ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 2025 ไม้อ่อนไม่ได้ผล ก็ต้องใช้ไม้แข็ง
“หา?” ดวงตาทั้งสามของเทวทูตแปดปีกเบิกกว้างจนแทบจะถลน ออกมา น ้าเสียงเต็มไปด้วยความฉงนและโทสะ
“คุณจ้าวครับ? เมื่อกี้ผมพูดยังไม่ชัดเจนงั้นเหรอ?”
จ้าวอู่เจียงส่ายหน้า ลิลิธบีบท่อนแขนเขาแน่นพลางส่งสัญญาณ เตือนมาเมื่อครู่ว่าห้ามตกลงเด็ดขาด
ตัวเขาเองก็รู้ดีว่า ‘เรื่องพรรค์นี้ฟังยังไงก็ต้องมีเล่ห์เหลี่ยมซ่อนอยู่ แน่นอน เขาจะไปตกปากรับคำง่าย ๆ ได้อย่างไรกัน?’
การเป็นผู้ฝึกยุทธ์สายศาสตร์โบราณของมรรคาตะวันออกอย่าง เขา แต่จะให้ไปร่วมทดสอบสืบทอดฐานะของมหาเทพฝั่งมรรคา ตะวันตกเนี่ยนะ? นี่มันไม่ใช่เรื่องตลกหรอกหรือ?
อีกอย่างจากการที่เทวทูตแปดปีกพยายามข่มขู่และล่อลวงเขา นั้น ทำให้เขามองเห็นมุมกลับว่าขั้วอำนาจเบื้องหลังของเทวทูตตนนี้ ให้ความสนใจเรื่องที่เขาจะไปเข้าร่วมการทดสอบสืบทอดเทวฐานะนี้
มากเป็นพิเศษ
มันมีเหตุผลอะไรแอบแฝงอยู่กันแน่?
คนในฝั่งตะวันตกตั้งมากมาย แต่ทำไมถึงต้องมาเจาะจงที่เขา เพียงคนเดียว?
“ผมไม่ยอมรับการคุกคาม” จ้าวอู่เจียงตอบด้วยน ้าเสียงที่ทุ้มต ่า
ลิลิธและเอลิซาได้ฟังเช่นนั้นก็ลอบผ่อนลมหายใจออกมาด้วย ความโล่งอก พวกเธอไม่ได้รู้สึกเคืองแม้แต่น้อยที่จ้าวอู่เจียงไม่ยอม ทำตามที่ศัตรูข่มขู่ ตรงกันข้าม พวกเธอจะเสียใจยิ่งกว่าถ้าจ้าวอู่เจียง ยอมทำตามเพราะห่วงใยความปลอดภัยของพวกเธอ
พวกเธอไม่อยากให้ตนเองต้องกลายเป็นเบี้ยประกันเพื่อใช้ใน การต่อรองกับจ้าวอู่เจียงเลยสักนิด
“คุณจ้าว…” เทวทูตแปดปีกถอยหลังไปหนึ่งก้าว พลางแสยะ รอยยิ้มอย่างดูแคลน
“คุณจะไม่กังวลถึงความปลอดภัยของแม่ชีศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองท่าน จริง ๆ เหรอ? หรือว่าไม่เป็นห่วงคนอื่น ๆ รอบข้างของคุณแล้ว?”
“ตราบเท่าที่ผมยังมีชีวิตอยู่ จะไม่มีใครหน้าไหนกล้าแตะต้องคน ของผมได้!”
