอีกฝ่ายต้องการจะทำอะไรกันแน่ จะใช้เขาเป็นเพียงภาชนะจริง ๆ หรือเปล่า? หรือว่ากำลังวางแผนอย่างอื่นกันแน่?
เขาไม่รู้อะไรเลย
เขาทำอะไร A1 ไม่ได้ด้วยซ ้า เพราะเมื่อเทียบกับตัวตนที่ทรงพลัง อย่าง A1 แล้ว ความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ไม่ได้อยู่ในระดับ เดียวกันเลยสักนิด
รั้นอยากงัดต้นไม้คือน ้าใจของพวกมดปลวก แต่การจะไปงัดมัน จริง ๆ นั่นแหละคือความโง่เขลา
หากไม่ใช่เพราะ A1 มีแผนบางอย่างและเลือกที่จะออมมือไว้ให้ เขา ป่านนี้เขาอาจจะถูกลบหายไปจากโลกนี้แล้วก็ได้
ความรู้สึกเสียดายที่กัดกินใจ ผสมโรงกับความรู้สึกเล็กกระจ้อย ร่อยและไร้กำลัง ส่งผลให้กองเพลิงในใจเขายิ่งลุกโชนรุนแรงภายใต้ การบีบคั้นที่อึดอัด
ในตอนนี้เขาเปรียบเสมือนระเบิดที่พร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ ภายนอกดูสงบราบเรียบ ทว่าสภาวะจิตใจผันผวนยุ่งเหยิงมาเนิ่นนาน แล้ว
“ฮาวเวิร์ดสมควรโดนแล้วล่ะ” หมอผางมองจ้าวอู่เจียงด้วยแววตา ที่ล ้าลึก เขาเพิ่งได้สัมผัสถึงแรงกดดันอันมหาศาลจากตัวของจ้าวอู่ เจียงเมื่อครู่ ช่างไม่เสียแรงที่เป็นคนที่ท่านหมอเฟิงกำชับให้เจี่ยงเสี่ยว หาวไปตามหามาด้วยตนเองจริง ๆ
เขาให้สัญญาณให้เฉินชิวเหยาสนใจงานตรงหน้าต่อไป ก่อนจะ หันมาส่งยิ้มที่ใจดีให้กับจ้าวอู่เจียง
“ที่จริงฉันก็อยากจะตบสั่งสอนเขามานานแล้วเหมือนกัน! ในเมื่อ เขาทำผิดจรรยาบรรณแพทย์อยู่บ่อยครั้ง การที่คุณช่วยสั่งสอนให้ แบบนี้มันดีแล้วล่ะ! ตามประสาคนรุ่นใหม่อ่ะนะ เลือดร้อนกันเป็น ธรรมดา ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอก”
ลิลิธหรี่นัยน์ตาสีแดงคู่สวยของเธอ ในฐานะที่เคยอยู่ในตำแหน่ง สูงอย่างธิดาเทพในศาสนจักรแห่งแสงสว่าง เธอรู้ดีว่าควรจัดการกับ สถานการณ์ตรงหน้าอย่างไร เรื่องพื้นฐานของการปฏิบัติตัวในสังคม นั้นเป็นของกล้วย ๆ สำหรับเธออยู่แล้ว
เธอเดินตรงเข้าหาจ้าวอู่เจียง เมื่อผ่านตัวเจี่ยงเสี่ยวหาวก็ยิ้มให้ พร้อมพูดว่า
“เจี่ยงเสี่ยวหาว หากมีอะไรให้ช่วยอีกก็บอกได้เลยนะ ถือเสียว่า จ้าวอู่เจียงคือคนกันเองของคุณ…”
เจี่ยงเสี่ยวหาวอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจความหมายและรีบโค้ง กายคารวะให้จ้าวอู่เจียงอย่างนบนอบ: “เท่านี้ก็ซาบซึ้งใจจนไม่รู้จะ ขอบคุณยังไงแล้วครับ ผมจะคอยดูแลแม่จนกว่าท่านจะฟื้นขึ้นมาเอง”
“งั้นพวกเราขอตัวไม่รบกวนก่อนแล้วกัน หวังว่าคุณแม่ของคุณ จะฟื้นขึ้นมาเร็ว ๆ นะ คอยรับข่าวดีอยู่นะจ๊ะ” ลิลิธเดินไปพร้อมกับเอลิ ซาและจู๋เสี่ยวหยิน พวกเธอเดินเข้าไปขนาบข้างจ้าวอู่เจียง ลิลิธเอื้อม มือมาควงแขนจ้าวอู่เจียงไว้พลางส่งยิ้มละมุนที่แฝงไปด้วยความ หยอกล้อ
“รู้อยู่ว่าเสียมารยาทแล้วยังไม่ยอมไปอีก? ไปกันเถอะ เราไปหาที่
นั่งพักข้างนอกกันดีกว่า”
“ไปกันเลย!” จู๋เสี่ยวหยินสะบัดมือออกจากลิลิธแล้วอ้อมมาเกาะ แขนอีกข้างของจ้าวอู่เจียงพลางกึ่งลากกึ่งจูงออกไป “ไปทำตัวเล็ก กันดีกว่า!”
จ้าวอู่เจียงหลุดขำออกมาด้วยความเอ็นดู เขาจึงถูกสองสาวลาก ให้เดินออกไปข้างนอกด้วยกัน
“วัยรุ่นสมัยนี้นี่นะ” หมอผังเจี้ยนกั๋วส่ายหัวยิ้ม ๆ:
“เลือดลมพลุ่งพล่านกันดีจริง ๆ แถมยังกล้าแสดงออกอีกด้วย เรื่องจะไปมีลูกกันนี่ ถึงกับกล้าพูดออกมากลางวงแบบไม่อายเลยงั้น เหรอ?”