ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 2022 กระดากปากบ้างไหม?
ในคำพยากรณ์สองอย่างที่เขามอบให้จ้าวอู่เจียง หนึ่งในนั้นคือ วิชาเทียนซานตุ้น ซึ่งในตำราการทำนายก็อยู่ในอันดับที่สามสิบสาม พอดี นี่คงนับว่าเป็นโชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้แล้วของจ้าวอู่เจียง
‘คำพยากรณ์นี้ สัญลักษณ์บนคือสวรรค์ สัญลักษณ์ล่างคือภูเขา สื่อถึงภูเขาที่ตั้งตระหง่านอยู่ใต้ท้องฟ้าอันกว้างไกล สวรรค์นั้นสูงล ้า และภูเขาก็แสนห่างไกล นี่คือภาพลักษณ์ของคำทำนายเทียน ซานตุ้น’
‘ซึ่งคำทำนายนี้สื่อถึงเรื่องร้าย!’
‘สิ่งที่ควรทำคือค่อย ๆ ให้ทุกอย่างหยุดชะงักลง เนื่องจากอาจถูก รบกวนหรือขัดขวางโดยแผนการร้ายหรือคนพาล จึงจำเป็นต้องปลีก วิเวกชั่วคราวเพื่อซ่อนเร้นและสั่งสมกำลัง’
‘แม้ในห้วงคำนึงอยากจะก้าวไปข้างหน้า แต่สภาวะร่างกาย ในตอนนี้นั้นยังทำไม่ได้’
ด้วยเหตุนี้จ้าวอู่เจียงจึงต้องการความนิ่งสงบ เขาจำต้องระงับ ความอวดดีในใจลงเพื่อให้ตนเองสงบนิ่งที่สุด
สิ่งที่เขาเห็นในตอนนี้ คือความสงบสุขที่ทั้งสี่คนได้รับร่วมกัน ช่างเป็นภาพที่ดีไม่น้อย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะจ้าวอู่เจียงเข้าใจคำทำนาย นี้ด้วยตัวเอง หรือมีคนใกล้ตัวคอยช่วยตักเตือน หรืออาจจะเป็นเพราะ พรหมลิขิตจากทั้งสองอย่าง?
สองมือที่กุมอยู่ข้างหลังของเฟิงฉางอี้คอยขยับปลายนิ้วคำนวณ อยู่ตลอดเวลา สุดท้ายเขาก็ส่ายหน้าและถอนหายใจออกมา น่า เสียดายที่แม้จ้าวอู่เจียงอยากจะอยู่อย่างสงบ แต่สถานการณ์อาจจะ ไม่เอื้ออำนวยให้ทำได้ตามใจต้องการ
‘ต้นไม้อยากจะหยุดนิ่ง แต่สายลมยังพัดไม่หยุด ยิ่งตอนนี้พายุ กำลังก่อตัวครั้งใหญ่เสียด้วย’
หลังจากถอนหายใจ เขาก็เหลือบมองไปนอกโรงพยาบาล ร่าง ร่างหนึ่งเดินก้าวผ่านแสงอาทิตย์อัสดง เงาที่ทอดยาวนั้นดูราวกับดาบ พิฆาตเล่มยักษ์ที่กำลังถูกลากเข้ามาในโถงอาคาร
ร่างนั้นมีปีกคู่หนึ่งงอกออกมา ปีกสีขาวบริสุทธิ์ขยับไหวไปมา ส่ง กลิ่นอายแห่งความศักดิ์สิทธิ์กระจายออกไปทั่วบริเวณ
บรรดาคนไข้ในโถงต่างมองดูร่างนั้นด้วยความฉงน ก่อนที่จะมี คนร้องอุทานขึ้น:
“เทวทูตงั้นเหรอ?”
“พระเจ้า นั่นคือเทวทูตจริง ๆ หรือนี่? ปีกดูศักดิ์สิทธิ์มากเลย แต่ ว่า…”
“ทำไมหน้าตาถึงดู… น่ากลัวแบบนั้นล่ะ?”
