ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 18 บทที่ 540 กลุ่มจู๋หลง
หลิวซวนทำงานอย่างรอบคอบ เขาแยกขังผู้อาวุโสแต่ละคน แม้แต่ลูกศิษย์ของพวกเขาก็ถูกขังแยกกันไป
ระหว่างทาง หลินเมิ้งหยาสอบถามจึงได้รู้ว่าหลิวซวนนำกำลังทหารมาช่วยทั้งหมดสามพันคน
“ข้าน้อยได้รับคำสั่งจากฝ่าบาท ฝ่าบาททรงคาดเดาเอาไว้แล้วว่าจะต้องมีคนคิดร้ายต่อจวิ้นจู่และจวิ้นอ๋อง ดังนั้นจึงมีพระบัญชาให้ข้าน้อยนำกำลังทหารมาช่วยเหลือพ่ะย่ะค่ะ”
หลินเมิ้งหยาผงกศีรษะลง อวี้เปี่ยวเกอคงคาดเดาเอาไว้ ดังนั้นจึงลอบให้ความช่วยเหลือพวกนางอยู่เงียบๆ
คาดว่าที่ไม่ปรากฏตัวออกมาในเวลานี้คงเพราะมีงานสำคัญให้ต้องจัดการกระมัง
“เมิ้งหยา เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าหลิวซวนนำกำลังคนมา?”
ภายในเรือน ทุกคนกำลังนั่งพักผ่อน
หลิวซวนทิ้งทหารไว้หนึ่งหน่วยเพื่อปกป้องพวกนางมิให้ได้รับอันตราย
เมื่อไม่มีคนนอกแล้ว หลงเทียนอวี้จึงเอ่ยถามขึ้น
“อันที่จริงหม่อมฉันเพียงเดาเท่านั้นเพคะ การที่อาซิ่วเข้ามาที่นี่ได้อย่างง่ายดาย หม่อมฉันคิดว่าจะต้องเป็นสัญญาณที่ส่งมาจากเฉินเปี่ยวเกออย่างแน่นอน”
หอป๋ายเฉาคือที่ใดกัน? อย่าว่าแต่คนธรรมดาเลย อาซิ่วเป็นหญิงสาวที่มาจากต่างบ้านต่างเมือง หากเป็นปกติทั่วไป แม้จะผ่านหน้าประตูหอมาได้ยังยาก
ทว่าอาซิ่วไม่เพียงเข้ามาได้ แต่นางยังพาคนมาส่งของได้อีกด้วย
นั่นหมายความว่าเฉินเปี่ยวเกอเริ่มลงมือกับหอป๋ายเฉาแล้ว ดังนั้นเส้นใยที่มองไม่เห็นจึงปรากฏออกมา
ทว่าพวกหนานรุ่ยกลับจดจ่ออยู่แต่กับเรื่องการชิงตำแหน่งผู้อาวุโสสูงสุดแห่งหอป๋ายเฉาเท่านั้น
พวกเขาคงคาดไม่ถึงว่าหอป๋ายเฉาจะมีวันที่เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เช่นนี้
“เช่นนั้นแผนต่อไปจะทำเช่นไร?”
หลงเทียนอวี้ก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้าหลินเมิ้งหยาพร้อมทั้งเอ่ยถาม
ตอนนี้จั่วชิวเฉินวางแผนทุกอย่างเอาไว้อย่างดีแล้ว ส่วนหลินเมิ้งหยาเพียงเป็นผู้พายเรือตามน้ำเท่านั้น
ทว่าพวกคนที่ปรุงยาเซินเซียนซ่านเหล่านั้นหนีไปแล้ว นี่คือหายนะที่แท้จริง
“ไต่สวนพวกตาเฒ่าเจ้าเล่ห์เหล่านั้นอย่างไรเล่าเพคะ สถานที่แห่งนั้นถูกพบที่ลานด้านหลังหอป๋ายเฉา ถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม่อาจปฏิเสธได้”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ หลินเมิ้งหยารู้สึกมีโทสะไม่น้อย
นางอุตส่าห์คิดว่าอย่างน้อยก็น่าจะได้เบาะแสอะไรบ้างจากการโจมตีอย่างกะทันหันในคราวนี้ แต่ใครจะรู้ว่าพวกนางจะช้าไปก้าวหนึ่ง
ราวกับว่าเมื่อนางเปิดฉากต่อสู้กับกลุ่มคนลึกลับเหล่านั้นแล้ว นางก็ไม่มีวันได้รับชัยชนะ
คิดไม่ถึงเลยว่าความรู้สึกนี้จะกระตุ้นความอยากเอาชนะของนางขึ้นมา
“แต่เจ้าเคยตรองดูหรือไม่ว่าเหตุที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่ก็เพราะพวกเขาไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลัง”
หลงเทียนอวี้สุขุมกว่านางมาก เขาจึงเป็นฝ่ายปลอบโยนหลินเมิ้งหยา
นางจะไม่รู้ได้อย่างไร จากอุปนิสัยของอีกฝ่าย หากตาเฒ่าเหล่านั้นล่วงรู้ตื้นลึกหนาบาง เกรงว่าคงถูกกำจัดทิ้งไปแต่แรกแล้ว
“จริงสิ ยังมีอาซิ่วอยู่ เจ้ารีบส่งคนไปตรวจสอบคนที่เกี่ยวข้องกับอาซิ่วเร็วเข้า พวกเขาปล่อยฐานที่มั่นอย่างหอป๋ายเฉาไปอาจเพราะมีวัตถุประสงค์อื่นก็ได้”
หลินเมิ้งหยาเพิ่งนึกขึ้นมาได้ หลิวซวนและเฉินเปี่ยวเกอเคลื่อนไหวกันอย่างลับๆ
หากมิใช่เพราะอีกฝ่ายได้รับข่าวล่วงหน้า เช่นนั้นพวกเขาจะหนีไปตั้งแต่เมื่อสองวันที่แล้วได้อย่างไร?
