ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 19 บทที่ 551 ร่วมมือกันอย่างลับๆ
“กลับไป? เกิดเรื่องอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือ?”
หัวใจหลินเมิ้งหยาสั่นสะท้าน นางหวังเหลือเกินว่าจะไม่เกิดเรื่องอันใดขึ้นกับชิงหู
“หลงโซ่วต้องการรวบรวมกำลังพล ได้ยินมาว่าคนจากเขตอื่นล้วนกลับไปหมดแล้ว ข้ากับชิงหูยังมีหน้าที่อื่นอยู่ ดังนั้นจึงยังสามารถอยู่ต่อได้อีกสองสามวัน แต่หากยังไม่กลับไปอีกล่ะก็ หลงโซ่วจะต้องสงสัยอย่างแน่นอน”
ผงกศีรษะลง ดูเหมือนการปรากฏตัวของซู่เหมยจะมิใช่เรื่องบังเอิญ
นับตั้งแต่เรื่องที่อาซิ่วเห็นการปรากฏตัวของซู่เหมย จนกระทั่งเรื่องที่นางค้นพบยาเสน่ห์ในร้านขายยาแห่งนั้น เกรงว่าเรื่องทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องกันทั้งสิ้น
ยิ่งไปกว่านั้นด้วยอุปนิสัยและความคิดของจูหยุน หากนางยังไม่อาจค้นพบเบาะแส คาดว่าเขาจะต้องหาทางอื่นดึงดูดความสนใจของนางอีกอย่างแน่นอน
เหตุเพราะมีชิงหูเป็นผู้รับรอง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเรื่องของเวลาที่กระชั้นชิดมากขึ้นทุกที ดังนั้นนางคาดว่าตนเองคงตกอยู่ในแผนการของจูหยุนแต่แรกแล้ว
นางขาดทุนแล้ว ตอนแรกพยายามครุ่นคิดไตร่ตรองว่าจูหยุนกำลังคิดอะไรอยู่
แต่ใครจะรู้เล่าว่าตนเองตกหลุมพรางของเขาเข้าให้แล้ว
เหนือฟ้ายังมีฟ้า เมื่อเทียบกับจูหยุนแล้ว นางยังอ่อนหัดกว่ามาก
“ท่านวางแผนเอาไว้นานแล้วใช่หรือไม่ ? เช่นนั้นเหตุใดท่านจึงต้องยืมมือข้าฆ่าซู่เหมยด้วยเล่า ? แล้วกระดูกงดงามของนางหมายความว่าอะไรกันแน่ ?”
หลินเมิ้งหยาไม่มีเวลามากพอให้ระบายโทสะ หลังจากล่วงรู้ความลับของกลุ่มจู๋หลง นางก็รู้ได้ทันทีว่าตนเองถลำลึกเข้าไปในวังวนที่ไร้ทางออกเสียแล้ว
ตอนแรกคิดว่าตนเองโชคดีที่ได้รับตำราชิงเจิงผู่มา แต่ใครจะคิดเล่าว่านางจะถือเผือกร้อนเอาไว้ในมือ หากประมาทไปเพียงชั่วครู่ นางคงทำให้ทุกคนต้องตายโดยไม่มีสิทธิฟื้นขึ้นมาอีก
“ชิงหูน่าจะเคยบอกท่านเอาไว้แล้วว่าเหตุที่เขาและข้าตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ก็เพราะมีคนใช้ยากับพวกข้าตั้งแต่เด็ก ตลอดหลายปีที่ผ่านมากลุ่มจู๋หลงเคลื่อนไหวอย่างเป็นความลับมากขึ้น ข้าได้ยินมาว่ามียาหลายขนานถูกปรุงออกมา ยาเหล่านั้นเลวร้ายเสียยิ่งกว่ายาที่ข้าและชิงหูได้รับเสียอีก ฉะนั้นหากภายภาคหน้าพวกเราได้พบกันแล้วข้าไม่แสดงของสิ่งนี้ให้ประจักษ์ เช่นนั้นท่านอย่าได้เชื่อข้าเป็นอันขาด”
จูหยุนหยิบเชือกสีแดงที่ข้อมือออกมา บนเชือกมีลูกปัดหยกร้อยเอาไว้
แยกลูกปัดหยกออกมา แล้วเอาลูกหนึ่งวางไว้ตรงหน้าหลินเมิ้งหยา
“เจ้ากำลังจะบอกว่ากลุ่มจู๋หลงคิดจะใช้ฐานะของเจ้า ?”