เทวทูตในปากของคนไข้นั้น มีใบหน้าไม่ได้งดงามอย่างที่คนทั่ว โลกจินตนาการไว้ และไม่มีส่วนไหนที่เรียกว่าธรรมดาเลยสักนิด
ร่างกายนั้นดูเหมือนมนุษย์ที่พันด้วยผ้าขาว แต่บนใบหน้ากลับไม่มี จมูก มีเพียงสามดวงตาและปากเพียงช่องเดียวเท่านั้น
ในมือของเทวทูตถือคทาสีเงินที่ส่องแสงระยิบระยับ บนใบหน้าที่
เต็มไปด้วยขนสีขาวนั้น ดวงตาสีเลือดขนาดใหญ่สามดวงสแกนมอง ไปทั่วกลุ่มผู้คน และล็อกเป้าหมายไปที่จ้าวอู่เจียงที่กำลังหลับตา พักผ่อนอย่างเงียบสงบในทันที
“จ้าวอู่เจียง!” เทวทูตสะบัดปีกร่อนลงมาใกล้ ๆ อย่างรวดเร็ว น ้าเสียงนั้นดูแหบพล่าและปั่นป่วน ราวกับมีดวงวิญญาณผีพร ่าบ่น นับไม่ถ้วนซ้อนกันอยู่
จ้าวอู่เจียงลืมตาขึ้นมา เขาในฐานะผู้ฝึกยุทธ์รับรู้ได้ถึงจิตสังหาร ที่แผ่ออกมาในทันที จึงใช้แขนซ้ายโอบรัดเอลิซาและลิลิธเพื่อปกป้อง พวกเธอเอาไว้
จู๋เสี่ยวหยินเองก็สะดุ้งตื่นขึ้นเช่นกัน เธอฝันไปตั้งนานแสนนาน ทว่ายังไม่ทันจะได้ลำดับเหตุการณ์ในความฝัน ดวงตาที่ยังหลับพริ้ม อยู่นั้นก็หันมุ่งหน้าไปหาต้นตอของจิตสังหารในทันที
พัดลมที่เกิดจากการกระพือปีกของเทวทูตม้วนตลบไปทั่วห้อง โถงใหญ่ แต่ที่แปลกประหลาดคือลมนั้นกลับไม่สร้างความเสียหาย แก่ผู้คนหรือเครื่องมือทางการแพทย์แม้แต่นิดเดียว ซึ่งเทวทูตเองก็ ไม่ได้แปลกใจนัก เพราะมันรู้ดีว่าที่นี่คงมีมรรคาตะวันออกลึกลับ
บางอย่างคอยสะกดเอาไว้อยู่ เพื่อไม่ให้ตัวมันทำร้ายผู้บริสุทธิ์ได้ ตามใจชอบ
มันหยุดอยู่ตรงหน้าจ้าวอู่เจียงในระยะประมาณหนึ่งจาง ดวงตา สามดวงจ้องเขม็งไปที่จ้าวอู่เจียงด้วยโทสะ
“เมื่อพบเจอข้า เจ้าควรจะคุกเข่าลงทันที ไม่ใช่มานั่งนิ่งอยู่อย่าง นี้ และพวกเจ้าทั้งสองคนด้วย พวกคนทรยศต่อศาสนจักรแห่งแสง สว่าง ควรค่าแก่การถูกไฟศักดิ์สิทธิ์แผดเผาให้สิ้นซาก”
จ้าวอู่เจียงยังไม่รู้แน่ชัดว่าผู้มาเยือนต้องการอะไรกันแน่ แต่ที่
ชัดเจนก็คือผู้มาเยือนมาพร้อมเจตนาร้ายอย่างไม่ต้องสงสัย
ดวงตาของเขามีประกายทัณฑ์สายฟ้าแลบผ่านวูบหนึ่ง ก่อนจะ กล่าวด้วยน ้าเสียงที่เย็นยะเยือก
“ที่นี่คือโรงพยาบาล ถ้าป่วยก็ไปรับบัตรคิวซะ”
“พวกมรรคาชั้นต ่าน่ะควรไปอ้อนวอนเทพเจ้าซะ เพราะมีเพียง เทพเจ้าเท่านั้นที่จะปกป้องชีวิตพวกแกได้!”
