ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 19 บทที่ 553 คุกอำมหิต
“เจ้ารู้ความมากมิใช่หรือ ? ขอร้องข้าสิ หากเจ้าขอร้อง ข้าอาจจะมีแก่ใจช่วยเจ้าสักครั้ง”
จูเหยียนยังคงแสดงท่าทางโอหัง ราวกับความคิดน่ารังเกียจเช่นนี้สามารถบรรเทาความโศกเศร้าที่ถูกนายท่านทิ้งไปได้
ขณะเดียวกันหัวคิ้วหลินเมิ้งหยาขมวดแน่น ดูเหมือนเด็กคนนี้คงคิดว่านางทำอะไรเขาไม่ได้
“ขอร้องเจ้า ? เจ้ามีอะไรวิเศษวิโสอย่างนั้นหรือ หากขอร้องเจ้าข้าคงได้ตายเร็วขึ้นกว่าเดิม ช่างเถิด ข้าไปหาอาซิ่วดีกว่า อย่างน้อยนางก็มีประโยชน์มากกว่าเจ้า”
นางแสดงสีหน้าดูแคลน ท่าทางที่เปลี่ยนไปอย่างฉับพลันของหลินเมิ้งหยาทำให้จูเหยียนอึ้งงัน
สายตามองนางที่หมุนตัวขวับอย่างไม่ลังเล จูเหยียนที่เคยมีท่าทางโอหังพลันร้อนใจ เขารีบวิ่งเข้าไปขวางหน้าหลินเมิ้งหยาพร้อมทั้งยกแขนทั้งสองขึ้นเพื่อหยุดนางเอาไว้
“ห้ามไป !นางคนนั้นใช้เป็นเพียงแค่ยาพิษเท่านั้น !ฮึ คนมากมายถึงเพียงนั้น นางไม่กินยาตายก็ดีเท่าไรแล้ว”
มองท่าทางเคียดแค้นของจูเหยียน หลินเมิ้งหยาแอบนึกขันในใจ
เด็กคนนี้อ่อนไหวเกินไปแล้ว ทั้งทีเอ่ยยั่วยุเขาเพียงเล็กน้อย แต่อีกฝ่ายกลับควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่
หลินเมิ้งหยากอดอกจ้องเด็กน้อยตรงหน้า ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว นางจึงอยู่ในอารมณ์ผ่อนคลาย
“หลบไป ข้าไม่อยากให้เจ้าเป็นตัวถ่วง”
เมื่อเห็นว่าหลินเมิ้งหยาไม่เชื่อเขา จูเหยียนจึงรีบคว้าแขนของนางเอาไว้ราวกับต้องการพานางไปยังที่แห่งหนึ่ง
“ข้าจะทำให้เจ้าเห็นว่าข้าแข็งแกร่งกว่านางคนนั้น !”
หลินเมิ้งหยาที่ยังไม่ทันตั้งตัวเกือบถูกอีกฝ่ายลากถูลู่ถูกังไปกับพื้น
นางรีบขยับฝีเท้าให้เร็วตามเขา มุมปากหยักยิ้มน้อยๆ ท่าทางผ่อนคลาย
เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นไม่ไกล เห็นทีนางจะต้องรับมืออย่างระมัดระวังเสียแล้ว
“ไปอยู่บนที่สูงๆ เถิด อย่างน้อยก็สามารถมองพวกเขาจากด้านบนได้”
หลินเมิ้งหยาไม่กลัวว่าจูเหยียนจะเล่นแง่อีก เห็นได้ชัดว่าสมองของเขามิได้ปราดเปรื่องนัก
เกรงว่าสิ่งเดียวที่เขาคิดในเวลานี้คือการหาทางเอาชนะอาซิ่ว
จูเหยียนปรายตามองนาง ริมฝีปากเม้มแน่น สุดท้ายก็รีบดึงมือพาหลินเมิ้งหยาเข้าไปในคฤหาสน์โดยไม่เหลียวหลังกลับมามองนางอีก
