ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 18 บทที่ 527 ถูกขัง
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ สายตาของจั่วชิวอวี้เปี่ยมไปด้วยความเคียดแค้น
“วิชาแพทย์ของท่านอาจารย์ยอดเยี่ยมเป็นอย่างยิ่ง แม้จะมิได้เป็นผู้อาวุโสแห่งหอป๋ายเฉา แต่ชื่อเสียงของเขาในเวลานั้นมิได้ด้อยไปกว่าพวกคนเหล่านั้นยเลย ทว่าท่านอาจารย์ถูกคนเหล่า านั้นร่วมมือกันใส่ร้าย! ฮึ ข้าอยากหาหลักฐานมาเปิดเผย แต่พวกเขากลับนำหลักฐานไปซ่อน คิดไม่ถึงเลยว่าโครงกระดูกของท่านอาจารย์จะอยู่ที่นี่”
หลินเมิ้งหยาเข้าใจเรื่องราวขึ้นมาบ้างแล้ว
ผู้อาวุโสสูงสุดรับท่านแม่ซึ่งมีฐานะถึงจ่างกงจู่เข้ามาเป็นศิษย์ คาดว่าอาจารย์หยวนเองก็ต้องมีวิชาการแพทย์ที่ไม่ธรรมดา
หากนางเดาไม่ผิด อาจารย์หยวนจะต้องเป็นคนที่ผู้อาวุโสสูงสุดเลือกเอาไว้อย่างแน่นอน
เพื่อตำแหน่งผู้อาวุโสสูงสุด ฉะนั้นพวกหนานรุ่ยจึงร่วมมือกันใส่ร้ายอาจารย์หยวน
คาดว่าเหตุที่ผู้อาวุโสสูงสุดและอาจารย์หยวนต้องมาอยู่ที่นี่ก็เพราะความอำมหิตของพวกหนานรุ่ย
“ข้าคิดว่าพวกเขาเข้ามาในนี้ไม่ได้ มิเช่นนั้นผู้อาวุโสสูงสุดและอาจารย์หยวนคงมิได้อยู่ที่นี่อย่างแน่นอน ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมในการแหวกหญ้าให้งูตื่น พวกเรากลับไปก่อนแล้ วค่อยว่ากัน”
จั่วชิวอวี้พยักหน้า เขาหันไปจัดร่างของผู้อาวุโสและอาจารย์ของตัวเองให้ดี
“ชู่ ดูเหมือนด้านนอกจะมีคนมา”
หลงเทียนอวี้ที่มีไหวพริบอยู่ตลอดเอ่ยขึ้นมาฉับพลัน
คนทั้งสี่รีบหยุดการเคลื่อนไหว เหตุเพราะเสียงฝีเท้าหนักๆ ดังเข้ามาในโสตประสาทของพวกเขาอย่างชัดเจน
แปลก ใครจะมาที่นี่ในยามนี้กัน?
แม้เสียงฝีเท้าจะดังตึงตังสะเปะสะปะ แต่ไม่นานก็หายไป
ไม่ว่าพวกเขาทั้งสี่จะพยายามแนบใบหูติดกับประตูหินมากเพียงไหนก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรอีก
ราวกับอยู่ๆ ก็หายตัวไปอย่างไรอย่างนั้น หรืออีกฝ่ายเองก็กำลังเอาหูแนบประตูหินเหมือนกันกับพวกเขา?
หลินเมิ้งหยาหันไปมองหลงเทียนอวี้ด้วยความสงสัย ทว่าสายตาของอีกฝ่ายเองก็สงสัยมิต่างกันกับนาง
ผ่อนลมหายใจเข้าออกอย่างแผ่วเบา ทว่าด้านนอกกลับไร้เสียงใดอีก
ราวกับทั้งสองฝั่งกำลังแข่งความอดทนกันอย่างไรอย่างนั้น
“ผู้อาวุโส ท่านเดาผิดไปหรือไม่?”
ในที่สุดอีกฝ่ายก็ทนไม่ไหว เสียงหนึ่งพลันดังขึ้น
“ไม่มีทาง! ที่นี่คืออาณาเขตของหอป๋ายเฉา น้ำมันทั้งสองฝั่งถูกจุดแล้ว จะต้องมีคนตกลงมาอย่างแน่นอน”
นี่มัน….เสียงของตวนมู่หยาง!
