ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 2080 เขาอิจฉาในความสามารถของเขา
เมื่อลู่ฉูเฟิง เห็นจ้าวอู่เจียงก็รู้ทันทีว่าเป็นผู้แข็งแกร่ง เขาเห็นแต่ ไกลแล้วว่าอารองของตนเองมาส่งแขกด้วยตัวเอง จึงเข้าใจได้ทันที
ในเมื่อเป็นแขกผู้มีเกียรติของอารอง ก็คงจะมาสอบถามเรื่องการ ซื้อขายดาวเคราะห์เหมือนกัน ถือว่าเป็นพวกเดียวกันทั้งนั้น
เขาเกลือกตาไปมาพลางขบคิด ในเมื่อเขาสามารถขายดาว เคราะห์ให้พวกมรรคาตะวันตกได้ถึงสิบสามดวงแล้ว เช่นนั้นเขาจะ ลองขายให้แขกผู้มีเกียรติท่านนี้อีกสักสองสามดวงได้ไหมนะ?
การทำธุรกิจมันต้องอาศัยจังหวะและกระแส วันนี้ต้องเป็นวันดวง เฮงของลู่ฉูเฟิงแน่ ๆ ไม่มีดาวดวงไหนที่เขาจะขายไม่ได้
เขาแสดงรอยยิ้มประจบออกมาบนใบหน้า
“ผู้อาวุโสก็ต้องการซื้อดวงดาวสักไม่กี่ดวงเช่นกันหรือ?”
“มีแผนแบบนั้นอยู่พอดี” จ้าวอู่เจียงตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไร้ ซึ่งความยินดียินร้าย
“ไม่อยากพเนจรไปมานานเกินไปน่ะ”
ที่แท้ก็เป็นความจำเป็น… ลู่ฉูเฟิงดีใจในใจ โดยที่ไม่ได้สังเกตเห็น สีหน้าของอารองตนเองที่เริ่มเย็นเยียบลงเลยแม้แต่น้อย
ลู่เหรินเจี่ยตอนนี้รู้สึกกังวลอย่างมากในใจ เขาไม่สามารถสัมผัส ได้ถึงเจตนาฆ่าจากตัวจ้าวอู่เจียงเลยแม้แต่นิดเดียว จึงเดาทางไม่ถูก
ว่าจ้าวอู่เจียงมีมุมมองอย่างไรต่อเรื่องการซื้อขายดาวเคราะห์เช่นนี้ หรือแม้แต่เรื่องราวลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง
ต้องรู้ว่า การครอบครองดวงดาวในอดีตนั้น ล้วนเป็นของ ทางการ
แต่ตอนนี้กลับเป็นการซื้อขายส่วนบุคคล มิหนำซ ้ายังขายให้กับ คนจากมรรคาตะวันตก ซึ่งเข้าข่ายการทรยศต่อมรรคาอีกด้วย
“ผู้อาวุโสครับ เมื่อท่านเป็นแขกผู้มีเกียรติของอารอง ย่อมเป็น แขกผู้มีเกียรติของพวกเราตระกูลลู่เช่นกัน” ลู่ฉูเฟิงหยิบแผนที่
ดวงดาวออกมาแล้วคลี่ออก
“อีกอย่าง ท่านก็เป็นคนของพวกเรามรรคาตะวันออกเหมือนกัน
เอาอย่างนี้แล้วกัน ยกเว้นดวงดาวที่ทำเครื่องหมายว่าขายแล้ว ดวงอื่น ๆ ท่านสนใจดวงไหน ผมลู่ฉูเฟิงขอรับประกันว่า ลดให้ยี่สิบ เปอร์เซ็นต์!”
“ลดให้เยอะขนาดนี้เลยหรอ?” น ้าเสียงของจ้าวอู่เจียงฟังไม่ออก ว่ากำลังยินดีหรือโกรธเคือง เขาหัวเราะออกมาเบา ๆ
“ฉันไม่ค่อยอยากให้พวกคนธรรมดาบนดาวพวกนั้นมาคอย รบกวนน่ะ…”
“เรื่องนี้ท่านวางใจได้เลยครับ!” ลู่ฉูเฟิงสัมผัสได้ถึงความต้องการ ของจ้าวอู่เจียง เขาจึงรีบรุกต่อทันที พลางใช้นิ้วทำท่าเหมือนมีดปาด ไปที่ลำคอตัวเอง
“พวกเราจะรับผิดชอบจัดการทุกอย่าง รับรองว่าจะไม่มีใครมา รบกวน…”
“เพี๊ยะ!” พอลู่ฉูเฟิงพูดจบ ลู่เหรินเจี่ยก็ตบหน้าหลานชายฉาด ใหญ่จนกระเด็นออกไป เขาทำหน้ายับย่นแล้วด่าทอว่า
“หยุดพูดได้แล้ว! สหายเต๋าจ้าวมีธุระสำคัญอื่นต้องไปจัดการ เจ้าอย่าได้มาถ่วงเวลา!”