นอกเสียจาก.….
รูม่านตาหดเล็กลง หลินเมิ้งหยาเพิ่งคิดออกว่าหากยาเซินเซียนซ่านถูกสร้างออกมาสำเร็จแล้ว เช่นนั้นหากนางจะยับยั้งก็คงยาก
ทุกอย่างกระจ่างแล้ว
แต่เดิมกลุ่มลึกลับนี้มาหาคนที่หอป๋ายเฉา บางทีพวกเขาอาจใช้เงินหรืออำนาจเพื่อให้พวกเขาเหล่านั้นเป็นโล่กำบัง
ดังนั้นหอป๋ายเฉาจึงกลายเป็นคลังเก็บยาของคนพวกนั้น
ส่วนคนเหล่านั้นก็เป็นกองกำลังที่คอยคุ้มกันหอป๋ายเฉาเอาไว้
นางเดาว่าพวกหนานรุ่ยคงอยากใช้อำนาจของคนเหล่านั้นเพื่อขึ้นรับตำแหน่งผู้อาวุโสสูงสุดแห่งหอป๋ายเฉา
แต่เมื่อพวกเขาทำการสำเร็จแล้ว หอป๋ายเฉาจึงกลายเป็นเพียงภาระที่สุดท้ายพวกเขาก็เลือกจะตัดทิ้งไป
คาดว่าอีกฝ่ายจะต้องเดาเอาไว้แล้วว่าความอดทนของจั่วชิวเฉินที่มีต่อหอป๋ายเฉามาถึงขีดจำกัดแล้ว
แน่นอนว่าจั่วชิวเฉินจะต้องเข้ามากวาดล้างคนเหล่านี้แทนพวกเขา
ยิ่งไปกว่านั้นหอป๋ายเฉายังถูกควบคุมเอาไว้ ดังนั้นจั่วชิวเฉินย่อมไม่มีความสามารถในการตรวจสอบผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้
กว่าจั่วชิวเฉินจะรู้สึกตัว พวกเขาก็วางรากฐานที่มั่นคงอีกครั้งสำเร็จแล้ว
แผนการล้ำลึกยิ่งนัก แม้แต่จักรพรรดิของแคว้นยังเป็นเพียงของเล่นในกำมือของพวกเขา
“ฮึ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ แผนการสลับซับซ้อนยิ่งนัก ไม่แปลกใจเลยที่ข้าจะพ่ายแพ้”
หลินเมิ้งหยามิใช่คนขี้แพ้ชวนตี ในเมื่อแพ้ก็ย่อมยอมรับว่าตนเองแพ้
แต่คราวหน้านางจะต้องชนะ
แม้คนเหล่านั้นจะทำงานกันอย่างไร้ข้อบกพร่อง แต่น่าเสียดาย บนโลกใบนี้หาได้มีกำแพงใดที่กั้นวายุได้
“หลงเทียนอวี้ เรื่องที่นี่ปล่อยให้หลิวซวนดูแลเถิดเพคะ พวกเราเก็บของกันเถิด อีกสองสามวันพวกเราจะกลับบ้าน”
อยู่ๆ หลินเมิ้งหยาก็เปลี่ยนใจไม่ไปไต่สวนพวกผู้อาวุโสแล้ว แต่กลับหยักยิ้มมองหน้าหลงเทียนอวี้แทน
“เจ้า…ดี ข้าแล้วแต่เจ้า”
คำถามถูกหยุดเอาไว้แต่เพียงเท่านี้
มองดวงตาที่กลับมาเปล่งประกายอีกครั้งของหลินเมิ้งหยา หลงเทียนอวี้รู้ได้ทันทีว่านางคิดได้แล้ว
“อืม พวกเจ้าอยู่ช่วยหลิวซวนที่นี่ก่อน ข้าจะออกไปข้างนอกกับอาซิ่วสักรอบหนึ่ง อีกเดี๋ยวจะกลับมา”
ยุ่งตลอดทั้งวัน ตอนนี้สีของท้องฟ้าเข้มขึ้นแล้ว
แม้หลงเทียนอวี้จะไม่วางใจ แต่เพราะมีอาซิ่วและทหารองครักษ์ตามไปคุ้มกัน เขาจึงเบาใจลง
แม้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในหอป๋ายเฉา แต่ภายนอกยังคงเงียบสงบดั่งเดิม
ราษฎรมิได้สนใจกับการผลัดเปลี่ยนอำนาจในหอป๋ายเฉานัก ทว่าพวกตระกูลใหญ่โตที่คบค้าสมาคมกับหอป๋ายเฉาล้วนสั่นสะท้าน
“รีบกลับมาก็แล้วกัน ระวังตัวด้วย”