หลินเมิ้งหยารีบส่งสายตาเป็นสัญญาณให้หลงเทียนอวี้ ทว่าอวี้อันที่กำลังช่วยห่อกระดูกของผู้อาวุโสสูงสุดไม่ทันระวังเผลอทำกระดูกขาของเขาร่วงหล่นลงพื้น
เสียงพลันดังขึ้นภายในห้องศิลา
หัวใจของหลินเมิ้งหยาแทบจะหลุดออกจากเบ้า นางคิดว่าคนด้านนอกจะต้องได้ยินอย่างแน่นอน
ทว่าแม้เวลาจะผ่านไปครู่หนึ่งแล้ว แต่ก็ไม่มีเสียงใดดังขึ้นอีก
หลินเมิ้งหยาและหลงเทียนอวี้กะพริบตาปริบๆ
“แค่ก แค่ก ข้างนอกนั่นใคร?”
หลงเทียนอวี้ปลอมเสียงของตนเพื่อเอ่ยถาม
ทว่าด้านนอกกลับยังคงเงียบกริบ ราวกับมิได้ยินเสียงของพวกเขาอย่างไรอย่างนั้น
จั่วชิวอวี้ลองด่าคำหนึ่ง ผลปรากฏว่าไม่มีเสียงด่ากลับ
ในที่สุดพวกเขาก็วางใจ ดูเหมือนห้องศิลาแห่งนี้จะสามารถเก็บเสียงได้ ฉะนั้นคนด้านนอกจึงไม่ได้ยิน
ทว่าคนที่อยู่ภายในกลับได้ยินอย่างชัดเจน
ดังนั้นจึงอำนวยความสะดวกให้แก่พวกเขายิ่งนัก
ทั้งสี่คนโล่งใจเพราะมั่นใจแล้วว่าคนที่อยู่ด้านนอกไม่ได้ยินพวกตนอย่างแน่นอน
แม้ว่าพวกคนเหล่านั้นจะกำลังถกเถียงกันเรื่องไฟน้ำมันที่ถูกจุดขึ้นก็ตาม
หลินเมิ้งหยารู้สึกสงสัย หรือพวกเขาจะไม่รู้ว่าที่นี่มีห้องศิลา?
ขณะที่กำลังไตร่ตรอง อยู่ๆ เสียงของชายหนุ่มพลันดังขึ้นอีกครั้ง
“ผู้อาวุโส พวกเขาจะเข้าไปแล้วหรือไม่?”
ผลปรากฏว่าพวกตวนมู่หยางเองก็รู้ว่าที่นี่คือห้องศิลา
“อะไรนะ? แม้ว่าคนที่ตกลงว่าจะเป็นพวกจวิ้นจู่ แต่พวกเขาก็ไม่มีทางเปิดประตูหินนี่ได้ บางทีอาจมีใครบางคนตกลงมาแล้วลืมดับไฟ พวกเรากลับกันก่อนเถิด หากมีคนพบทางเข้าออกอื่นเ เกรงว่าจะเกิดเรื่องใหญ่เอาได้”
เสียงฝีเท้าของพวกตวนมู่หยางดังไกลออกไปแล้ว
ทว่าตอนนี้ความสงสัยอัดแน่นอยู่เต็มกระเพาะของหลินเมิ้งหยา
ดูเหมือนตวนมู่หยางเองก็รู้เรื่องความลับของห้องศิลา มิเช่นนั้นพวกเขาจะพูดได้อย่างไรว่าไม่มีใครสามารถเข้ามาที่นี่ได้
ส่วนประตูทางออกอีกแห่ง….
“เร็ว พวกเรารีบไป!”
หัวใจหลินเมิ้งหยาเต้นระรัว นางรีบบอกให้พวกหลงเทียนอวี้ออกไป
โชคดีที่พวกเขาเตรียมการเอาไว้แล้ว ดังนั้นจั่วชิวอวี้และอวี้จึงหอบกระดูกแล้วรีบวิ่งมา
ทว่าทันทีที่เดินมาถึงประตูหิน ยังไม่ทันที่กลไกจะทำงาน กลิ่นเหม็นไหม้พลันลอยเข้ามาในห้องศิลา
ที่แท้พวกตวนมู่หยางก็จงใจเล่นละคร!
