ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 19 บทที่ 544 กระดูกงดงามคลุ้มคลั่ง
“ซู่เหมย….นางเสียสติไปแล้ว ข้าหยุดหรือช่วยนางไม่ได้อีกแล้ว”
ใบหน้าหงอวี้เปี่ยมไปด้วยความโศกเศร้า น้องสาวผู้ใสซื่อไร้เดียงสาในความทรงจำกลายเป็นคนแบบนี้ไปเสียแล้ว
น้ำตารินไหลแต่ไร้เสียงสะอื้น
ตลอดหลายวันมานี้นางคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากตอนนั้นนางไม่แสดงตัวกับซู่เหมย เรื่องราวจะเปลี่ยนไปจากตอนนี้หรือไม่?
ทว่าใครจะเก็บน้ำที่เททิ้งไปแล้วได้เล่า ตอนนี้ซู่เหมยเสียสติไปแล้ว แม้นางจะอยากช่วยเหลือ แต่ก็คงมิอาจทำได้
หงอวี้ร้องไห้คร่ำครวญอยู่ครู่หนึ่ง หลินเมิ้งและอาซิ่วไม่รู้ว่าควรปลอบใจนางเช่นไร
โชคดีที่นางเป็นผู้หญิงเข้มแข็ง แม้ความเจ็บปวดจะมากกว่านี้ แต่นางก็มักจะเก็บซ่อนเอาไว้ในใจ
“อันที่จริงเหตุที่ซู่เหมยเปลี่ยนไปเช่นนี้ก็เพราะความคิดเพ้อฝันในใจของนาง พวกเจ้าเองก็เห็นแล้ว คฤหาสน์หลังนี้มิต่างอันใดจากนรก ส่วนซู่เหมยก็ยิ่งเหมือนปีศาจร้ายมากขึ้นทุกที”
ขณะเอ่ยถึงคฤหาสน์หลังนี้ หงอวี้กัดฟันแน่น
แม้ซู่เหมยจะทำผิด แต่หากไม่ได้มีการชักจูงจากเจ้าของคฤหาสน์หลังนี้ เช่นนั้นซู่เหมยจะยอมขายวิญญาณของตนเองเช่นนี้ได้อย่างไร?
เมื่อครู่หลินเมิ้งหยาได้ยินซู่เหมยเอ่ยว่ามีคนรับปากจะส่งนางไปอยู่ที่จวนอวี้
ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถเข้าไปอยู่ในพระราชวังของเมืองหลินเทียนและต้าจิ้นได้อีกด้วย
แม้คำพูดนี้จะดูโอ้อวดไปบ้าง แต่หลินเมิ้งหยาเชื่อว่าคนผู้นั้นจะต้องมีความสามารถเช่นนั้นจริง
หลังจากหงอวี้ปรับอารมณ์ของตนเองแล้ว นางจึงเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในคฤหาสน์หลังนี้ให้ฟัง
ที่แท้ที่นี่ก็ขังหญิงสาวเอาไว้ราวสิบคน แต่จำนวนที่กล่าวมาคือคนที่นางได้เจอเท่านั้น
ที่นี่มีนางโลมไม่น้อย ยิ่งไปกว่านั้นยังเคยเป็นนางโลมชั้นเยี่ยมของหอนางโลม
ตอนนั้นพวกนางถูกซื้อตัวไป แต่ไม่รู้เลยว่าถูกส่งไปที่ใด คิดไม่ถึงเลยว่าจะมาสอนนางโลมฝึกหัดที่นี่
ส่วนเด็กสาวเหล่านั้นล้วนถูกหลอกมาจากหลายพื้นที่
บางคนต้องการหนีตายจากความอดอยาก บางคนเป็นเด็กกำพร้า แต่อย่างไรก็ตาม เหตุเพราะพวกนางยังไม่รู้ความ ดังนั้นจึงถูกผลักเข้าสู่กองเพลิงเช่นนี้
นางโลมเหล่านี้ต่างคนต่างมีดีกันคนละแบบ บ้างมีความสามารถด้านดีดสีตีเป่า บ้างรู้หนังสือและถนัดวาดภาพ
