ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 19 บทที่ 543 เจอศัตรูเก่า
“ฟางหลานเก๋อ? ฮึ จงกลับไปบอกเถ้าแก่มู่ของพวกเจ้าว่าข้ารับแม่นางทั้งสองเอาไว้แล้ว หากเขาบังอาจมาหาเรื่องที่นี่แล้วล่ะก็ เช่นนั้นเขาจะมิได้เปิดร้านฟางหลานเก๋ออีกต่อไป ไสหัวไ ไปซะ มิเช่นนั้นข้าจะหักขาพวกเจ้าเสีย!”
ดวงตาของคนรับใช้ในชุดสีเทาเผยความเย่อหยิ่งอยู่หลายส่วน
ทว่าเขาที่เป็นเพียงคนรับใช้รู้ได้อย่างไรว่าเถ้าแก่ร้านฟางหลานเก๋อสกุลมู่?
ยิ่งไปกว่านั้นแม้ช่องว่างระหว่างประตูจะไม่มาก แต่ก็สามารถเห็นความหรูหราของเรือนด้านหลังได้เป็นอย่างดี แน่นอนว่าชายร่างกำยำเหล่านี้ล้วนไม่เคยเห็นมาก่อน
เหตุเพราะทำงานอยู่ในซ่องโสมมมานาน ฉะนั้นพวกเขาย่อมรู้ดีว่าคนแบบใดที่ไม่ควรเข้าไปยุ่งด้วย
ดังนั้นหลังจากมองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง ผู้เป็นหัวหน้าจึงเอ่ยด้วยความจำยอม
“อย่าคิดว่าข้ากลัวเจ้าเลย รอก่อนเถิด ใช่ว่าใครจะยุ่งกับฟางหลานเก๋อของพวกเราได้ง่ายๆ ! ข้าจะกลับไปถามให้ชัดเจน หากเจ้าบังอาจหลอกข้าแล้วล่ะก็ เช่นนั้นข้าจะทำลายบ้านของเ เจ้าให้สิ้นซาก ! พี่น้องทั้งหลาย กลับ!”
ทิ้งคำพูดอาฆาตมาดร้ายไว้เพียงสองสามคำ ก่อนที่ชายฉกรรจ์เหล่านั้นจะสบถบริภาษแล้วจากไป
หลังจากคนรับใช้ในชุดสีเทาปรายตามองอยู่หนหนึ่ง เขาจึงปิดประตูจนสนิทอีกครั้ง
เขาหมุนตัว เด็กสาวที่กำลังตื่นตระหนกจ้องหน้าเขาด้วยแววตาฉงนสงสัย
“แม่นางทั้งสองอย่าได้กลัวไปเลย ไม่มีใครกล้ายุ่มย่ามกับคฤหาสน์หลังนี้หรอก บังเอิญคุณหนูของพวกเราต้องการสาวใช้สองคน เช่นนั้นข้าจะพาเจ้าไปพบคุณหนูประเดี๋ยวนี้”
แม้คนรับใช้ในชุดเทาจะเอื้อนเอ่ยวาจาสุภาพอ่อนโยน แต่แสงประกายของความอำมหิตกลับสะท้อนในดวงตาของเขา
แต่เด็กสาวทั้งสองจะเข้าใจความหมายในดวงตาของเขาได้อย่างไร พวกนางรีบค้อมตัวขอบคุณด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข
พวกนางไม่รู้ตัวเลยว่าแม้ตนเองจะหนีจากสถานที่โสมมอย่างฟางหลานเก๋อมาได้ แต่พวกนางกำลังมุ่งหน้าเข้าหาจิ้งจอกเจ้าเล่ห์แล้ว
หากพวกนางรู้ พวกนางคงร้องไห้แล้วร้องตะโกนเพื่อขอกลับไปหามามาแห่งฟางหลานเก๋ออย่างแน่นอน
เด็กสาวทั้งสองเดินตามหลังคนรับใช้เข้าไปยังส่วนลึกของคฤหาสน์
บางทีอาจเพราะคิดว่าตนเองปลอดภัยแล้ว ดังนั้นพวกนางจึงเริ่มส่งเสียงสนทนากันมากขึ้น
คฤหาสน์หลังนี้หรูหรากว้างขวาง ทั้งยังโดดเด่นมีเอกลักษณ์ พวกนางไม่เคยเห็นมาก่อน
มุมปากคนรับใช้ในชุดเทาเหยียดยิ้มเย็น ดูเหมือนพวกนางทั้งสองคงไม่รู้ว่าพวกตนต้องเผชิญหน้ากับสิ่งใด
ทั้งสามเดินเข้าไปยังลานด้านหลัง จนกระทั่งหยุดอยู่หน้าประตูห้องที่ประดับตกแต่งอย่างหรูหรางดงาม
คนรับใช้ค้อมตัวลงพร้อมทั้งเอ่ย
“คุณหนูอวี้ เมื่อครู่มีคนมาใหม่สองคน ท่านลองดูเถิดว่าพวกนางถูกใจท่านหรือไม่”
ครู่ต่อมาประตูลายดอกฝูหรงถูกมือคู่หนึ่งเปิดออก