เป้าหมายที่แท้จริงของพวกเขาก็คือใช้ประตูอีกบานขังคนที่อยู่ในห้องศิลาเอาไว้
คาดว่าด้านหลังประตูหินจะต้องมีคนรอซุ่มโจมตีอยู่นานแล้ว
เขาลงมือเผาที่นี่ หากคนด้านในออกไปได้ เช่นนั้นไม่ว่าออกจากประตูไหนก็จะถูกโจมตีทันที
อำมหิตยิ่งนัก!
ดูเหมือนนางจะประเมินคนของหอป๋ายเฉาต่ำจนเกินไป
“ทำอย่างไรดี? เช่นนั้นพวกเราออกจากประตูหินไป อย่างน้อยพวกเราก็สามารถบุกทะลวงออกไปได้”
สายตาของจั่วชิวอวี้เปี่ยมไปด้วยความเคียดแค้น ตอนนี้คนในหอป๋ายเฉาเป็นเพียงสัตว์เดรัจฉานเท่านั้น
หลินเมิ้งหยารีบขัดความคิดของเขา ตอนนี้กำลังของพวกเขามีเพียงน้อยนิด หากพวกเขารู้ว่านางและจั่วชิวอวี้ถูกขังอยู่ที่นี่ คนพวกนั้นจะต้องไม่ยอมปล่อยพวกนางไปอย่างแน่นอน
ยังไม่ถึงเวลาที่ต้องเสี่ยงเช่นนั้น
“พวกเราเข้าไปก่อน บางทีอาจมีทางออกที่สาม”
อุณหภูมิสูงขึ้น ควันไฟเริ่มลอดทะลุเข้ามา
แต่โชคดีที่ห้องศิลาค่อนข้างกว้าง ยิ่งไปกว่านั้นควันไฟล้วนลอยขึ้นด้านบน ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถหายใจได้อย่างไม่มีปัญหา
แต่ความอดทนของคนทางด้านนอกย่อมมีมากกว่าพวกเขา
หลินเมิ้งหยากวาดตามอง ก่อนจะเอ่ยกับหลงเทียนอวี้
หากที่นี่เป็นหลุมหลบภัยของคนในหอป๋ายเฉา เช่นนั้นคนสร้างย่อมต้องคิดถึงปัญหานี้เอาไว้แล้ว
เล่าความคิดของตนให้ทุกคนฟัง ทั้งสี่รีบแยกย้ายกันออกค้นหาทั่วทั้งห้องศิลา
หลงเทียนอวี้และหลินเมิ้งหยาไปด้วยกัน พวกเขารีบหาช่องว่างบริเวณประตูหิน
แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่พบอะไร
กลิ่นเหม็นไหม้ฉุนขึ้นเรื่อยๆ หลินเมิ้งหยารู้สึกแสบคอเล็กน้อย แต่ถึงกระนั้นนางก็กระแอมเบาๆ แล้วส่ายหน้าให้กับอีกสองคน
ตอนนี้สถานการณ์กำลังคับขัน หากพวกเขายังอยู่ที่นี่ เกรงว่าพวกเขาทั้งสี่จะต้องกลายเป็นไส้กรอกรมควันอย่างแน่นอน
“เป็นอย่างไรบ้าง? พวกเราบุกออกไปเถิด เมิ้งหยา เจ้าไม่ต้องกลัว แม้ข้ากับอวี้อันจะต้องพลีชีพ แต่ข้าจะช่วยพวกเจ้าทั้งสองให้ออกไปให้ได้”
จั่วชิวอวี้เผยสีหน้าโศกเศร้า หลินเมิ้งหยาตบหน้าเขาเบาๆ สายตาเคร่งขรึม
“พูดบ้าอะไร จะต้องมีวิธี ทุกคนต้องมาถูกขังอยู่ที่นี่ก็เพราะแผนการของข้า เช่นนั้นข้าจะพาพวกเจ้าออกไปเอง”
จั่วชิวอวี้ดีหมดทุกอย่าง ยกเว้นตอนที่ตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน เขามักจะกลายเป็นคนบุ่มบ่ามเสมอ
ตอนนี้ความบุ่มบ่ามคือศัตรูที่สำคัญที่สุด
หลินเมิ้งหยาหมุนตัวกวาดตามองห้องศิลาอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดนางจึงรู้สึกว่ารูปปั้นชิ้นนี้ช่างขัดหูขัดตายิ่งนัก
“หลงเทียนอวี้ พระองค์มาดูนี่หน่อยเถิดเพคะ พระองค์รู้สึกว่ารูปปั้นชิ้นนี้แปลกๆ หรือไม่?”
