ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 2122 เขาหันหลังเดินไปสู่อดีต
จ้าวอู่เจียงหันหน้าเผชิญกับทุกคนในจักรวาล ด้วยพลังของตั๋ว เรือด้วยความจริงใจในหัวใจ ไปเรียกเรือที่ข้ามผ่านแม่น ้าแห่ง กาลเวลา
“ข้าคือสรรพชีวิต!”
เทพมรรคาไม่สนใจการมาหรือไปของสิ่งมีชีวิตที่ยังมีชีวิตรอด เหลืออยู่เหล่านี้ และไม่ได้ขัดขวาง
แม่น ้าแห่งกาลเวลาอันกว้างใหญ่ไพศาลถูกเปิดออก สิ่งมีชีวิต หนึ่งต่อหนึ่งลอยไปตามกระแสน ้าสู่อนาคต
“ข้าเองก็จะไปแล้ว” จางมู่โจวพายไม้ไผ่ ก้าวเข้าสู่แม่น ้าแห่ง กาลเวลา และเอ่ยชวนจ้าวอู่เจียงเป็นครั้งสุดท้าย
“ไปเถอะจ้าวอู่เจียงเดินไปข้างหน้า”
ทว่าจ้าวอู่เจียงยังคงส่ายหน้า เหมือนดั่งคำตอบที่มีให้มานับครั้ง ไม่ถ้วนในอดีต
จางมู่โจวถอนหายใจยาวพลางกดขอบหมวกลง แม้พลังของจ้าว อู่เจียงในตอนนี้จะยังห่างชั้นกับเขาอยู่อีกมากนัก แต่เขาเชื่อว่าหากมี โอกาสได้พบกันอีกครั้ง จ้าวอู่เจียงจะต้องเป็นสหายร่วมอุดมการณ์ ของเขาอย่างแน่นอน
ท่ามกลางความเวิ้งว้างของดวงดาว จ้าวอู่เจียงกวัดแกว่งร่ายรำ อย่างรื่นเริง ประดุจดั่งมนุษย์ในยุคบรรพกาลนานแสนนานมาแล้วที่
ร่ายรำรอบกองไฟเพื่อสวดอ้อนวอนให้แก่คนในเผ่ายามฟ้าดินเพิ่ง กำเนิด
เขาก็กำลังสวดอ้อนวอนให้แก่ทุกคนเช่นกัน
ยิ่งสรรพชีวิตที่ถูกช่วยไว้ก้าวเข้าสู่แม่น ้าแห่งกาลเวลามากขึ้น เท่าใด จักรวาลก็ยิ่งเงียบเหงาและว่างเปล่าลงเท่านั้น
พลังของเขาแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ เปลวเพลิงแห่งอารยธรรมทับ ถมอยู่บนร่างของเขาจนเปี่ยมล้น
เหล่าสรรพชีวิตที่เดินทางมุ่งหน้าสู่ยุคสมัยที่เก้า จะนำเอา ประวัติศาสตร์ไปปะติดปะต่อจนกลายเป็นตำนานเทพปกรณัม และจะ จดบันทึกตำนานเหล่านั้นลงในหน้าประวัติศาสตร์
และผู้ที่มีวาสนาได้เห็นเขา ก็อาจจะสลักรูปลักษณ์ของเขาไว้เป็น สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เผ่าพันธุ์ตลอดไป
ความวุ่นวายไร้ระเบียบของจักรวาลทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ แสงแห่งความหวังสุดท้ายกำลังดับลงอย่างช้า ๆ จ้าวอู่เจียงนั่งสมาธิ ในท้องฟ้าดาว
เขาเปิดประตูห้องทดลองของหย่งเซิงเทคโนโลยีมองดูสิ่งมีชีวิตที่
แช่อยู่ในของเหลวสีเหลืองดำที่เขาสะสมมาตลอดหลายหมื่นปี
เขาทำลายภาชนะทั้งหมดด้วยเสียงดังสนั่น ยาน ้าชามที่สิบใน การก้าวสู่เซียนของเขา อาจจะอยู่ที่นี่
ของเหลวสีเหลืองดำท่วมถึงเอวของเขา แช่เขาไว้ในนั้น เขาเห็น ดาวดวงที่จูกัดเซี่ยวไป๋ตามหามาตลอด เห็นร่องรอยบนดาวดวงนั้น
เมื่อจูกัดเซี่ยวไป๋พบดาวดวงนี้อีกครั้ง เคยพูดว่าชื่อมู่จื่อ?