หลินเมิ้งหยามองลูกปัดหยกด้วยความสงสัย แต่ไหนแต่ไรมานางมิเคยเชื่อคนอื่นง่ายๆ
“กลุ่มจู๋หลงแผ่อำนาจอย่างลับๆ มานานหลายปี ท่านคิดว่าพวกเขาใช้วิธีการใดกันเล่า ? เซินเซียนซ่านและกระดูกงดงามหาใช่ไพ่ตายของพวกเขา ยาที่ดียิ่งกว่านี้ของพวกเขาสามารถทำให้คนเสียสติภายในช่วงเวลาเพียงแค่ค่ำคืนเดียว ยิ่งไปกว่านั้นยังมีคนบางจำพวกเชี่ยวชาญในการปลอมใบหน้าให้เหมือนกับตัวจริง ตลอดหลายปีที่ผ่านมามีคนถูกลอบสังหารมากมาย ท่านเคยได้ยินข่าวการเจ็บป่วยอย่างกะทันหันบ้างหรือไม่ ? หากมิใช่เพราะเชื้อพระวงศ์มีวิธีการตรวจสอบเลือดแล้วล่ะก็ เกรงว่าป่านนี้เมืองหลินเทียนคงมิใช่เมืองหลินเทียนอีกต่อไปแล้ว ญาติผู้พี่ของท่านต้องการคัดเลือกขุนนางใหม่ทั้งหมด ท่านคิดหรือว่าเขาทำไปเพียงเพราะต้องการส่งต่ออำนาจเท่านั้น ?”
นี่มัน…หลินเมิ้งหยาไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน
ข้อมูลของจูหยุนทำให้นางรู้สึกสั่นสะท้าน ราวกับนางกำลังนั่งอยู่บนที่นั่งของผู้ชมเท่านั้น
สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว เรื่องนี้กล่าวอย่างง่ายๆ ก็คือวิธีการที่กลุ่มจู๋หลงใช้คือการดึงผู้อื่นมาเป็นพวก
หากคนผู้นั้นขัดขืน เช่นนั้นก็ใช้ยาในการควบคุม สุดท้ายจึงใช้คนของตนเองมาสวมรอยแทน
นางรู้สึกว่าวิธีการเช่นนี้ช่างคุ้นเคยยิ่งนัก ชั่วเวลาเพียงพริบตา นางก็นึกเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้
แต่ก่อนนางเคยได้ยินหลงเทียนอวี้เล่าว่าแม้ฮองเฮาจะดื้อรั้นและมีจิตใจคับแคบ แต่เพราะมีอำนาจของครอบครัวคอยสนับสนุน นางจึงไร้ซึ่งศัตรู
ด้วยเหตุนี้ฮองเฮาจึงไม่เคยทำร้ายฮ่องเต้หรือองค์ชายอย่างจริงจัง
ผิดกับช่วงหลายปีมานี้ ฮองเฮาไม่เพียงควบคุมวังหลัง แต่ยังสอดมือเข้ามาดูแลราชสำนักด้วย
นางไม่เพียงรวบรวมคนชั่ว แต่ยังทำให้ราชสำนักวุ่นวาย
วิธีการที่ใช้โหดเหี้ยมอำมหิตยิ่งกว่าคราวที่ผ่านมามาก
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเรื่องของพระสนมเต๋อเฟยที่ทำให้นางรู้สึกคุ้นเคยยิ่งนัก
นี่หรือว่ากลุ่มจู๋หลงจะเกี่ยวข้องกับเรื่องในคราวนี้ด้วย ?
