ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 2021 สองวิชามหาลับ มวลอัคนีในห้วงจิต
จ้าวอู่เจียงทั้งสี่คนเดินออกมาจากห้องพักคนไข้ เอลิซาช่วยปิด ประตูห้องตามหลังอย่างเบามือ
ลิลิธเพิ่งจะหันไปถามจู๋เสี่ยวหยินที่เดินอยู่ข้าง ๆ ด้วยรอยยิ้มว่า
“เจ้ารู้ไหมว่า ‘เกิด’ ที่เจ้าพูดหมายถึงอะไร? ถึงได้กล้าพูดออกมา ต่อหน้าทุกคนตรง ๆ แบบนั้น?”
“ไม่รู้สิ” จู๋เสี่ยวหยินส่ายหัวพลางตอบด้วยน ้าเสียงจริงจัง
“ในเมื่อพวกพี่เกิดได้ หนูก็ต้องเกิดได้สิ อีกอย่างท่านพ่อบอกว่า ขอแค่ในใจไม่รู้สึกละอาย ก็ไม่มีคำพูดไหนที่พูดไม่ได้ คิดอะไรก็พูด ออกมาเถอะ”
“พ่อเจ้าพูดถูกแล้วล่ะ” ลิลิธหัวเราะคิกคัก
“แต่ถ้าพ่อเจ้ารู้ว่าวันนี้เจ้าไปพูดแบบนั้นกับจ้าวอู่เจียง เขาคง เสียใจแน่ ๆ ที่สอนเรื่องพวกนั้นให้เจ้า”
“ไม่มีทางหรอก” จู๋เสี่ยวหยินขยับใบหน้าบึ้งตึงเล็ก ๆ
“ท่านพ่อเป็นคนดีมากเลยนะ หนูเคยเล่าให้จ้าวอู่เจียงฟังไปแล้ว ท่านยังเคยบอกอีกว่า อย่าได้นึกเสียใจภายหลังกับการตัดสินใจของ ตัวเอง
เพราะนั่นคือ… คือสิ่งที่เป็นไปได้ และเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุด เท่าที่ตัวเราใน ‘ตอนนั้น’ จะนึกคิดได้แล้ว…
ต่อให้ภายหลังจะพบว่ามีบางอย่างผิดพลาด… แต่มันก็ไม่ได้ แปลว่าในตอนนั้นเราทำผิด! เราไม่ควรใช้มุมมองในอนาคตไปตัดสิน การกระทำในปัจจุบัน เพราะเราทุกคนต้องใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน”
“อายุแค่นี้ แต่มีเหตุผลลึกซึ้งไม่เบาเลยนะ” นัยน์ตาสีแดงของลิ ลิธเป็นประกายวาบขณะส่งยิ้มบาง ๆ แล้วหันไปมองจ้าวอู่เจียง
คำพูดของจู๋เสี่ยวหยินช่างประจวบเหมาะเหลือเกิน การมีชีวิตอยู่ ในปัจจุบันและทำหน้าที่ตามสถานการณ์นั้น ๆ โดยไม่จำต้องจมปลัก อยู่กับความทุกข์ระทม นั่นคือสิ่งที่ทำได้อย่างไร้ทางเลี่ยง คือเรื่อง จำเป็น คือสิ่งที่มั่นคงที่สุด และเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดเท่าที่คนคน หนึ่งจะทำได้ในเวลานี้แล้ว…
ความสมบูรณ์แบบเป็นเพียงความปรารถนาในส่วนลึกของหัวใจ ที่เกิดจากการหวนกลับไปทบทวนอดีต หากมองย้อนกลับมาใน ปัจจุบัน ไม่มีคำว่าสมบูรณ์แบบหรอก มีเพียงจุดบกพร่องและความ ผิดพลาดเท่านั้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนหลีกเลี่ยงไม่ได้
จงอย่าเอาแต่โทษตัวเองจนบั่นทอนกำลังใจของตัวเองเลย
“นี่คือสิ่งที่ท่านพ่อสอนหนูมาเชียวนะ” จู๋เสี่ยวหยินเชิดหน้าขึ้น อย่างภูมิใจพลางเอาหัวมาซุกไซ้ที่แขนของจ้าวอู่เจียงอย่างร่าเริง
ทั้งสี่คนเดินทอดน่องผ่านทางเดินยาวจนมาถึงห้องโถงใหญ่ เสียงจอกแจกจอแจของผู้คนก็ดังแว่วเข้ามาทันที