อย่างเช่นหงอวี้ เหตุเพราะนางมีความสามารถในการเล่นผีผา [1] ดังนั้นจึงกลายเป็นผู้สอนวิธีการเล่นผีผาให้แก่นางโลมเหล่านั้น
แต่เพราะความสามารถของพวกนางโลมฝึกหัดยังไม่คงที่ ดังนั้นทุกสามเดือนจึงมักมีคนมาทดสอบความสามารถของพวกนาง
นางโลมขั้นหนึ่งคือผู้มีใบหน้างดงามเพริศพริ้ง อุปนิสัยอ่อนโยนง่ายต่อการควบคุม
นางโลมขั้นนี้มักถูกส่งไปอย่างเป็นความลับ ส่วนส่งไปที่ใดนั้น หงอวี้มิอาจรู้ได้
นางโลมขั้นสองคือผู้มีความฉลาดเฉลียว แม้ใบหน้าจะมิงดงามโดดเด่นเท่าไร แต่ถึงกระนั้นก็ควรค่าแก่การชุบเลี้ยง
พวกนางล้วนได้รับการสั่งสอนจากนางโลมอาวุโสเป็นอย่างดี แน่นอนว่าไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเพื่อพาพวกนางไปทำสิ่งใด
ส่วนนางโลมขั้นสาม อย่างน้อยพวกนางต้องมีใบหน้างดงามกว่าคนธรรมดาทั่วไป แต่เพราะนิสัยไม่เป็นที่ยอมรับ อีกทั้งยังหยาบกระด้างโง่เขลา ไม่ควรค่าแก่การชุบเลี้ยง ดังนั้นพวกนางจึงถูกส่งไปเป็นยาบำรุง
“ส่วนยาบำรุงคืออะไรนั้น ข้าเคยเห็นเพียงหนเดียว สิ่งนั้นมิต่างอันใดจากนรกเลยเจ้าค่ะ”
ตลอดหลายปีที่ผ่านมาหงอวี้ประสบพบเจอเรื่องน่าพิศวงมากมาย แต่กับยาบำรุงเหล่านั้น แม้ได้เห็นเพียงครั้งเดียวแต่นางก็อดจะตัวสั่นไม่ได้
นางเล่าว่ามันอยู่ในห้องใต้ดิน
คราวนั้นนางได้รับมอบหมายให้เลือกหญิงสาวไปส่ง
แต่คิดไม่ถึงเลยว่าเพียงเดินเข้าไปก็จะได้เห็นหญิงสาวจำนวนไม่น้อยมีใบหน้าซูบซีด ร่างกายผอมลีบถูกขึงไว้ที่กำแพง
หญิงสาวบางคนเคยผ่านตาของนางมาบ้าง แต่บางคนก็มิเคยพบเจอมาก่อน
ทว่าพวกนางล้วนถูกตัดลิ้นทิ้ง ขนาดจะส่งเสียงยังมิอาจทำได้
“ข้าไม่เคยเห็นภาพเช่นนี้มาก่อน พวกผู้หญิงที่ถูกส่งไปล้วนถูกมัดรวมกัน อย่าว่าแต่พวกนางเลย แม้แต่ข้าเองก็หวาดกลัวไม่น้อย พวกผู้หญิงที่ถูกขึงบนกำแพงล้วนถูกคนใช้มีดเฉือนร่างกาย จากนั้นจึงปล่อยให้เลือดของพวกนางรินไหลมิต่างจากหมูหรือไก่โดนเชือด เมื่อเลือดของพวกนางไหลพอประมาณแล้วจึงมีคนทำแผลให้พวกนาง แต่เพราะพวกนางมีจำนวนมาก ดังนั้นจึงถูกละเลยไปบ้าง ฉะนั้นบางคนจึงถูกรีดเลือดออกมาจนหมดร่าง”
เมื่อนึกถึงสิ่งที่ตนเองได้เห็น ร่างของหงอวี้สั่นเทิ้มเพราะความหวาดกลัว
หญิงสาวเหล่านั้นมิต่างอันใดจากสัตว์ที่รอถูกเชือด หากพวกนางร้องตะโกนก็จะถูกตัดลิ้น จากนั้นจึงถูกจับขึ้นไปขึงบนกำแพง
“ต่อมาข้าพบว่ามีคนเรียกข้า ตอนนั้นเองที่ข้าได้เห็นซู่เหมย….นาง…นาง….”