เหตุผลที่ลู่เหรินเจี่ยฟาดฝ่ามือนี้ลงไป ก็เพราะเขาสัมผัสได้ถึง เจตนาฆ่าจากตัวจ้าวอู่เจียงได้อย่างลาง ๆ
หรือจะพูดให้ถูกก็คือ สัมผัสได้จากเจตนาฆ่าของพาหนะที่จ้าวอู่ เจียงขี่อยู่ เจ้าม้าสีน ้าตาลแดงตัวนั้นนั่นเอง
จ้าวอู่เจียงไม่แสดงความผิดปกติอะไร แต่ม้าแดงตัวนั้นแผ่จิต สังหารออกมาอย่างไม่ปิดบัง
เมื่อพาหนะกล้าแสดงจิตสังหาร นั่นย่อมเป็นตัวแทนความรู้สึก ของเจ้านายอย่างจ้าวอู่เจียงอย่างแท้จริง!
ม้าของผู้แข็งแกร่งขอบเขตดาราจักรใหญ่จะเป็นสัตว์ธรรมดาได้ อย่างไร? ม้าที่มีไหวพริบและพลังไม่ธรรมดาเช่นนี้ ความคิดที่แสดง ออกมาก็คือความเห็นที่เจ้านายยอมรับนั่นเอง!
“อารอง? ท่าน…” ลู่ฉูเฟิงมองอารองของตนด้วยความประหลาด ใจอย่างที่สุด ปกติแล้วอารองค่อนข้างจะรักและเอ็นดูเขามาก แต่วันนี้
ทำไมถึงกับต้องลงไม้ลงมือตบตีเขาด้วย?
เขาไม่ได้คิดจะแย่งส่วนแบ่งธุรกิจของอารองเสียหน่อย เขาเพียง แค่หวังให้สายตระกูลของพวกเขาทำเงินได้มากขึ้นอีกนิด อาศัย จังหวะน ้าขึ้นรีบตักเพื่อกอบโกยผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุดก็เท่านั้น
วันนี้อารองเป็นอะไรไป?
รู้ว่าเขาขายดวงดาวสิบสามดวงในคราวเดียว เริ่มอิจฉา ความสามารถของเขาแล้วหรือ?
“ท่านทำให้สมองผมเสียหาย คนที่เสียประโยชน์คืออานะ…” ลู่ฉู เฟิ่งนัยน์ตาคลอเบ้า พลางเอามือกุมแก้มตัวเองไว้
ลู่เหรินเจี่ยไม่ได้สนใจหลานชายคนนี้ของเขาเลยแม้แต่น้อย เขา ประสานหมัดคารวะไปทางจ้าวอู่เจียงแล้วเอ่ยขึ้นอย่างยากลำบากว่า
“เรื่องนี้…”
“การทำธุรกิจก็เป็นแบบนี้แหละ” จ้าวอู่เจียงยิ้มพูด
“แต่ว่า… เบื้องบนเขารับรู้เรื่องนี้ด้วยหรือเปล่า?”
ลู่เหรินเจี่ยชะงักไปครู่หนึ่ง จ้าวอู่เจียงยิ้มออกมา… การที่ไม่โกรธ เคืองหมายความว่าอย่างไร?
หรือว่าจ้าวอู่เจียงจะไม่ถือสาเรื่องการกอบโกยผลประโยชน์บน ความพินาศของชาติบ้านเมือง?
นี่เขาคิดมากไปเองงั้นเหรอ?
จ้าวอู่เจียงไม่ใช่คนเถรตรงยึดถือคุณธรรมประเภทนั้นหรอก หรือ? แล้วความเห็นของเจ้าม้านั่น ไม่ใช่ความเห็นของจ้าวอู่เจียง หรอกหรือ?
“เคยมีการติดสินบนไว้บ้างแล้ว…” ลู่เหรินเจี่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงกล่าวว่า
“เมื่อกี้ผมแค่กลัวว่าคุณจ้าวจะรับไม่ได้กับเรื่องแบบนี้ แต่ตอนนี้ดู เหมือนจะเป็นผมเองที่มองคุณจ้าวในแง่ร้ายไปหน่อย ทั้งที่คุณออกจะ ใจกว้าง”
“ไม่เป็นไร” จ้าวอู่เจียงยังคงยิ้มอยู่
“มีสำนึกดีก็หาเงินได้เยอะ แต่ถ้าไม่มีสำนึกเลยมันก็ได้เยอะกว่า ไง ท่ามกลางความวุ่นวายแบบนี้ ใคร ๆ ก็ต้องเอาตัวรอด การหาทาง หนีทีไล่ให้ตัวเองด้วยการทำเรื่องผิดบาปไปบ้าง มันก็เป็นเรื่องปกติ”
พอได้ยินแบบนี้ ลู่เหรินเจี่ยก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เขา ประสานมือคารวะจ้าวอู่เจียงอีกครั้งพลางก้มตัวลงเล็กน้อยและค้อม ศีรษะลง
“ขอบคุณสหายจ้าว…”
เขาเพิ่งพูดไปได้แค่สามคำ ก็รู้สึกเหมือนโลกมันหมุนคว้าง ศีรษะ ที่ก้มอยู่ดูเหมือนจะหมุนไปครบรอบ เขาขมวดคิ้วด้วยความสงสัยแล้ว พูดต่อว่า
“ที่เข้าใจ…”
พอพูดจบ เขาก็เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของ หลานชาย และเห็นร่างกายของตัวเองกำลังห่างออกไปเรื่อย ๆ …
หืม?
เขารู้ตัวขึ้นมาในทันทีว่า หัวของเขาหลุดออกจากบ่าไปแล้ว
รอยตัดนั้นเรียบกริบราวกับกระจก และตอนนี้เลือดก็กำลังพุ่ง กระฉูดออกมาอย่างกับน ้าพุ