จ้าวอู่เจียงจ้องเขม็งไปที่เทวทูตแปดปีกที่มีสามตาและหนึ่งปาก เขากล่าวย ้าทีละคำด้วยท่าทางนิ่งสงบแต่เฉียบขาด
“บางทีในตอนนี้ผมอาจจะยังไม่ใช่คู่มือของขั้วอำนาจเบื้องหลัง คุณ แต่ผมหนีได้ ผมหลบซ่อนอยู่ในความมืดได้ ผมสามารถหมั่น ฝึกฝนไปเรื่อย ๆ เพื่อคอยไล่สังหารคนของคุณทีละเล็กทีละน้อย จนกว่าผมจะมีความสามารถมากพอจะกำจัดพวกคุณให้สิ้นซากได้ ทั้งหมด”
เทวทูตแปดปีกถึงกับนิ่งไปครู่หนึ่ง คำพูดของจ้าวอู่เจียงนั้นดู เหมือนจะพูดออกมาเรียบ ๆ ทว่ามันกลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่ง ความแค้นนับไม่ถ้วนแฝงอยู่ข้างใน
มันรู้สึกราวกับว่าจ้าวอู่เจียงในตอนนี้คือคนที่กำลังยืนอยู่ตรงริม หน้าผา โดยที่ด้านหลังคือหุบเหวที่ลึกสุดลูกหูลูกตา และด้านหน้าก็มี พวกมันที่เป็นศัตรูขวางทางอยู่ดูเหมือนว่ายังไงเขาก็คงหนีไม่พ้น ความตายแน่แล้ว สู้เลือกที่จะสู้ให้สุดใจเสียดีกว่า เพื่อเผชิญหน้ากับ ศัตรูทั้งหมดโดยไม่เกรงกลัว แม้รู้ว่าต้านไม่อยู่ก็ขอลองปะทะดูสักตั้ง
แถมแม้จะตกอยู่ในสภาวะหน้าสิ่วหน้าขวานขนาดนี้ เขาก็ยังไม่ ยอมให้ใครมาข่มขู่ได้เลย
‘ถ้าเปรียบด้วยคำพูดของทางมรรคาตะวันออก จ้าวอู่เจียง ในตอนนี้ก็เหมือน โจรจนตรอก ที่อยู่ในสภาวะที่พร้อมจะสวนกลับ แบบไม่เสียดายชีวิตได้ทุกเมื่อ’
มันรีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นรอยยิ้มอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพูดออกมาว่า
“คุณจ้าว ทำไมต้องทำตัวเหมือนเป็นคนหัวรั้นด้วยล่ะครับ? ไม่ใช่ ว่าพวกคนฝั่งตะวันออกอย่างพวกคุณน่ะชอบเล่นตลกกันงั้นเหรอ? เมื่อกี้ผมก็ล้อคุณเล่นเท่านั้น อย่าโกรธเลยนะครับ
เอาอย่างนี้ไหม คุณลองพิจารณาให้ดีอีกสักหน่อย มีเรื่องกังวล ตรงไหนหรืออยากได้เงื่อนไขอะไรเพิ่มเติม ขอเพียงอยู่ในขอบเขตที่
พอเหมาะล่ะก็ มั่นใจได้เลยว่าผมในฐานะตัวแทนของวิหารเทพแห่ง ห้วงอวกาศย่อมสามารถตกปากรับคำให้กับคุณได้แน่นอน!”
‘จะทำให้พวกตะวันตกตายกันให้หมดเลยงั้นเหรอ?’
‘หรือว่าจะยุติความโหดร้ายของไวรัสลึกลับที่กำลังระบาดไปท่วม มรรคาตะวันออก?’
จ้าวอู่เจียงครุ่นคิดอย่างหนักในชั่วอึดใจ เขาเริ่มมั่นใจมากขึ้น เรื่อย ๆ ว่าขุมอำนาจเบื้องหลังเทวทูตแปดปีกตนนี้ต้องมีแผนการ บางอย่างที่ต้องการตัวเขาเป็นแน่
ความระแวดระวังในใจของเขาพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุด จากเดิมที่เป็น การข่มขู่และหลอกลวง ตอนนี้กลับเริ่มเปลี่ยนมาเป็นการใช้ ผลประโยชน์เข้าล่อลวงกันซึ่งหน้าแล้วอย่างนั้นหรือ?
เอลิซาและลิลิธเองก็มองดูเทวทูตแปดปีกด้วยความประหลาดใจ วิหารเทพแห่งห้วงอวกาศคือหนึ่งในสิบสองเทวสถานของมรรคา ตะวันตกที่มีอิทธิพลมหาศาล และมีรากฐานหยั่งลึกลงไปทั่วทั้ง ดินแดนตะวันตก เทวทูตแปดปีกตัวนี้กล้าเอ่ยปากรับคำแทนวิหารฯ ได้ขนาดนี้เลยหรือ?
หากนี่ไม่ใช่คำกล่าวอ้างเกินจริงแต่เป็นความสัตย์จริง นั่นแปลว่า วิหารเทพแห่งห้วงอวกาศให้ความสำคัญกับจ้าวอู่เจียงถึงขนาดไหน ถึงได้ยอมมอบอำนาจให้เทวทูตตนหนึ่งนำมาใช้ล่อลวงจ้าวอู่เจียงได้ มหาศาลถึงเพียงนี้?
‘หรือว่าแท้จริงแล้วจ้าวอู่เจียงไม่ใช่คนของมรรคาตะวันออก แต่ เป็นคนของฝั่งตะวันตกกันแน่?’