สีหน้าหงอวี้ซีดเผือด คำพูดติดขัดอยู่ที่ลำคอ
“นาง…กำลังอยู่ในอ่างที่เต็มไปด้วยเลือดเหล่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นยังมีคนเติมเลือดลงไปเรื่อยๆ นอกจากนั้นยังมีของอีกหลายสิ่งที่ถูกผสมลงไป ของเหล่านั้นมีกลิ่นหอมฉุนจนข้าปวดหัวแทบระเบิด ทว่าข้ากลับเห็นซู่เหมยหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ตอนนั้นข้ารู้สึกว่าซู่เหมยมิใช่คนที่ข้ารู้จักอีกแล้ว นางกลายเป็นปีศาจร้าย ปีศาจร้ายที่กำลังอาบเลือดมนุษย์”
ตอนนี้ไม่ต้องพูดหลินเมิ้งหยาก็ได้รับคำตอบจากข้อสันนิษฐานของตนเองแล้ว
คิดไม่ถึงเลยว่าเรื่องของบลัดดีแมรีจะเกิดขึ้นที่นี่
แต่เรื่องนี้กลับน่าขนลุกกว่าต้นฉบับมาก
เมื่อพูดจบ หงอวี้พลันหวนนึกถึงภาพที่ตนเองได้เห็น แววตาฉายชัดให้เห็นถึงความหวาดกลัว
นานกว่านางจะส่ายหน้าแล้วจ้องหลินเมิ้งหยา
“จวิ้นจู่ ข้ารู้ว่าซู่เหมยสร้างปัญหาให้กับท่านไม่น้อย แต่ข้าหวังว่าท่านจะรับปากข้าสักหนึ่งเรื่อง”
หลินเมิ้งหยาพยักหน้าลง นางคิดว่าหงอวี้คงขอร้องให้ตนเองปล่อยซู่เหมยไป
“หากท่านมีวิธีทำลายคฤหาสน์หลังนี้ เช่นนั้นข้าหวังว่าท่านจะช่วยข้าฆ่าซู่เหมย นางมิใช่น้องสาวของข้าอีกแล้ว ข้าหวังว่านางจะหลุดพ้นเสียที”
เมื่อเห็นท่าทางเคร่งขรึมของหงอวี้ หลินเมิ้งหยาจึงต้องรับปากนาง
ขณะที่คิดจะเอ่ย ประตูพลันถูกผลักอย่างแรง
จากนั้นสุ้มเสียงเย็นชาดุจน้ำแข็งพลันดังเข้ามาในโสตประสาท
“พี่สาวที่น่ารักของข้า ความรักที่มีให้ข้ายิ่งใหญ่ดั่งขุนเขา ฮึ คิดไม่ถึงเลยว่าเกลือจะเป็นหนอน เจ้าบังอาจบอกให้คนนอกมาเอาชีวิตของข้า ! หลินเมิ้งหยา ชายาอวี้ อันเล่อจวิ้นจู่ สบายดีไหมเล่า !”
ซู่เหมยแค่นหัวเราะเสียงเย็น หงอวี้ตะลึงงัน ฟันกัดริมฝีปากแน่น ก่อนจะพุ่งเข้ามากำบังหลินเมิ้งหยาเอาไว้
“น้องสาว เจ้ากลับตัวกลับใจเสียเถิด เจ้าทำผิดมากมายเกินไปแล้ว หากเจ้ายังทำเช่นนี้ต่อไป เจ้าจะไม่มีวันกลับตัวได้อีก !”
หงอวี้พยายามโน้มน้าวน้องสาวในสายเลือดของตนเองอีกครา ทว่าตอนนี้ซู่เหมยลุ่มหลงมัวเมาอยู่กับภาพฝันของตนเองจนหมดไร้สติอีกต่อไปแล้ว
เช่นนั้นนางจะฟังเสียงโน้มน้าวของผู้อื่นได้อย่างไร
ซู่เหมยโบกมือ ลูกน้องท่าทางอำมหิตดุดันที่อยู่ด้านข้างจับตามองพวกหญิงสาวทั้งสามนิ่ง
ราวกับต้องการจะจับเต่าใส่โกศอย่างไรอย่างนั้น
“กลับตัว? เหตุใดข้าต้องกลับตัว? หงอวี้ เจ้าช่างเป็นพี่สาวแสนดียิ่งนัก ตลอดหลายปีที่ผ่านมาท่านพ่อท่านแม่ต้องลำบากตรากตรำ แต่เจ้ากลับมีชีวิตหรูหราสุขสบาย ไม่ง่ายเลยกว่าข้าจะมีดั่งเช่นทุกวันนี้ นายท่านให้รางวัลแก่ข้า เขาทำให้ร่างกายของข้ามีกระดูกงดงาม แต่คิดไม่ถึงเลยว่าพี่สาวที่แสนดีของข้าจะขอร้องให้คนนอกฆ่าข้า ! ช่างเถิด วันนี้ข้าจะทำให้เจ้าได้เห็นว่าสุดท้ายแล้วใครจะเป็นผู้ชนะ”
ดูเหมือนซู่เหมยจะเสียสติดั่งเช่นหงอวี้บอกแล้ว
ตอนนี้นางละทิ้งความเป็นพี่น้องไปแล้ว หัวใจคิดแต่เพียงจะกำจัดหลินเมิ้งหยา
“หลินเมิ้งหยา เจ้ามั่นใจในความงามของตนเองมิใช่หรือ? เช่นนั้นข้าจะกรีดใบหน้าของเจ้าเสีย จากนั้นข้าจะทำให้เจ้าได้รับความเจ็บปวดไปตลอดชีวิต เมื่อถึงเวลานั้นข้าจะรอดูว่าเจ้าจะยังมีคุณสมบัติที่จะแย่งท่านอ๋องไปจากข้าได้หรือไม่ !”