ร่างบางในชุดสีแดงทับทิมเยื้องย่างออกมา ดวงตาเรียวยาวดั่งหงส์ทอดลงบนร่างของเด็กสาวทั้งสอง
หลังจากชายตามองปราดหนึ่ง นางจึงเอ่ย
“อืม สินค้าคราวนี้ไม่เลวเลย เจ้าไปรับรางวัลเถิด ปล่อยพวกนางให้อยู่กับข้าที่นี่ก่อน พวกเจ้าทั้งสองจงตามข้ามา”
เอ่ยเสียงเนิบนาบอ้อยอิ่งชวนหลงใหล คนรับใช้แอบชำเลืองมองหน้าอกอวบอิ่มและเอวบางอ้อนแอ้นของอีกฝ่ายอยู่หลายหน
เพียงได้ยินคำว่ารางวัล เขารีบดันตัวเด็กสาวทั้งสองเข้าหาคุณหนูอวี้
“พวกเจ้าจงรับใช้คุณหนูอวี้ให้ดี คุณหนูอวี้ หากไม่มีอะไรแล้ว ข้าน้อยขอตัวลา”
มองตามคนรับใช้ที่จากไปด้วยความดีอกดีใจ คุณหนูอวี้ปรายตามองเด็กสาวทั้งคู่อยู่สองหน ก่อนจะกระซิบเสียงเบา
“ตามข้ามา อย่ายืนโง่อยู่ที่นี่เลย”
เด็กสาวทั้งสองแสดงสีหน้าดีอกดีใจ บางทีอาจเพราะไม่เคยเห็นสตรีหน้าตางดงามเช่นนี้มาก่อน ดังนั้นพวกนางจึงรีบเข้าไปในห้องของหญิงสาวชุดแดง
ประตูถูกปิดสนิทอีกครั้งเพื่อบดบังสิ่งที่อยู่ภายใน
ภายในห้องถูกตกแต่งอย่างหรูหรา อีกทั้งยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ฟุ้งกระจาย
ทว่าคุณหนูอวี้รีบหยิบถุงหอมสองถุงจากโต๊ะแต่งหน้าแล้วแบ่งให้พวกนางทั้งสอง
สีหน้าที่เคยเย็นชาพลันเปลี่ยนเป็นตกตะลึงระคนยินดี
“จวิ้นจู่ ตามข้าเข้ามาเถิด”
น้ำเสียงเจือไว้ซึ่งความเคารพระคนสนิทสนม เด็กสาวทั้งสองจึงเลิกหดคองอตัว
จากนั้นจึงเดินตามคุณหนูอวี้เข้าไปยังห้องลับ
“หงอวี้ เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่? พวกเขามิได้บังคับขู่เข็ญเจ้าใช่หรือไม่?”
แน่นอนว่าพวกนางทั้งสองคือหลินเมิ้งหยาและอาซิ่ว
อยู่ๆ หลินเมิ้งหยาก็นึกขึ้นมาได้ หลงเทียนอวี้เคยส่งคนสะกดรอยตามซู่เหมยมาก่อน
ข้อมูลที่ได้รับคือซู่เหมยและหงอวี้อยู่ในบ้านหลังเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้นยังมีหญิงสาวอีกมากมาย
ดังนั้นนางจึงเดาว่าอาจจะเป็นที่แห่งนี้ ยิ่งไปกว่านั้นเย่ยังเคยส่งข่าวมาว่ามีหญิงสาวจำนวนมากถูกส่งตัวมาที่นี่
แต่เขามิเคยเห็นหญิงสาวคนใดได้กลับออกมา
หลินเมิ้งหยาเพิ่งพบว่าการคาดเดาของตนเองถูกต้องทั้งหมด
คนรับใช้คนนั้นจะต้องคิดว่าพวกนางทั้งสองเป็นเพียงเด็กสาวธรรมดา ดังนั้นจึงเปิดประตูให้พวกนางเข้ามา
แต่ใครจะคิดเล่าว่านางจะได้พบกับหงอวี้ที่นี่
“ข้า…ข้าสบายดีเจ้าค่ะ เพียงแต่…จวิ้นจู่มิควรมาที่นี่ ที่นี่อันตรายยิ่งนัก อีกเดี๋ยวข้าจะหาวิธีพาพวกท่านออกไป”
หงอวี้มีสีหน้ากระวนกระวายใจอยู่หลายส่วน ตอนแรกนางคิดว่าตนเองคงไม่มีวันได้ออกไปจากที่นี่อีกแล้ว แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะได้เจอกับหลินเมิ้งหยาเช่นนี้
“อย่าเพิ่งร้อนใจไป ในเมื่อข้าเข้ามาที่นี่ได้ เช่นนั้นข้าย่อมมีวิธีกลับออกไป แต่เจ้าเคยเล่าว่าคนพวกนั้นจับตัวเจ้าไปเพราะต้องการพิสูจน์ว่าข้ามิใช่จวิ้นจู่มิใช่หรือ? เช่นนั้น เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่ ซ้ำยังกลายเป็นคุณหนูอวี้เล่า?”
