ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 18 บทที่ 526 ห้องเซ่นไหว้
แต่หญ้าเติงหลงปลูกได้ยากยิ่ง สมัยก่อนมีเพียงชนชั้นสูงเท่านั้นที่สามารถใช้ได้
แต่ในปัจจุบันสามารถพบเห็นได้ตามวัดทั่วไป
“หรือนี่จะเป็นสถานที่เซ่นไหว้ของหอป๋ายเฉา?”
หลงเทียนอวี้กอดหลินเมิ้งหยา เสียงทุ้มต่ำของเขาทำให้หัวใจของนางสั่นไหว
ห้องเซ่นไหว้? หากเป็นเช่นนั้นจริง ที่นี่ย่อมต้องมีทางออก
“ก็อาจจะใช่ ในเมื่อมีหญ้าเติงหลง เช่นนั้นพวกเราจุดไฟเพื่ออาศัยแสงสว่างเถิด”
น้ำเสียงของจั่วชิวอวี้ดูประหลาดใจไม่น้อย
เขาและอวี้อันคลำหาหญ้าเติงหลงบนพื้น เมื่อแสงสว่างถูกจุดขึ้น ความมืดก็ค่อยๆ เลือนหายไป
กว่าจะปรับการมองเห็นได้มิง่ายเลย หลินเมิ้งหยาขยี้ตา น้ำมันของหญ้าเติงหลงถูกจุดเป็นทางยาวออกไป
“ที่นี่คือ…..”
จั่วชิวอวี้หันไปมองกำแพงด้วยอาการตกตะลึง ตรงกลางกำแพงทั้งสองฝั่งมีร่องลึกเป็นทางยาว
น้ำมันเติงหลงส่องประกายไฟตามทางที่ทอดยาว
กลิ่นหอมธรรมชาติไร้สิ่งเจือปนทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า
แต่สิ่งที่ทำให้เขาตกตะลึงที่สุดคือจิตรกรรมฝาผนังบนกำแพงทั้งสองด้าน
จั่วชิวอวี้เอื้อมมือไปสัมผัสภาพฝาผนังเหล่านั้นเบาๆ แม้ว่าคราบหมึกจะแห้งไปแล้ว แต่สีสันของภาพกลับยังงดงามราวกับเพิ่งถูกวาด
“แม้แต่เจ้าก็ไม่รู้? ไปเถิด พวกเราไปดูข้างในกัน”
น่าแปลกที่แม้แต่ตำราชิงเจิงผู่ก็ไม่มีการบันทึกเอาไว้
ยิ่งได้เห้นสีหน้าตกตะลึงของจั่วชิวอวี้ คาดว่าที่นี่จะต้องเป้นสถานที่ลับแห่งหนึ่ง
ทั้งสี่คนเดินตรงไปด้วยความระมัดระวัง แม้ไฟจากสองฟากฝั่งจะสว่างไสว แต่พวกเขาก็สามารถหายใจเข้าออกได้อย่างไม่ติดขัด
บางทีอาจเพราะที่นี่คือสถานที่เซ่นไหว้ ดังนั้นจึงมีลมผ่านเข้าออก
กว่าจะมาถึงที่นี่ คนทั้งสี่ต้องเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
พวกเขาเดินผ่านโค้งมากมายทั้งน้อยใหญ่ แต่กลับไม่พบประตูแม้สักบาน
ยิ่งไปกว่านั้นยังมองไม่เห็นทางออก ทั้งสี่จึงรู้สึกว่ายิ่งเดินออกไปมากเท่าไรก็ยิ่งลึกมากขึ้นเท่านั้น
หลินเมิ้งหยาลองตั้งใจมองภาพวาดอย่างละเอียดแล้ว หากนางเดาไม่ผิด คาดว่าผู้อาวุโสสูงสุดคนแรกจะต้องเป็นเศรษฐีมีเงินทองมากมายแต่กลับผันตัวมาเป็นหมออย่างแน่นอน
ภาพจิตรกรรมฝาผนังงดงามเหมือนจริง หลินเมิ้งหยาอดที่จะชื่นชมไม่ได้
หากผู้อาวุโสสูงสุดยังอยู่แล้วล่ะก็ คาดว่าเขาต้องโมโหจนอยากตายอีกครั้งเพราะคนเหล่านี้อย่างแน่นอน
“เหมือนด้านหน้าจะมีอะไรบางอย่างพ่ะย่ะค่ะ”
อวี้อันที่เดินนำอยู่ทางด้านหน้าร้องออกมาด้วยความดีใจ
หลงเทียนอวี้รีบดึงหลินเมิ้งหยาเข้าหาอ้อมกอดเพราะเกรงว่าจะมีอันตราย
ทั้งสี่เริ่มสาวเท้าเร็วขึ้น ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงประตูหินบานหนึ่ง
“มีวิธีเปิดหรือไม่?”