‘หรือเขาคือทายาทเทพเจ้าที่ถูกทอดทิ้งในโลกมนุษย์? เป็น สายเลือดมหาเทพห้วงอวกาศเหรอ?’
ลิลิธและเอลิซาใช้เวลาอยู่ในศาสนจักรแห่งแสงสว่างมาเนิ่นนาน ย่อมมีความรู้เกี่ยวกับวิหารสิบสองมหาเทพเหนือกว่าจ้าวอู่เจียงมาก และเป็นเพราะพวกเธอรู้ดีนั่นเอง ถึงได้ยิ่งรู้สึกประหลาดใจ
ไม่มีธุระไม่หาเรื่อง… สิ่งนี้ต้องมีเงื่อนงำอะไรบางอย่างซ่อนอยู่แน่ ๆ…
จ้าวอู่เจียงใช้ความคิดพลางขมวดคิ้วแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่
เขากำลังตัดสินใจจะปฏิเสธเหมือนเดิมนั้น จู่ ๆ ก็มีเหรียญเงินเหรียญ หนึ่งกลิ้งกะปลกกะเปลี้ยมาหยุดอยู่ข้างเท้าของเขา มันเรียกสติของ เขาให้ตื่นตัวขึ้นในทันที
จู๋เสี่ยวหยินมีสัมผัสที่ไวที่สุด เธอเห็นเหรียญเงินนั่นในพริบตา และก้มลงหยิบมันขึ้นมาพลางใช้ลูบคลำตามลวดลายบนนั้น
ส่วนจ้าวอู่เจียงเมื่อเห็นลวดลายนั้น เขาก็จำคำพยากรณ์ที่คุ้นตา ได้ทันที
อันดับที่สามสิบสาม คำทำนายเทียนซานตุ้น การถอยหลีกเร้น
‘สภาวะที่มืดดำคืบคลานเข้าหาแสงสว่าง คนพาลมีอำนาจเหนือ วิญญูชน ยอดคนจำต้องหลีกเร้นเพื่อถนอมตัวเพื่อความอยู่รอด รอ คอยโอกาสที่จะกอบกู้ใต้หล้า…’
จ้าวอู่เจียงทวนความหมายในใจพลางหันไปมองทาง转角 (หัว
มุมทางเดิน) ที่เฟิงฉางอี้หายตัวไปเมื่อครู่ หรือว่านี่จะเป็นคำพยากรณ์ เตือนสติอะไรจากเฟิงฉางอี้อีกอย่างนั้นหรือ?
ท่านหมอเฟิงเคยเตือนเขามาครั้งหนึ่งแล้ว ตอนที่อยู่ในโลก ขนาดเล็กในร่างของชื่อมู่จื่อ ซึ่งเจี่ยงเสี่ยวหาวมอบเหรียญเงินที่บรรจุ คำทำนายไว้ให้เขาถึงสองอย่าง
อย่างแรกคือ ‘คำทำนายความโกลาหล’ ซึ่งทิศทางที่เขาเผชิญ หลังจากนั้นล้วนตรงตามความหมายของคำทำนายนั้นทั้งสิ้น ทุก เรื่องราวล้วนจบลงด้วยความปั่นป่วนวุ่นวายและผิดพลาด!
หรือว่าตอนนี้ เส้นทางของเขากำลังมุ่งไปตามความหมายของคำ ทำนายที่สอง นั่นคือเทียนซานตุ้น?
ตอนนี้เขาสิ่งที่เขาต้องทำ คือการรักษากายเพื่อรอดพ้นภัย หรือ จะเพื่อคอยโอกาสกอบกู้โลก?
หากเลือกรักษากายและหลีกเร้น การกอบกู้โลกย่อมเป็นเรื่องที่
ตามมาหลังจากนั้นไม่ใช่หรือ?
‘ถ้าเช่นนั้น เขาควรจะปฏิเสธ?’
‘ไม่สิ… มันไม่ได้ขัดกันเลย!’
‘โอกาสงั้นหรือ? โอกาสแบบไหนกัน? หรือมันจะหมายถึงเขา ต้องคว้าโอกาสตรงหน้าเพื่อรับพลังมาให้ได้กันแน่?’
หากจ้าวอู่เจียงเลือกเร้นรักษากาย แล้วมันจะไปเกี่ยวอะไรกับบท ทดสอบการสืบทอดเทวฐานะนั่นกันล่ะ?