จูเหยียนเลือกใช้ทางเดินเล็กๆ ไม่สะดุดตา หากมิใช่คนเก่าแก่ของที่นี่ เกรงว่าต้องใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงจึงจะหาเจอ
ไม่นานหลินเมิ้งหยาก็วิ่งตามจูเหยียนมาถึงห้องใต้หลังคาแห่งหนึ่ง
ทั้งสองวิ่งขึ้นไปยังชั้นสองอย่างรวดเร็ว หลินเมิ้งหยาจงใจยื่นลำตัวออกไปครึ่งหนึ่งตรงช่อนหน้าต่าง
ทิวทัศน์จากมุมมองของหน้าต่างบนชั้นสองไม่เลวเลย นางสามารถเห็นคนชุดดำที่เดินผ่านประตูเข้ามาแล้วจนหมด
ปรายตาเล็กน้อย ก่อนจะรีบดึงแขนจูเหยียนออกวิ่ง
เชื่อว่าคนพวกนั้นจะต้องเห็นร่างของนางแล้วอย่างแน่นอน
ระหว่างทางนางไม่พบร่องรอยของพวกอาซิ่วเลย คาดว่าหงอวี้จะต้องพาพวกนางไปยังสถานที่ปลอดภัยแล้ว
นี่เป็นเหตุผลที่นางต้องการให้อาซิ่วและหงอวี้อยู่ด้วยกัน
ขอเพียงมีอาซิ่วอยู่ นางจะสามารถล่วงรู้ตำแหน่งที่ซ่อนของพวกหงอวี้ได้
ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้นางต้องพยายามโผล่หน้าออกมาให้ฝ่ายศัตรูเห็นเป็นระยะๆ เพื่อที่จะได้ดึงดูดพวกเขาและถ่วงเวลาเอาไว้
“ยุ่งยากยิ่งนัก ! มิสู้ข้าเปิดกลไกในคฤหาสน์แล้วปล่อยให้พวกเขาเข้าไปตายไม่ดีกว่าหรือ”
จูเหยียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหมดความอดทน เขาไม่อยากวิ่งไปมาเหมือนคนโง่กับหลินเมิ้งหยา
“มีกลไก ? อยู่ที่ใดกัน ?”
หลินเมิ้งหยาอึ้งงัน บ้าชะมัด นางลืมไปได้อย่างไรว่าที่เป็นสถานที่ของกลุ่มจู๋หลง เช่นนั้นย่อมไม่ธรรมดา
“อ้อ ก็อยู่ในคุกใต้ดินอย่างไรเล่า แต่หากเปิดกลไกแล้วจะไม่สามารถหยุดได้ หากคนของเจ้าบุ่มบ่ามเข้ามา เช่นนั้นก็อาจได้รับบาดเจ็บได้”
จูเหยียนมองนางด้วยสายตาไร้ความรู้สึก ตัวเลือกทั้งสองช่างยากยิ่งนัก
เหตุเพราะคนนอกไม่รู้สถานการณ์ที่นี่ หากกลไกถูกเปิดออก เช่นนั้นอาจอันตรายถึงชีวิต
แต่หากไม่เปิดกลไก เช่นนั้นพวกนางก็อาจถูกจับได้
“พาข้าไปดูก่อนเถิด จริงสิ นอกจากเจ้ากับจูหยุนแล้ว ยังมีผู้ใดรู้เรื่องกลไกนี้อีกหรือไม่ ?”
คนสอดแนมเป็นคนที่แฝงตัวอยู่ในคฤหาสน์แห่งนี้
บางทีอาจเป็นคนสนิทของจูหยุนก็ได้ หากมีคนผู้นี้อยู่ ไม่ว่าความลับยิ่งใหญ่ขนาดไหนก็คงมิต่างอันใดจากกระดาษเปล่า
“นอกจากข้าและนายท่าน คนที่รู้เรื่องนี้มีไม่มาก แต่ไม่ว่ามันผู้นั้นเป็นใคร หากเขาบังอาจหักหลังนายท่าน ข้าไม่มีวันเอาเขาไว้แน่ !”