หลินเมิ้งหยามองประตูหิน ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
พวกเขาอยู่ในถ้ำแห่งนี้มานานแล้ว หากยังต้องเดินต่อไป เกรงว่าทุกคนคงเหนื่อยตายอย่างแน่นอน
แม้นี่จะเป็นประตูหินที่แข็งแกร่ง แต่ถึงกระนั้นก็เป็นความหวังในการหนีรอดออกไปจากที่นี่
“เจ้ารออยู่นี่ก่อน ข้าจะไปลองดู”
หลงเทียนอวี้เข้าไปช่วยบุรุษอีกสองคนเปิดประตู ทว่าประตูหินบานนี้น่าจะมีน้ำหนักราวห้าร้อยกิโลกรัม ดังนั้นต่อให้ออกแรงมากเพียงใดก็ไม่ขยับ
ใบหน้าของทั้งสามแดงก่ำ ประตูหินยังคงอยู่ที่เดิมไม่ขยับเขยื้อน
หลินเมิ้งหยาจ้องประตูหินนิ่ง
หางตาเหลือบเห็นสัญลักษณ์คุ้นตาที่มุมขวาด้านล่างของประตูหิน
รีบสาวเท้าเข้าไปคุกเข่าที่มุมนั้น ผลปรากฏว่านั่นคือสัญลักษณ์รูปดอกเหมย
นับตั้งแต่ตอนที่นางมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับเมืองหลินเทียน สัญลักษณ์ดอกเหมยนี้มักจะปรากฏให้เห็นอยู่หลายครั้ง
หรือสัญลักษณ์ดอกเหมยจะมิใช่เพียงสัญลักษณ์ของท่านแม่?
ดอกเหมย ดอกเหมย? ทำไมถึงเป็นดอกเหมย?
หลินเมิ้งหยาตกอยู่ในห้วงแห่งความคิดของตัวเอง
ที่นี่คือสถานที่เซ่นไหว้ไม่ผิดแน่ แต่น่าจะไม่ได้ถูกใช้งานมาหลายปีแล้ว มิเช่นนั้นนางกับจั่วชิวอวี้ก็คงมีเบาะแสอะไรบ้าง
มือลูบตราสัญลักษณ์ดอกเหมยอันนั้น แต่นางกลับพบว่าตราสัญลักษณ์อันนี้สามารถขยับได้
“พวกเจ้ามาดูนี่เร็ว ดูเหมือนตรานี่จะมีกลไกบางอย่าง”
หลินเมิ้งหยาร้องเรียก พวกเขาทั้งสามจึงหันมามองนาง
นางออกแรงเพียงเล็กน้อย แต่ตราสัญลักษณ์อันนั้นกลับหลุดออกมา
ขณะเดียวกันนางจึงได้เห็นว่าตราดอกเหมยอันนี้ซ่อนจุดที่เปิดกลไกของประตูหินเอาไว้
ครู่ต่อมา รูเล็กๆ ขนาดเท่านิ้วก้อยก็ปรากฎต่อสายตาทุกคน
“ที่นี่อาจมีกลไกอยู่ พวกเจ้าหลบไปก่อน ข้าลองเอง”
หลงเทียนอวี้อาสา แต่ไม่ว่าเขาจะทำเช่นไร ประตูหินก็ไม่ขยับ
ครู่ต่อมา ตราประทับลายดอกเหมยอันหนึ่งถูกยื่นไปให้เขา
“ลองดูอันนี้สิเพคะ”
หลินเมิ้งหยายิ้มหวาน เหตุเพราะนางเพิ่งนึกขึ้นมาได้
ก่อนหน้านี้นักพรตข้างถนนมอบของสิ่งนี้ให้กับนาง ตอนนั้นนางไม่รู้ว่ามันมีเอาไว้ทำอะไร