“เวลาไม่คอยท่าแล้ว คืนนี้คนในคฤหาสน์จะหนีไปจนหมด จากนั้นท่านก็สามารถพาคนของท่านจากไปได้แล้ว ข้าขอฝากจูเหยียนด้วย ข้าและชิงหูจะเข้าไปแฝงตัวอยู่ที่นั่นเพื่อรอคอยข่าวดีจากพระชายา”
จูหยุนโค้งคำนับ เขาเอ่ยอย่างจริงใจ
“ได้ ข้าจะพยายามดูแลความปลอดภัยของเขา ท่านระวังตัวด้วย”
แม้ในใจจะยังมีคำถามมากมายที่รอคอยคำอธิบายจากจูหยุน ทว่าหลินเมิ้งหยาเลือกกลืนมันลงคอ ตอนนี้ยังมิใช่เวลาที่เหมาะสม
ร่างของจูหยุนเดินลับหายไปในอีกฝั่งของทิวป่าไผ่
ชาบนโต๊ะเย็นชืดแล้ว ทว่าหลินเมิ้งหยากลับยกมันขึ้นแตะกลีบปากบาง
กลิ่นหอมฉุนอบอวลในกระพุ้งแก้ม ทว่าหัวใจกลับรู้สึกหนักอึ้ง
กลุ่มจู๋หลง นางไม่อยากมีศัตรูแข็งแกร่งเช่นนี้เลย
แต่ทุกคนที่เข้ามาข้องเกี่ยวกับนางล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกลุ่มปีศาจร้ายนี้ทั้งสิ้น
เพื่อปกป้องตัวเอง เพื่อปกป้องผู้อื่น เพื่อที่ทุกคนจะได้หลุดพ้นจากกลุ่มปีศาจร้ายนี้ นางจะต้องลองเปิดศึกดูสักตั้ง
‘ฟึบ’ เสียงหนึ่งพลันดังขึ้น ก้อนกลมสีขาวก้อนหนึ่งตกลงต่อหน้าหลินเมิ้งหยา
ที่แท้ก็เป็นกระดาษส่งข้อความ
นางคลี่อ่าน ภายในเขียนเอาไว้เพียงสองประโยค
“ซู่เหมยเป็นคนของหลงโซ่ว จงระวังผู้อื่นให้ดี”
กระดาษแผ่นนั้นถูกหลินเมิ้งหยาใส่ไว้ในกาน้ำชา
หมึกละลายหายไปในกาน้ำชา ไม่มีผู้ใดรู้ว่ามันเคยเขียนข้อความอันใดเอาไว้
เพราะเหตุนี้จูหยุนจึงต้องการให้นางจบชีวิตของซู่เหมยด้วยตนเอง
ที่แท้นางก็เป็นคนของหลงโซ่วผู้นั้น
แต่จากที่หงอวี้เล่า ซู่เหมยเพิ่งเดินทางสายนี้ได้ไม่กี่เดือน เช่นนั้นเหตุใดนางจึงมีความสามารถเข้าตาหลงโซ่วได้ ?
“พี่สาวจวิ้นจู่ เอ๋ ? เหตุใดจึงเหลือท่านเพียงคนเดียวเล่า ? จูหยุนผู้นั้นไปไหนแล้ว ?”
เสียงของอาซิ่วดังขึ้นที่ด้านหลัง
หลินเมิ้งหยาชะงักไปครู่หนึ่ง สายตามองทางอาซิ่วเผยให้เห็นการพินิจพิเคราะห์บางอย่าง
“มีอะไรหรือ ? ข้ามีอะไรผิดปกติหรือ ?”
อาซิ่วมองนางด้วยสายตาฉงนสงสัย ก็ไม่มีอะไรแปลกไปนี่นา
“ขออภัย ไม่มีอะไร”
หลังจากได้ฟังคำบอกเล่าของจูหยุน หลินเมิ้งหยารู้สึกระแวงขึ้นมาหลายส่วน
คาดว่าบนโลกใบนี้คงมีเพียงนางเท่านั้นที่ไม่อาจถูกหลอกได้
เมื่อมีระบบเซินหนงและตำราชิงเจิงผู่คอยช่วย ต่อให้อีกฝ่ายปลอมตัวแนบเนียนสักเพียงไหน แต่ก็มิต่างอันใดจากเรื่องตลกเมื่ออยู่ต่อหน้านาง
“จูเหยียนคนนั้นเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน ไม่ว่าข้าจะพูดอะไร เขาก็ไม่ยอมตอบ พี่สาวจวิ้นจู่ เขาคงไม่คิดเล่นตุกติกอะไรใช่หรือไม่?”
อาซิ่วส่งเสียงกระซิบกระซาบ ทั้งที่พวกเขาทั้งสองอายุต่างกันไม่มาก แต่น่าเสียดายที่พวกเขามองอีกฝ่ายเป็นศัตรูมากกว่ามิตร
แปลกยิ่งนัก คนหนึ่งไร้เดียงสาร่าเริง ส่วนอีกคนดื้อรั้นเอาแต่ใจ
“ไม่มีอะไรหรอก จริงสิ จากนี้ไปจูเหยียนจะเดินทางไปกับพวกเราด้วย เจ้าสามารถรับปากข้าว่าเจ้าจะไม่หาเรื่องเขาได้หรือไม่ ?”
หลินเมิ้งหยาจับมืออาซิ่วพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ทว่าอีกฝ่ายกลับจ้องนางด้วยสีหน้าท่าทางอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“พี่สาวจวิ้นจู่ของข้า ท่านไม่ได้กำลังล้อข้าเล่นใช่หรือไม่ ? ทำไมเจ้าปีศาจนั่นต้องไปกับพวกเราด้วย !”