เทวทูตใช้คทาเงินที่เปี่ยมไปด้วยแสงสว่างชี้ไปที่จ้าวอู่เจียง พลัง อำนาจที่แผ่ออกมานั้นน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง:
“ส่วนเจ้าคือผู้ทรยศต่อเทพเจ้าที่น่ารังเกียจ เช่นเดียวกับพวกผู้ โง่เขลาเหล่านี้ ทั้งหมดควรค่าแก่ความตาย”
“กระดากปากบ้างไหม?” ไฟพิโรธที่ถูกสะกดไว้ในใจของจ้าวอู่ เจียงปะทุขึ้นมาอีกครั้ง เขาเอ่ยขึ้นด้วยความรำคาญใจ
“มีธุระอะไรก็ว่ามา ถ้าไม่มีก็ไสหัวไป!”
ความจริงจ้าวอู่เจียงไม่ได้รู้จักเจ้าตัวประหลาดนี่เลยสักนิด แต่ จากคำพูดที่ได้ยิน เขาก็เดาได้ทันทีว่าน่าจะมีความเกี่ยวข้องกับศา สนจักรแห่งแสงสว่างแน่นอน
“ดีมาก ผู้ทรยศต่อเทพเจ้า… เจ้าทำให้ข้าโกรธแค้นจริง ๆ!” เทว ทูตแผ่ขยายปีกออกจนกลายเป็นเทวทูตแปดปีก มันลอยตัวขึ้นสู่ ท้องฟ้าเพื่อแสดงพลังอำนาจเหนือจ้าวอู่เจียง แสงจากคทาเงินเริ่ม ควบแน่นรุนแรงขึ้น
ทว่าก่อนที่เทวทูตจะได้ลงมือ วินาทีถัดมา ร่างของมันกลับถูก แรงกระแทกจนกระเด็นออกไปทางด้านหลัง กระแทกเข้ากับกระจก เสียงดังสนั่น และที่น่าประหลาดคือกระจกแหลมคมเหล่านั้นกลับ สามารถแทงผ่านผิวหนังอันแข็งแกร่งของมันได้ในพริบตา
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง เฟิงฉางอี้ก็ได้ยืนอยู่ตรงหน้าของมันแล้ว
“ก่อนที่เจ้าจะเดินทางมาถึงที่นี่ เทพเจ้าของเจ้าไม่ได้บอกเจ้าหรือ ยังไง ว่าที่นี่คือเมืองซวิ่นเฟิงบนดาวเทียนซื่อ?”
เทวทูตที่เคยเย่อหยิ่งบัดนี้ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยเศษกระจกฝังลึก มันคุกเข่าลงข้างหนึ่งกับพื้นและจ้องมองชายชราตรงหน้าด้วยความ ไม่อยากจะเชื่อ
“เจ้าสามัญชน เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้า อย่าหาที่ตายเลย!” มัน ตวาดลั่น พร้อมกับสะบัดปีกหมายจะสั่งสอนชายแก่ที่กล้าลอบโจมตี และทำลายศักดิ์ศรีของมัน
ทว่าเหนือความคาดหมาย ในพริบตาถัดมา ปีกทั้งแปดข้างของ มันกลับถูกบิดจนหักสะบั้นจนหมดสิ้น มันโหยหวนออกมาด้วยความ เจ็บปวดพลางถอยหนีไปด้วยความหวาดกลัว
หลังจากถอยกรูดไปได้ไม่กี่ก้าว มันก็จ้องมองชายชราด้วยความ สยดสยองขวัญหนีดีฝ่อ ไม่คิดเลยว่าตัวมันจะไม่มีปัญญาตอบโต้ แม้แต่เพียงกระบวนท่าเดียว
ตัวมันคือเทวทูตแปดปีกผู้สูงศักดิ์ ได้รับพลังเทพประทานมาจาก มหาเทพแท้ ๆ ทำไมถึงพ่ายแพ้ให้กับชายชราที่มีท่าทางธรรมดา ๆ คนหนึ่งได้?
แต่ความงุนงงนั้นมลายไปอย่างรวดเร็ว เมื่อมันนึกถึงคำเตือน จากเทวสถานก่อนจะเดินทางมาถึงที่นี่