หากมิใช่เพราะขนาดของรูพอดีกับขนาดของตราประทับอันนี้แล้วล่ะก็ นางก็คงคิดไม่ออก
หลงเทียนอวี้รับตราประทับไป เขามองเพียงหนเดียวเท่านั้น จากนั้นจึงเสียบมันลงไป
“ตึง” เสียงดังขึ้น จากนั้นประตูหินจึงเลื่อนขึ้นไปด้านบน
ทั้งสี่รู้สึกประหม่าเล็กน้อย ก่อนจะจ้องมองเข้าไปด้านหลังประตู
แต่สิ่งที่ได้เห็นกลับทำให้ทุกคนตื่นตะลึง
“นี่มัน…”
ด้านหลังประตูหินคือห้องศิลาขนาดใหญ่
รูปปั้นเสมือนจริงขนาดใหญ่ที่แม้ใบหน้าจะเลือนรางแล้ว แต่ถึงกระนั้นก็ยังมองออกว่าเขาคือปรมาจารย์ทางการแพทย์
ด้านล่างรูปปั้นคือโต๊ะตัวหนึ่ง บนโต๊ะมีธูปและเทียนซึ่งถูกใยแมงมุมเกาะวางอยู่เต็มไปหมด
ทว่าด้านล่างโต๊ะคือโครงกระดูกที่เนื้อหนังแห้งเหี่ยวไปนานแล้วของคนสองคน พวกเขาหันหลังชนกันบนฟูก
เสื้อผ้าของพวกเขาขาดวิ่น ทว่าจั่วชิวอวี้กลับวิ่งเข้าไปหาด้วยท่าทางตื่นเต้น
“ตึง” คุกเข่าต่อหน้าโครงกระดูกทั้งสอง
“ท่านอาจารย์! ท่าน…ท่านอยู่ที่นี่นี่เอง ท่านอาจารย์ ศิษย์อกตัญญู! ศิษย์อกตัญญู!”
น้อยครั้งนักที่จะได้เห็นสีหน้าเจ็บปวดเช่นนี้ของจั่วชิวอวี้
แต่ทั้งสามได้ยินอย่างชัดเจนว่าหนึ่งในโครงกระดูกคืออาจารย์ของจั่วชิวอวี้
“ที่แท้ท่านหยวนก็อยู่ที่นี่ เพราะเหตุนี้ตอนนั้นฝ่าบาทและจวิ้นอ๋องจึงหาร่างของท่านไม่พบ”
อวี้อันถอนหายใจ เขาเอ่ยออกมาอย่างเสียดาย
เมื่อเห็นว่าที่นี่มิได้มีกลไกใดๆ หลินเมิ้งหยาไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะบอกให้หลงเทียนอวี้นำตราประทับออกมา
ดูเหมือนกำแพงภายในจะสามารถควบคุมประตูหินได้
หลงเทียนอวี้กวาดตามอง ก่อนจะเอ่ยอย่างมั่นใจว่าที่นี่มิใช่เพียงสถานที่เซ่นไหว้ แต่ยังเป็นแหล่งหลบภัย
ประตูหินปิดลงอีกครั้ง ทว่าคราวนี้พวกเขาทั้งสี่ไม่หวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
จั่วชิวอวี้ยังคงร้องไห้โทษตัวเองต่อหน้าอาจารย์ พวกหลินเมิ้งหยาไม่อยากเข้าไปรบกวน ดังนั้นพวกเขาจึงเริ่มสำรวจห้องศิลาแห่งนี้
ด้านขวาสุดของห้องมีบันไดคดเคี้ยว ทั้งสามคิดว่านั่นน่าจะเป็นทางออก
ในเมื่อเป็นหลุมหลบภัย เช่นนั้นกลไกการเปิดปิดเองก็น่าจะเหมือนประตูหินที่มีจุดเปิดปิดอยู่ภายในห้องนี้