แท้จริงแล้ว… มันคือชื่อมู่จื่อจริง ๆ …
ดินแดนน ้าศักดิ์สิทธิ์ทางใต้ ดินแดนตะวันออกของเซียนหลิง ดินแดนเพลิงสวรรค์ทิศตะวันตก ดินแดนเหนือที่หนาวเหน็บสุดขั้ว ดินแดนเทพศักดิ์สิทธิ์ตอนกลาง ทุกอย่างราวกับโลกเล็กห้าธาตุใน ร่างกายของชื่อมู่จื่อ คืออวัยวะภายในห้าส่วนของมนุษย์
และดาวดวงนี้ทั้งดวง เมื่อคลี่ออกมา กลับเป็นรูปปั้นดินเหนียว ของเขา จ้าวอู่เจียง
เขาคือดาวดวง ดังนั้นจึงสามารถกลืนกินปราณมรณะของดาว ดวงได้ ดังนั้นจึงสามารถแบกรับไฟแห่งอารยธรรมได้
แล้วเหตุใดเขาจึงเป็นดาวดวง?
นั่นก็เพราะเขาเคยมายังโลกใบนี้ตั้งนานแล้ว ย้อนกลับมาครั้ง แล้วครั้งเล่า จนดวงดาวซึมซับกลิ่นอายของเขาไว้และกลายเป็น รูปลักษณ์ของเขา แข็งแกร่งอย่างไร้ผู้ต้าน พร้อมด้วยวิชาเต๋าที่พุ่ง พล่าน
จางมู่โจวเคยพบเขามานานแล้ว
บทสรุปของเขาถูกลิขิตไว้แต่แรก เขาจะเป็นผู้ที่เดินนำหน้า สวรรค์ครึ่งก้าวเสมอ!
เทพมรรคาต้องการขังเขาไว้ในยุคสมัยที่แปด ไม่ให้เขาไปยังยุค สมัยที่เก้า!
เทพมรรคาทำสำเร็จแล้ว! เขาไม่ได้ปรากฏตัวในยุคสมัยที่เก้า!
เพราะเขา จ้าวอู่เจียง ไม่มีทางมีชีวิตอยู่ในโลกที่ปราศจากคนรัก และมิตรสหายได้ เขาไม่สามารถมีชีวิตอยู่เพียงลำพัง!
หากเขาก้าวไปข้างหน้า แล้วจิ้งเอ๋อร์ล่ะ? ฮัวอีล่ะ? เสี่ยวหงล่ะ? หลินหลางกับเสี่ยวไป๋จะช่วยให้ฟื้นคืนชีพได้จริงหรือ?
ดังนั้นเขาจึงบดขยี้ตั๋วเรือท่ามกลางกระแสน ้าหลากสีเหลืองคราม เขาตระหนักรู้ถึงวิถีก้าวเดียวถึงเซียนในแบบของตนเอง ก่อนจะหัน หลังแล้วก้าวเดินย้อนกลับไปยังอดีตกาล
……
“เสี่ยวจ้าว? เสี่ยวจ้าว? ตื่นสิ!”