อาซิ่วเอ่ยค้าน นางย่อมไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ หลินเมิ้งหยากลับหยักยิ้มน้อยๆ ก่อนจะกระซิบข้างหูของนางเบาๆ
ครู่ต่อมาสีหน้าของอาซิ่วจึงเปลี่ยนไป
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ข้าว่าแล้วเชียวว่าจะต้องไม่มีใครชอบเจ้าปีศาจนั่น วางใจเถิดพี่สาวจวิ้นจู่ ข้าจะไม่หาเรื่องเขาอีกแล้ว”
เมื่อเห็นการตอบสนองเช่นนี้ของอาซิ่ว หลินเมิ้งหยาก็รู้สึกอิจฉาความใสซื่อไร้เดียงสาของนางยิ่งนัก
ถอนหายใจเบาๆ หวังว่านางจะสามารถทำให้กลุ่มจู๋หลงกลายเป็นอดีตดั่งเช่นจูหยุนกล่าว
ตอนนี้นางเข้าใจแล้วว่าเพราะเหตุใดชิงหูจึงต้องการช่วยนางสร้างกองกำลังของนางเองโดยการก่อตั้งกลุ่มสามสหายขึ้น
ไม่ว่าทหารสกุลหลินหรืออำนาจของหลงเทียนอวี้ สุดท้ายแล้วสิ่งเหล่านั้นล้วนมิใช่กองกำลังของนาง
มีเพียงกลุ่มสามสหายเท่านั้นที่จะสามารถปกป้องนางและครอบครัวได้
หากกลับไปในคราวนี้ นางคงไม่อาจเล่นสนุกเหมือนอย่างที่ผ่านมาได้อีกแล้ว
ในเมื่อกลุ่มจู๋หลงหยั่งรากลึกในยุทธภพมานานหลายปี เช่นนั้นคงถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนพี่ใหญ่แล้ว
เมื่อเดินออกจากป่าไผ่อีกครั้ง บัดนี้พระจันทร์ลอยอยู่เหนือศีรษะแล้ว
คฤหาสน์ยังคงเงียบงันดั่งที่ผ่านมา อย่าว่าแต่คนรับใช้เลย แม้แต่หมาแมวสักตัวยังไม่มี
พวกหลินเมิ้งหยาเดินกลับไปยังทางเดิม แต่คราวนี้มีคนสีหน้าเคร่งขรึมถมึงทึงอย่างจูเหยียนตามกลับมาด้วย
จูหยุนบอกนางว่าคืนนี้ทุกคนจะหนีออกไปจากที่นี่
ดูเหมือนจะมิใช่คำลวง อย่างน้อยตอนนี้นางก็รู้สึกได้ว่าคฤหาสน์หลังนี้หลงเหลือเพียงพวกนางไม่กี่คนแล้ว
“หงอวี้ พวกเรารีบไปดูเด็กสาวพวกนั้นกันเถิด”
หลินเมิ้งหยากล่าวเสียงเรียบ หงอวี้ไม่รู้ว่านางกำลังคิดอะไร ดังนั้นจึงไม่กล้าถาม
พยักหน้าลง ก่อนจะเดินนำทางหลินเมิ้งหยาไปยังเรือนหลังนั้นอีกหน
ที่นั่นแตกต่างจากส่วนอื่นของคฤหาสน์ หลินเมิ้งหยาได้ยินเสียงของเด็กสาวกำลังหลับฝันหวานอยู่ภายใน
หลินเมิ้งหยาเดาเอาไว้แล้วว่าเด็กสาวเหล่านี้จะต้องมิถูกนำตัวไป เหตุเพราะจูหยุนต้องการมอบของขวัญให้แก่นาง
“พวกนางยังอยู่ที่นี่ จวิ้นจู่ พวกเราแอบพาพวกนางออกไปได้หรือไม่ ?”
สายตาเปี่ยมไปด้วยความหวัง นางที่สูญเสียญาติสนิทเพียงคนเดียวไปแล้วจึงมองเด็กสาวเหล่านี้เปรียบดั่งความหวังในการมีชีวิตอยู่ของตนเอง
“อืม ไปปลุกพวกนางเถิด ตอนนี้พวกเรากลับบ้านกันได้แล้ว”
หลินเมิ้งหยาไม่กังวลว่าจูหยุนจะตลบหลัง เหตุเพราะไม่ว่าจะเป็นจูเหยียนหรือเด็กสาวเหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นถึงความจริงใจของเขาแล้ว