เมื่อเห็นท่าทางราวกับกำชัยชนะเอาไว้ในกำมือของซู่เหมย หลินเมิ้งหยาไม่ปิดบังตัวตนอีกต่อไป
ใช้แขนเสื้อเช็ดแป้งสีชาดบนใบหน้า จากนั้นใบหน้าเรียวเล็กรูปไข่เผยให้เห็นถึงความงามชวนหลงใหลที่ไม่มีใครเทียบเทียมได้
“แน่นอนว่าข้ามั่นใจในความงามของตนเอง ซู่เหมย เจ้าคิดว่าเจ้ากลายเป็นสาวงามแล้วหรือ ? แต่ข้าไม่รู้สึกเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย ข้าเห็นแต่เพียงหนอนที่กำลังไต่ไปตามร่างกายของเจ้า ยิ่งไปกว่านั้นยังมีกลิ่นเน่าเหม็นเกาะกายของเจ้าด้วย หากเจ้าไม่เชื่อ เช่นนั้นลองกรีดเนื้อของเจ้าออกดูเถิด คาดว่าป่านนี้อวัยวะภายในของเจ้าคงเน่าเฟะหมดแล้ว”
หลินเมิ้งหยาส่งเสียงดูแคลน
“เจ้า…ฮึ นายท่านมอบกระดูกงดงามให้แก่ข้า ตอนนี้ข้ามิได้ด้อยไปกว่าเจ้าแล้ว ! เจ้าอย่าได้ลำพองใจไปเลย !”
เมื่อได้เห็นท่าทางคลุ้มคลั่งของซู่เหมย หลินเมิ้งหยารู้ได้ทันทีว่าตนเองกระตุ้นนางสำเร็จแล้ว
เหตุที่ซู่เหมยทำทุกอย่างนี้ก็เพราะว่านางรู้สึกว่าตัวเองไม่งดงามมากพอ ดังนั้นหลงเทียนอวี้จึงผลักไสนาง
แต่นางไม่เคยคิดเลยว่าไม่ว่าสตรีจะงดงามมากเพียงไหน แต่หากจิตใจต่ำช้าก็จะไม่มีวันงดงาม
“กระดูกงดงาม ? ซู่เหมย เหตุใดไม่ล้างเครื่องประทินผิวบนใบหน้า ถอดชุดหรูหราออกแล้วส่งกระจกสักหน่อยเล่า เจ้าจะได้เห็นว่าตนเองคือสิ่งใดกันแน่”
คำพูดของหลินเมิ้งหยาโจมตีอีกฝ่ายอย่างหนักหน่วง
กระดูกงดงามอะไรกัน ? นางก็แค่ผิวพรรณขาวผ่องขึ้นเท่านั้นมิใช่หรือ
เหตุที่ซู่เหมยเปลี่ยนไปก็เพราะสภาพจิตใจของนางทั้งสิ้น ดังนั้นหากนางไม่มีปัจจัยภายนอกแล้ว นางก็จะยังคงมีรูปร่างเหมือนก่อน
นางจะกลับไปเป็นตัวเอง คนที่น่ารังเกียจและหวาดกลัว
หลินเมิ้งหยาเป็นใครกันเล่า รายละเอียดเล็กน้อยเหล่านี้นางย่อมดูออกหมดทุกอย่าง
“ไม่ ! ข้ามีกระดูกงดงามแล้ว ข้าไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว พวกเจ้ายืนนิ่งอยู่ทำไมกัน ? จับตัวนางเอาไว้ ข้าจะฉีกปากของนางเสีย นางจะได้ไม่มีโอกาสพูดพร่ำไร้สาระอีก !”
ซู่เหมยถูกหลินเมิ้งหยาพูดแทงใจจนต้องร้องตะโกนออกคำสั่ง
ร่างบางของหงอวี้สั่นเทิ้ม แต่ถึงกระนั้นก็ยังยืนกำบังหลินเมิ้งหยาเอาไว้
“ซู่เหมย ! จวิ้นจู่คือผู้มีพระคุณของพวกเรา หากเจ้าทำร้ายนาง เช่นนั้นจงฆ่าข้าเสียเถิด !”
—————-
หมายเหตุ
[1] ผีผา คือเครื่องดนตรีจีนชนิดหนึ่ง