หลินเมิ้งหยาปลอบโยนหงอวี้ ก่อนจะเอ่ยถามสิ่งที่ตนเองสงสัย
หงอวี้หยักยิ้มขมขื่น ก่อนจะส่ายหน้า
“ใดๆ บนโลกนี้ล้วนยากจะคาดเดา นับตั้งแต่วันที่ข้าถูกส่งตัวมาที่นี่ ข้ามักได้ยินพวกเขาเอ่ยถึงท่าน พวกเขาเล่าว่าท่านเป็นคนเก่ง ท่านเป็นคนมีชาติตระกูลจากทางเหนือ อีกทั้งยัง ได้รับการยอมรับจากคนในราชวงศ์ ดังนั้นจึงยากที่จะให้ร้ายเรื่องตัวตนของท่าน ดังนั้นพวกเขาจึงระงับแผนนี้เอาไว้ก่อน เหตุที่ข้าถูกส่งมาที่นี่ก็เพราะข้าเคยเป็นนางโลม อีกทั้งย ยังถูกเรียกว่าคุณหนูอวี้ พวกเขาบังคับให้ข้าทำเรื่องชั่วช้ามากมายเจ้าค่ะ”
หงอวี้รู้สึกผิดไม่น้อย เห็นได้ชัดว่านางไม่อยากอยู่ที่นี่อีกแล้ว
ตอนนั้นนางชำระล้างตัวตนของตนเองจนหมดสิ้นแล้วเพื่อหวังจะตั้งตัวใหม่
แต่ใครจะคิดเล่าว่าไปๆ มาๆ ตนเองจะได้กลับมาอยู่ในที่แห่งนี้อีกครั้ง
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ แต่ที่นี่คือที่ใดกันแน่? แล้วน้องสาวของเจ้ากำลังวางแผนจะทำอะไร?”
หลินเมิ้งหยามีข้อสงสัยมากมาย โชคดีที่หงอวี้ยังคงอยู่ฝ่ายของนาง
มิเช่นนั้นนางคงจัดการที่นี่ไม่ได้ง่ายๆ
“อันที่จริงคฤหาสน์หลังนี้…”
ขณะที่หงอวี้กำลังจะเล่า เสียงนุ่มนวลพลันดังขึ้นจากทางด้านนอก
“ท่านพี่ ได้ยินมาว่ามีคนใหม่มาเพิ่ม น้องประหลาดใจยิ่งนักจึงมาดูให้แน่ชัดเจ้าค่ะ”
น้ำเสียงหยิ่งยโสไร้ความจริงใจทำให้หลินเมิ้งหยารู้ได้ทันทีว่าคือผู้ใด
“แย่แล้ว เหตุใดนางจึงมาที่นี่”
สายตาหงอวี้กระสับกระส่ายอย่างเห็นได้ชัด หากหลินเมิ้งหยามองไม่ผิด แววตาของหงอวี้ยังฉายความรู้สึก…หวาดกลัว
ซู่เหมยเป็นน้องสาวของนาง นางไม่ควรมีท่าทีเช่นนี้
หงอวี้มีท่าทางตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด มือคว้าแป้งสีชาดบนโต๊ะเครื่องแป้งขึ้นวาดถูบนใบหน้าของพวกหลินเมิ้งหยา
สุดท้ายจึงแสดงท่าทางให้พวกนางเงียบ ส่วนตนเองสงบสติอารมณ์อยู่ครู่หนึ่งจึงเดินออกจากห้องไป
“เจ้ามาได้อย่างไรกัน?”