วังหลวงแห่งราชวงศ์ต้าเซี่ย
จ้าวอู๋เจียงที่กำลังสัปหงกในช่วงยามบ่ายถูกใครบางคนเขย่าจน ตื่น เขาค่อย ๆ ลืมตาที่ยังพร่ามัวขึ้นมา
“หวงโฮ่วมีรับสั่งให้เจ้าเข้าเฝ้า” ขันทีน้อยที่ปลุกเขาเอ่ยด้วย น ้าเสียงเจือความหงุดหงิด
“อย่าได้มัวชักช้าจนเสียเวลา”
หวงโฮ่วเรียกข้าไปมีธุระอันใดกัน? จ้าวอู๋เจียงในชุดขันทีสีน ้าเงิน เข้มทุบขาตัวเองเบาๆ พลางทำหน้าสงสัย แต่เขาก็ยังรีบกึ่งเดินกึ่งวิ่ง มุ่งหน้าไปยังตำหนักฉีเฟิงในทันที
ร่างกายที่ผอมบางไม่อาจแบกรับดวงวิญญาณอันไพศาลและ ยิ่งใหญ่เอาไว้ได้ เขาหลงลืมทุกสรรพสิ่งไปสิ้น จำได้แค่ว่าตาเฒ่า สามจากไปแล้ว เขาไม่มีญาติพี่น้องในวังหลังอีกต่อไป สูญเสียผู้ คุ้มครอง ทุกย่างก้าวต่อจากนี้ต้องระแวดระวังและวางแผนอย่าง รอบคอบ
อ้อมไปอ้อมมา เขาก้าวเข้าสู่ตำหนักฉีเฟิงที่แท้มาเพื่อฝังเข็ม นวดให้พระนาง
ตาเฒ่าสามไม่มีความสามารถอะไรจะทิ้งไว้ให้เขา แต่เรื่องการ ฝังเข็มน่ะหรือ… นี่ล่ะงานถนัดของเขาเลย
เขายกมือพลิก ในมือปรากฏเข็มเงินสี่เล่ม
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ท่วงท่าและฝีมือของเขามันช่างดูชำนาญ เกินไปหรือเปล่านะ?
ไม่ผิดแน่ที่ชื่อจ้าวอู๋เจียง เจ้าช่างเก่งกาจเสียจริง… เขาคิดในใจ พลางปักเข็มเงินลงไป พร้อมกับเริ่มนวดเฟ้นเรือนร่างอันเย้ายวน ของตู๋กูหมิงเย่วอย่างแผ่วเบา
ไม่นานนัก ภายในตำหนักฉีเฟิงก็แว่วเสียงอันสุขสบายของตู๋กูห มิงเย่วดังออกมา…
อีกครู่หนึ่งจ้าวอู่เจียงก็เดินออกมาจากตำหนักฉีเฟิงด้วยสีหน้า หงอยเหงา เพราะหวงโฮ่วมอบหมายงานดีให้เขา คือให้เขาไปตรวจ ชีพจรของฝ่าบาท
“ฮ่าฮ่าฮ่า…” เขาหัวเราะแห้ง ๆ ออกมาทีหนึ่ง หรือว่าสวรรค์ ต้องการจะฆ่าเขาเสียแล้ว
เขากับชิงเอ๋อร์แอบย่องเข้าใกล้ตำหนักประชุม แน่นอนว่ามีเพียง เขาที่เดินหลบ ๆ ซ่อน ๆ ส่วนชิงเอ๋อร์นั้นเดินด้วยท่าทางสง่างามตาม ระเบียบ
แต่ไกลออกไป เขาเห็นฝ่าบาทประทับอยู่บนบัลลังก์มังกร เมื่อ ขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด เขาได้ยินเสียงฝ่าบาทกำลังกริ้วตะคอก และเขาก็ได้เห็นใบหน้าของฝ่าบาทอย่างชัดเจน…
เขาราวกับเห็นใบหน้าที่แท้จริงของฮ่องเต้อีกครั้ง…
แวบเดียวราวกับหมื่นปี…
เขาชะงักงันไปครู่หนึ่ง จ้องมองพื้นแผ่นหินสีเขียวนิ่ง รอจนเหล่า ขุนนางถอยออกไปหมดแล้ว เขาจึงถูกชิงเอ๋อร์ฉุดดึงให้เดินเข้าไปใน ท้องพระโรง
ชิงเอ๋อร์กล่าว
“ฝ่าบาท หม่อมฉันรับคำสั่งจากหวงโฮ่วพาเจ้าตัวน้อยมาตรวจ ชีพจรให้พระองค์เพคะ”
ฮ่องเต้เซวียนหยวนจิ้งเหลือบมองดูจ้าวอู่เจียงแววตาสั่นไหว เล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว หัวใจก็สั่นไหวเล็กน้อยเช่นกัน นางเต็มไปด้วย ความสงสัยงุนงง ขมวดคิ้ว
“เจ้าคือขันทีตัวน้อยที่หวงโฮ่วพูดถึงหรือ?”