ทว่าเสียงรบกวนเหล่านั้นกลับไม่ใช่ความหนวกหู แต่มันคือเสียง กระซิบกระซาบเบา ๆ ของเหล่าผู้คนที่มาตามหาทางรักษามรรคา มัน กลายเป็นเสียงพร่ามัวที่โอบล้อมหัวใจของจ้าวอู่เจียงเอาไว้
เขาถูกลิลิธดันตัวให้นั่งพิงลงบนม้านั่งตัวยาวตัวหนึ่ง
จู๋เสี่ยวหยินเอนศีรษะซบที่ไหล่ขวา ลิลิธซบไหล่ซ้าย ส่วนเอลิซา ก็ซบลงที่ไหล่ของลิลิธต่ออีกทอด หญิงสาวทั้งสามดูผ่อนคลาย สงบ นิ่ง และดูเปี่ยมไปด้วยสันติ
ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ได้ส่งผ่านมาถึงตัวเขาเช่นกัน
หัวใจและจิตวิญญาณที่เคยตึงเครียดและแข็งทื่อของจ้าวอู่เจียง พลันลดทอนความดุดันลง เขาผ่อนคลายกล้ามเนื้อลงบ้างพลาง แหงนหน้าพิงพนักม้านั่งและระบายลมหายใจออกมาอย่างยาวเหยียด
ห้องโถงยังคงมีผู้คนเดินผ่านไปมาไม่ขาดสาย บ้างก็แสดงความ ดีใจ บ้างก็ทุกข์ระทม ก้าวเดินที่เร่งรีบและเนิบช้าสลับกันไป ท่ามกลางความวุ่นวายนั้นพวกเขาทั้งสี่กลับนั่งอยู่อย่างเงียบสงบ จน จ้าวอู่เจียงเผลอหลับตาลงและหลับไปตอนไหนไม่รู้
ศีรษะของเขาเอียงไปซบลงบนศีรษะของลิลิธ
เส้นผมสีขาวบริสุทธิ์ของลิลิธคลอเคลียอยู่ข้างแก้มของเขา ลม หายใจเข้าออกเป็นจังหวะสม ่าเสมอ เขาไม่ได้ลืมตาขึ้นมาอีก
“หลับไปแล้ว…” ลิลิธยิ้มมุมปากและกระซิบบอกเอลิซาเบา ๆ
เธอแสดงสีหน้าภาคภูมิใจออกมาเล็กน้อย
“คนอย่างจ้าวอู่เจียงน่ะต้องใช้ลูกอ้อน ดูภายนอกอาจจะเป็นชาย ชาตรีผู้ยิ่งใหญ่ แต่ความจริงก็คือเด็กคนนึงนั่นแหละ”
เอลิซาเหลือบมองจ้าวอู่เจียงด้วยแววตาที่อ่อนโยน เธอชอบ บรรยากาศในตอนนี้เหลือเกิน ที่ไหนที่สบายใจที่นั่นก็เปรียบเสมือน บ้าน และตอนนี้เธอเองก็ได้มีครอบครัวใหม่อีกครั้งแล้ว
คำพูดที่ลิลิธเคยใช้ปลอบประโลมจ้าวอู่เจียงที่จุดจำศีลในตัวของ ชื่อมู่จื่อก่อนหน้านี้ ความจริงแล้วมันก็ได้ช่วยปลอบโยนเธอไปด้วย เช่นกัน เรื่องในอดีตผ่านไปแล้ว จ้าวอู่เจียงได้มิตรสหายใหม่ และตัว เธอเอลิซาก็มีครอบครัวใหม่
จู๋เสี่ยวหยินก็ผลอยหลับตามไปเช่นกัน เธอซบอยู่ที่ไหล่ของจ้าว อู่เจียงพลางเอียงศีรษะไปทางลิลิธ ใบหน้าเยาว์วัยที่น่ารักนั้นช่างดู งดงามราวกับช่วงเวลาที่แสนสงบและงดงาม
ความจริงแล้วเธอเองก็ไม่ทันสังเกตเห็นสาเหตุที่แท้จริงที่เธอต้อง คอยติดตามจ้าวอู่เจียง มันไม่ใช่เพื่อต้องการผลแห่งมรรคาอย่างที่
อ้างเอาไว้ในตอนแรกหรอก
เธอไม่ได้ตระหนักเลยว่า เหตุผลสำคัญที่ดึงดูดเธอให้เข้าหาจ้าว อู่เจียงนั้น คือสิ่งที่ท่านพ่อของเธอเคยบอกเอาไว้
ในตัวของจ้าวอู่เจียงนั้น มี ‘มวลอัคนี’ อัดแน่นอยู่มากมาย
‘ไฟแค้น’… เพลิงพิโรธจากการไม่ยอมแพ้