กำชับหนหนึ่ง ก่อนจะมองตามทั้งสองที่กำลังเดินจากไป
บรรยากาศจึงเงียบลง
ใบหน้าที่เคยผ่อนคลายของหลงเทียนอวี้และจั่วชิวอวี้พลันหายไป
หันหน้าสบตากัน ก่อนจะแยกย้ายกันไปคนละทิศทาง
“เย่ ข่าวที่ข้าให้เจ้าสืบได้ความว่าอย่างไร?”
กลับเข้ามาภายในห้อง หลงเทียนอวี้ยืดตัวตรงก่อนจะเอ่ยถามเสียงเข้ม
“ข้าน้อยไล่สืบมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ ผู้ที่ลอบทำร้ายท่านอ๋องและพระชายาคือกลุ่มที่ชื่อจู๋หลง พวกเขามีโครงข่ายโยงใยมากมาย ทว่ากลุ่มจู๋หลงหายตัวไปเมื่อสามสิบปีที่แล้ว แต่ระหว่างที่ข ข้าน้อยตามสืบกลับพบว่าพวกเขามีการใช้วิธีการติดต่อสื่อสารเฉกเช่นเดียวกับกลุ่มจู๋หลงทุกอย่าง แต่เพราะเวลาที่ล่วงเลยมานานหลายปี ดังนั้นข้าน้อยจึงไม่อาจแน่ใจพ่ะย่ะค่ะ”
หลงเทียนอวี้เป็นคนมีไหวพริบ ดังนั้นเขาย่อมสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติอยู่นานแล้ว
เขาส่งลูกน้องที่มีความสามารถออกตามสืบเรื่องนี้ แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะได้รับรู้เรื่องชื่อกลุ่มคนที่หายตัวไปราวสามสิบปีแล้ว
“กลุ่มจู๋หลง? สามารถตามสืบได้หรือไม่? อีกอย่างเจ้าจงส่งคนไปจับตาดูพวกที่ออกจากหอป๋ายเฉาให้ดี”
“พ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยส่งคนไปจับตาดูแล้ว แต่พวกเขาระมัดระวังตัวยิ่งนัก คนของพวกเราทำได้เพียงลอบมองจากที่ไกลๆ เมื่อคืนพวกเขานั่งเรือลำหนึ่งมุ่งหน้าไปทางเมืองเลี่ยหยุนพ่ะย่ะค่ะ ”
คำพูดของเย่ทำให้หัวคิ้วของหลงเทียนอวี้ขมวดมุ่น
เมืองหลินเทียนอยู่ติดทะเลทั้งสามด้าน โดยเฉพาะเมืองหลวงเก่าที่มีเส้นทางไปยังท่าเรือที่สำคัญ
คาดว่าพวกเขาคงวางแผนเอาไว้นานแล้วจึงเลือกเดินทางด้วยเส้นทางนี้
ทะเลกว้างใหญ่ไพศาล หากคนของเขาตามไป นอกจากจะไม่ง่ายแล้ว หากไม่ระวังให้ดียังอาจถูกอีกฝ่ายจับได้
“ตามต่อไป ขอเพียงรู้ว่าพวกเขาไปที่ใดก็พอ แต่ไม่จำเป็นต้องบุกเข้าไป หากพบแล้วให้รีบกลับมา”
“พ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง”
ร่างของเย่หายไปจากสายตาของหลงเทียนอวี้
กลุ่มจู๋หลง? สมองของเขามีเพียงสามคำนี้
ท่านอาจารย์เคยเล่าเรื่องนี้มาก่อน ได้ยินมาว่ากลุ่มนี้มีมาตั้งแต่เมื่อสองสามร้อยปีก่อนแล้ว
ทว่ายิ่งกาลเวลาเปลี่ยนผัน ปณิธานเดิมย่อมเปลี่ยนแปลง
เมื่อสามสิบปีที่แล้วพวกเขาเป็นกลุ่มคนโฉดชั่ว ต่อมาคนของยุทธภพเชื่อมความสัมพันธ์กับราชสำนัก ดังนั้นจึงร่วมมือกันทำลายกลุ่มจู๋หลงจนมอดม้วยหมดสิ้น
คิดไม่ถึงเลยว่าพวกเขาจะปรากฏตัวอีกครั้ง
แต่คราวนี้กลุ่มจู๋หลงวางแผนอะไรไว้กันแน่?