เมื่อประตูเปิดออก สตรีร่างบางในชุดสีม่วงเข้มผลักหงอวี้ออกแล้วเข้ามานั่งลงที่โต๊ะ
แม้จะอยู่หลังม่านไข่มุก แต่หลินเมิ้งหยากลับมองเห็นทุกอย่างได้อย่างชัดเจน
เดิมทีซู่เหมยเป็นเพียงเด็กสาวบ้านนอก แม้จะมีหน้าตาโดดเด่นอยู่บ้าง แต่ก็มิได้น่าหลงใหล
ทว่าตอนนี้ผิวพรรณของนางกลับขาวผ่องดุจหิมะ กระทั่งขนคิ้วเองก็ถูกวาดอย่างบรรจง
กอปรกับชุดสีม่วงเข้มยิ่งทำให้ผิวของนางเปล่งประกายชวนมอง
ชุดหรูหรางดงามขับให้เรือนร่างของนางมีความเย้ายวน
แววตาไร้ซึ่งความขี้ขลาดและเจ้าเล่ห์ แต่กลับมีเสน่ห์ชวนหลงใหล
หลินเมิ้งหยาอดที่จะตกตะลึงมิได้ ทั้งที่เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วัน แต่อะไรทำให้นางเปลี่ยนไปเช่นนี้?
“เหตุใดข้าจะมาไม่ได้ ? ท่านพี่อย่าลืมสิเจ้าคะ ท่านเพียงแต่รับหน้าที่สั่งสอนพวกนางโลมเท่านั้น แต่ข้าต่างหากที่เป็นคนควบคุมดูแลที่นี่ คนเล่า? อยู่ที่ใดกัน? ข้าอยากเห็นพวกน นาง”
น้ำเสียงเย่อหยิ่งไร้มารยาท หลินเมิ้งหยามองทุกอย่างออกแล้ว
ซู่เหมยเพียงแค่อยากมาหาเรื่องหงอวี้เท่านั้น หากซู่เหมยพบนางกับอาซิ่ว เกรงว่าจะต้องแย่แน่ๆ
หงอวี้เม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะเอ่ยวิงวอน
“น้องสาว ข้ารู้ว่าเจ้าขุ่นเคืองข้า แต่เรื่องนี้มิเกี่ยวข้องกับผู้อื่น หากเจ้าอยากเห็น เช่นนั้นข้าเรียกพวกนางออกมาก็ได้ เรื่องในอดีตข้าผิดเอง”
เมื่อได้ยินคำพูดของหงอวี้ ดวงตาซู่เหมยพลันแข็งกระด้างไร้ความรู้สึก
“หากรู้เช่นนี้ก็ควรจะทำให้ข้ากลายเป็นภรรยาอนุของอ๋องอวี้ตั้งแต่แรก แต่ตอนนี้ก็ยังไม่สายเกินไป นายท่านรับปากกับข้าแล้ว ขอเพียงข้าทำตามเงื่อนไขของเขาสำเร็จ เขามีวิธีทำ ำให้ข้าได้กลับไปอยู่ข้างกายอ๋องอวี้อีกครั้ง ยิ่งไปกว่านั้นหากข้าไม่พึงใจแล้ว เขาก็สามารถส่งข้าไปเป็นภรรยาขององค์ชายแห่งต้าจิ้นหรือหลินเทียนคนใดก็ได้ จะว่าไปแล้วข้าก็ต ต้องขอบใจท่านมาก หากไม่มีท่าน นายท่านจะรู้จักข้าได้อย่างไร? ช่างเถิด ข้าเองก็เหนื่อยแล้ว ไม่มีอารมณ์ดูพวกนางทั้งสองแล้ว ท่านสั่งสอนพวกนางให้ดีก็แล้วกัน หากไม่อยากให้พวก นางกลายมาเป็นยาบำรุงของข้า ท่านรู้ดีว่าควรทำเช่นไร”
น้ำเสียงของซู่เหมยเจือความรังเกียจอยู่หลายส่วน
หงอวี้หดตัว ก่อนจะพยักหน้าลงด้วยความจำยอม
มองตามหลังซู่เหมยที่เดินจากไปด้วยท่วงท่าดั่งนางพญา
นานกว่าหงอวี้จะถอนหายใจออกมาแล้วปิดประตูลงอีกครั้ง
“อันตรายยิ่งนัก อีกนิดเดียวก็จะถูกจับได้แล้ว พี่หงอวี้ น้องสาวของท่านแปลกไปหรือไม่?”
อาซิ่วตบหน้าอกตัวเองพลางกระซิบเสียงเบา
หงอวี้หมุนตัวกลับมา สีหน้าราวกับคนทำอะไรไม่ถูก