‘ไฟในใจ’… มิติเปลวเพลิงแห่งจิตใจจากการไม่ยอมสยบ
‘แรงศรัทธา’… เปลวเพลิงจากพลังศรัทธาที่เป็นนิรันดร์ไม่ดับสูญ
เผ่าพันธุ์จู๋ จู๋จิ่วหยิน ในสมัยโบราณคือเทพเจ้าภูเขา ซึ่งย่อมเคย ได้รับพลังศรัทธาเช่นกัน
แต่ทว่าเมื่อกาลเวลาไหลผ่าน พลังศรัทธาในโลกก็น้อยลงเรื่อย ๆ ยิ่งมาถึงยุคแห่งเทคโนโลยีเช่นปัจจุบัน มรรคาตะวันออกก็แทบไม่มี พลังศรัทธาหลงเหลืออยู่มากนัก สิ่งที่ยังพอมีเหลืออยู่บ้างก็ไม่ได้เป็น ของเผ่าจู๋จิ่วหยิน แต่มักจะเป็นสิ่งที่เกี่ยวกับความรักและการขอเงิน ทองเสียมากกว่า
ท่านพ่อเคยบอกเธอว่า การบรรลุเทพด้วยแรงศรัทธาสามารถ สร้างร่างจำแลงเทพที่นิรันดร์ไม่ดับสูญได้
และในโลกนี้ก็ยังมีวิชาจุติเซียน ที่ทำให้คนเราจุติได้เพียงก้าว เดียวจนถึงจุดสูงสุดซึ่งเป็นนิรันดร์ได้เช่นกัน
ทว่าไม่ว่าจะเป็นการบรรลุเทพด้วยแรงศรัทธา หรือวิชาจุติเซียน ที่เป็นความลับสวรรค์ระดับสูงทั้งสองสายนี้ ต่างก็อันตรธานหายไป พร้อมกับกาลเวลาจนหมดสิ้น จนบัดนี้โลกไม่อาจค้นหาหลักฐานที่
แท้จริงได้อีกต่อไปแล้ว
คนทั้งสี่อยู่อย่างสงบ
แสงสีทองยามอาทิตย์อัสดงสาดส่องลงบนลานด้านนอก ส่อง ผ่านบานกระจกเข้ามายังห้องโถงใหญ่
ชายชราผู้หนึ่งที่มีเคราถักเป็นเปียเล็ก ๆ เดินเยื้องกรายอย่างไร้ เสียง สองมือกุมไว้ที่หลังขณะก้าวเดินผ่านห้องโถง
บุคลากรทางการแพทย์ภายในโรงพยาบาลเมื่อพบเห็นชายชรา ผู้นี้ ต่างก็พากันโค้งคำนับด้วยความเคารพพร้อมเอ่ยคำว่า ‘ท่านหมอ เฟิง’
ชายชราผู้นี้คือกูรูผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในวงการแพทย์แห่งดาว เทียนซื่อนั่นคือ เฟิงฉางอี้ และยังเป็นสายเลือดบริสุทธิ์ของเทพลมที่
แทบจะไม่มีใครล่วงรู้อีกด้วย
เมืองซวิ่นเฟิงนั้นมีขนาดไม่ใหญ่โตนัก แต่การที่เมืองเล็ก ๆ จะมี ยอดศิษย์แพทย์ผู้ยิ่งใหญ่สถิตอยู่นั้นไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะนี่คือดาว เทียนซื่อ หนึ่งในดวงดาวที่ทรงพลังที่สุดของมรรคาตะวันออก ที่ดิน ที่นี่ทุกตารางนิ้วมีค่าราวกับทองคำ แม้จะเป็นเพียงเมืองเล็ก ๆ แต่ก็ นับว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ
เฟิงฉางอี้เพิ่งเสร็จสิ้นการวินิจฉัยอาการล่าสุดของจูกัดเซี่ยวไป๋ และพูดคุยกันได้สักพัก ในเวลานี้เขาจึงเดินทอดน่องออกมาด้วย ท่าทางเนิบช้า
เขาสังเกตเห็นพวกจ้าวอู่เจียงทั้งสี่คนพลันขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะระบายยิ้มอย่างอ่อนโยนแล้วเดินผ่านพวกเขาไปโดยไม่ได้ หยุดทักทาย
หมายเลขสามสิบสามของจ้าวอู่เจียงนั้นไม่ใช่หมายเลขที่สุ่ม ตั้งขึ้นมาส่ง ๆ