เขามิได้อยากปิดบังเรื่องนี้กับหลินเมิ้งหยา แต่เพราะเรื่องนี้อันตรายเกินไป
เขาไม่อยากให้นางต้องตกอยูในอันตรายอีกแล้ว
คราวนี้เขาจะเป็นผู้ขจัดภัยอันตรายเหล่านั้นเอง!
ภายในเมืองหลวงเก่า พวกหลินเมิ้งหยาค่อนข้างโดดเด่นสะดุดตา
แม้จะเป็นเวลาพลบค่ำแล้ว แต่ด้วยใบหน้างดงามเพริศพริ้งของนางและอาซิ่ว คนหนึ่งสง่างามชวนหลงใหล ส่วนอีกคนน่ารักซุกซนชวนมอง รวมถึงเสื้อผ้าเนื้อดีที่พบเห็นได้ยากและองครักษ์ที่ เดินตามมาทางด้านหลัง พวกนางทั้งสองจึงไม่ต่างไปจากพวกคุณหนูสูงศักดิ์ที่ออกมาเที่ยวเล่นยามวิกาล
“พี่สาวจวิ้นจู่กำลังหาอะไรหรือ? ให้ข้าช่วยท่านหรือไม่?”
อาซิ่วมองหลินเมิ้งหยาด้วยสายตางงงวย นับตั้งแต่เดินทางออกจากหอป๋ายเฉา หลินเมิ้งหยาก็พยายามสูดดมกลิ่นในอากาศ
แม้ท่าทางจะมิได้น่าเกลียด แต่อาซิ่วกลับรู้สึกว่าพี่สาวจวิ้นจู่กำลังตามสืบเบาะแสอะไรบางอย่าง
“ข้ากำลังหาสถานที่ที่เจ้าพบซู่เหมยในคราวก่อน ข้าอยากรู้ว่าตกลงนางหายไปไหน จริงสิ เจ้าเห็นนางที่ใด?”
คนที่ลานด้านหลังหอป๋ายเฉาหนีไปแล้ว พวกผู้อาวุโสเป็นเพียงหมากที่ถูกทิ้ง ต่อให้นางเค้นถามก็คงมิได้ความอะไร
คาดว่าหลิวซวนคงส่งคนไปจัดการเรียบร้อยแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นอีกฝ่ายต้องการการกุมอำนาจของเมืองหลินเทียน ฉะนั้นนางจึงยังไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องพวกผู้อาวุโสในตอนนี้
ผิดกับซู่เหมย นางจะต้องยังไม่จากไปไหน มิเช่นนั้นคนของหลงเทียนอวี้ต้องกลับมารายงานแล้ว
หากยังอยู่ในเมืองหลวงเก่า มิสู้นางล่าตัวซู่เหมยออกมาเองไม่ดีกว่าหรือ มิเช่นนั้นจิตใจของนางคงไม่อาจสงบได้
“อ๋อ ข้าจำได้เจ้าค่ะ ข้าพบนางที่นอกเฉียนจวง [1] แห่งหนึ่ง ไปกันเถิด ข้านำทางเองเจ้าค่ะ”
อาซิ่วจับมือหลินเมิ้งหยาก่อนจะพาเดินไปอย่างรวดเร็ว
ทว่าขณะที่พวกเขากำลังจะเดินผ่านร้านขายยาแห่งหนึ่ง เท้าของหลินเมิ้งหยาพลันหยุดชะงักลง
“รอเดี๋ยว ที่นี่มีอะไรบางอย่าง”
——————-
หมายเหตุ
[1] เฉียนจวง หมายถึง ธนาคารในสมัยโบราณ