หลงเทียนอวี้หันหน้าไปมองรูปปั้นเช่นเดียวกับนาง
จะว่าไปก็แปลก เหตุเพราะรูปปั้นมิได้อยู่ในศาล แต่กลับตั้งล้ำออกมาข้างหน้า
หลินเมิ้งหยาสาวเท้าเข้าไป ด้านหลังศาลคือกำแพงหินขนาดใหญ่
เมืองหลินเทียนล้อมด้วยทะเลทั้งสามด้าน อาณาจักรแห่งนี้ไม่มียอดเขาสูง
ไม่ว่าประตูหินหรือห้องหินก็ล้วนไม่เหมือนของที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
หลินเมิ้งหยายืมตะบันไฟมาถือไว้ เดินเข้าไปด้านหลังกำแพงหินหลังรูปปั้น ก่อนจะสำรวจให้ละเอียด
แม้กำแพงจะนูนไม่เท่ากัน แต่ถึงกระนั้นก็ต่างกันไม่มาก
หากไม่สังเกตให้ดีก็อาจมองไม่เห็นลายละเอียดเหล่านี้
ในเมื่อห้องศิลาถูกสร้างขึ้นด้วยฝีมือของมนุษย์ เช่นนั้นจะต้องมีทางออก
นี่คือความเคยชินของพวกช่างฝีมือในสมัยโบราณ เหตุเพราะหากพวกเขาทำงานให้กับเชื้อพระวงศ์ เช่นนั้นสักวันหนึ่งก็อาจต้องถูกฆ่าเพื่อเก็บซ่อนความลับ
ฉะนั้นในพระราชวังก็ล้วนแล้วแต่มีประตูทางออกลับที่สามารถหนีไปได้เสมอ
ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือการหาทางออกนั้น!
ตกลงอยู่ที่ไหนกันนะ?
หลินเมิ้งหยาบังคับหัวใจให้เย็นลง สายตากวาดมองทั่วทุกมุมของห้องศิลา
ในเมื่อห้องนี้ถูกขุดขึ้นมาโดยช่างฝีมือ เช่นนั้นประตูจะต้องถูกซ่อนเอาไว้ในที่ที่แม้แต่เจ้าของห้องเองก็คิดไม่ถึง
หลินเมิ้งหยากวาดสายตา ก่อนจะหยุดลงที่รูปปั้น
ห้องหินมีไหวเพื่อเซ่นไหว้ เช่นนั้นเจ้าของห้องจะต้องไม่กล้าขยับเขยื้อนรูปปั้นอย่างแน่นอน
สายตาของหลงเทียนอวี้หันมาประสานกับหลินเมิ้งหยา
ดวงตาของทั้งสองเปล่งประกาย แต่ก็เจือไว้ซึ่งความร้อนรนอยู่หลายส่วน
“นี่…ข้าว่า…พวกเจ้าสองคน…”
จั่วชิวอวี้มองทางพวกเขาด้วยความสงสัย พวกเขาทั้งคู่ล้วนมีความฉลาดเฉลียว ดังนั้นบางเวลาตัวเขาก็คิดตามคนทั้งสองไม่ทัน
ยิ่งได้เห็นสายตาของพวกเขาที่กำลังจับจ้องรูปปั้นเทพเจ้าแห่งโอสถแล้ว จั่วชิวอวี้ก็ยิ่งประหลาดใจ
“ไม่มีเวลาแล้ว พวกเรามาลองดูเถิดว่าจะสามารถขยับรูปปั้นได้หรือไม่”
หลินเมิ้งหยาเสนอขึ้น หลงเทียนอวี้รีบทำตาม
“นี่! เปี่ยวเม่ย นี่เจ้าจะหลอกลวงลบล้างบรรพจารย์หรือ…”