ดังนั้นพวกเขาจึงเลิกร้อนใจ
ภายในห้องหินมีธูปและเทียนกระจัดกระจายอยู่บางส่วน ยิ่งไปกว่านั้นยังมีของใช้ในชีวิตประจำวันที่สึกหรอเพราะถูกลมกัดกร่อนอีกด้วย
หลินเมิ้งหยามองโครงกระดูกทั้งสอง แม้ตอนนี้พวกเขาจะเหลือเพียงกระดูก แต่เท่าที่ดูจากการผุกร่อน คาดว่าพวกเขามิได้ถูกทำร้ายจนตาย
เดินเข้าไปดูใกล้ๆ นางพบว่าบนชุดของโครงกระดูกทางด้านซ้ายมีป้ายหยกอันหนึ่งแขวนอยู่
หลินเมิ้งหยาหยิบขึ้นมาเช็ดจนสะอาด ก่อนจะเห็นตัวอักษรคำว่า “เฉิน”
“พวกเจ้ามาดูหน่อยว่านี่คืออะไร?”
จั่วชิวอวี้ที่กำลังร้องไห้หันหน้าไปมอง แต่หลังจากที่เขาได้เห็นป้ายหยกในมือหลินเมิ้งหยาแล้ว เขาถึงกับชะงักงันอยู่กับที่
“นี่มัน! นี่มันป้ายประจำตัวของผู้อาวุโสสูงสุด เขาไม่เคยนำมันออกห่างตัว หรือว่า…ท่านนี้จะเป็นผู้อาวุโสสูงสุด?”
เสียงสั่นเครือเพราะความตื่นเต้น แม้แต่หลินเมิ้งหยาเองก็ประหลาดใจ
พลิกป้ายหยกกลับด้าน ก่อนจะได้เห็นตราสัญลักษณ์ดอกเหมยเหมือนกัน
หรือตราสัญลักษณ์ดอกเหมยจะเป็นตราสัญลักษณ์ของหอป๋ายเฉา?
ผู้อาวุโสสูงสุดหายตัวไปเมื่อปีก่อน หากดูจากสภาพกระดูกและเสื้อผ้าแล้ว คาดว่าผู้อาวุโสสูงสุดจะต้องตายทีหลังอย่างแน่นอน
แต่ทำไมอาจารย์ของจั่วชิวอวี้จึงมาอยู่ที่นี่เล่า?
ทั้งหมดล้วนเป็นปริศนา แม้แต่สมองอันชาญฉลาดของหลินเมิ้งหยาก็ไม่เพียงพอที่จะใช้งาน
“อวี้เปี่ยวเกอ เจ้าอย่าเสียใจมากนักเลย เจ้าไม่คิดว่าการที่อาจารย์ของเจ้าและผู้อาวุโสสูงสุดมาตายอยู่ที่นี่เป็นเรื่องแปลกหรอกหรือ?”
หลินเมิ้งหยาเอ่ยโน้มน้าวจั่วชิวอวี้ อีกฝ่ายจึงปาดน้ำตา
หลงเทียนอวี้และอวี้อันอาศัยจังหวะนี้ออกไปสำรวจทั้งห้องศิลา หากบนบันไดแห่งนั้นคือประตูอีกบาน เช่นนั้นพวกเขาจะสามารถออกไปจากที่นี่ได้
แต่หากที่นั่นสามารถออกไปได้อย่างอิสระ เช่นนั้นเหตุใดผู้อาวุโสและอาจารย์ของจั่วชิวอวี้จึงอยู่ที่นี่เล่า?
หลินเมิ้งหยาหาคำตอบไม่เจอ
“ข้าคิดออกแล้ว ก่อนท่านอาจารย์จะหายตัวไป อันที่จริงเขาตกหลุมพรางของพวกคนเลว บางทีผู้อาวุโสสูงสุดเองก็คงเป็นเช่นนั้น!”