สายตาของจูเหยียนเย็นยะเยือก
จูหยุนเป็นผู้มีพระคุณของเขา ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นคนที่ใกล้ชิดกับเขามากที่สุด ฉะนั้นเขายอมทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องนายท่าน
หลินเมิ้งหยามองเขาหนึ่งหน นางรู้ว่าเขาไร้ซึ่งวิทยายุทธ์ แต่จิตใจโหดเหี้ยมอำมหิต
ตัดสินใจอะไรบางอย่างได้แล้ว
“ไป พวกเราไปดูก่อนที่จะถูกพวกเขาจับได้เถิด”
หลบหลีกสายตาของคนเหล่านั้น แม้ระหว่างทางจะมีเรื่องให้ตกใจอยู่บ้าง แต่ก็ไร้อันตราย
คนเหล่านี้น่าจะไม่คุ้นเคยกับที่นี่ ดังนั้นหลินเมิ้งหยาจึงเบาใจขึ้น
สิ่งที่นางกลัวที่สุดในเวลานี้คืออาจมีคนที่รู้จักเส้นทางที่นี่เป็นอย่างดีปะปนอยู่ในกลุ่มของพวกเขา
ดูเหมือนคนผู้นั้นอาจส่งข่าวไปเพียงเรื่องเวลาในการเคลื่อนย้ายคนออกจากคฤหาสน์
ไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง คงเป็นเรื่องยากที่จะมีคนสอดแนมโดยที่จูหยุนไม่รู้
จูหยุนเป็นคนรอบคอบและมีความคิดลึกซึ้ง แม้แต่นางยังถูกปั่นหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากคิดจะสอดแนมข้างกายเขา เช่นนั้นจำต้องระมัดระวังตัวให้มาก
ทั้งสองเดินไปยังลานด้านหน้าบริเวณหน้าเรือนที่หลินเมิ้งหยาถูกขังเอาไว้
“คุกใต้ดินอยู่ที่นี่ ?”
หลินเมิ้งหยาเอ่ยอย่างตกตะลึง จูเหยียนหันหน้ากลับมาแสยะยิ้มให้กับนาง ก่อนจะรีบเดินเข้าไปภายในห้อง
มองเขาที่เดินเข้าไปอย่างคุ้นทาง ก่อนจะขยับแจกันดอกไม้ออก จากนั้นพื้นใต้โต๊ะแต่งหน้าก็ปรากฏทางเดินลงไปยังคุกใต้ดิน
หลินเมิ้งหยาตกอยู่ในอาการอึ้งงัน คิดไม่ถึงเลยว่าจูหยุนจะซ่อนความลับเอาไว้ใต้จมูกของนาง !
“ไปเถิด แต่หากเจ้าลงไปแล้วอย่าตกใจก็แล้วกัน”
จูเหยียนหยิบโคมไฟบนโต๊ะออกมาแล้วเดินเข้าไปในทางเดินมืดสนิท น้ำเสียงแข็งกระด้างไร้เยื่อใย
ทว่าหลินเมิ้งหยามิใช่คนไร้ประสบการณ์
นางเพียงรู้สึกว่าจิตใจของจูหยุนยากแท้หยั่งถึงเท่านั้น
เดินตามหลังจูเหยียนลงไปในทางเดินมืดสนิทช้าๆ
ขณะที่พวกเขาเดินลับหายไป ทางเดินที่เคยเปิดออกกลับมาปิดสนิทอีกครั้งแล้ว
ท่ามกลางเส้นทางอันมืดมิด โชคดีที่จูเหยียนจุดไฟในคุกใต้ดินหลังจากเดินผ่านโค้งหนึ่งมาแล้ว
แม้แสงไฟจะไม่สว่างนัก แต่ก็มากพอที่จะสามารถเห็นเส้นทางได้
หลินเมิ้งหยาไม่รู้ว่าตัวเองเดินตามจูเหยียนไปนานมากเพียงไหนแล้ว ขณะที่จูเหยียนจุดไฟดวงที่สิบ กลิ่นหอมสดชื่นพลันลอยฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ
“พวกเราเรียกที่แห่งนี้ว่าห้องหญิงงาม แม้ภายในจะไม่มีสิ่งใดหลงเหลือแล้ว แต่ก็สามารถเดินสำรวจได้”
บางทีอาจเพราะที่นี่เป็นสถานที่ลับสุดยอด ดังนั้นจูเหยียนจึงกลับมามีท่าทางโอหังอีกครั้ง
ทว่าหลินเมิ้งหยาเดาเอาไว้ก่อนแล้วว่าห้องหญิงงามคือสถานที่แบบใดกันแน่
ในส่วนลึกของทางเส้นนี้ พวกเขาเดินมาหยุดตรงหน้าประตูเหล็กบานใหญ่
เพียงจูเหยียนยื่นมือเข้าไปผลักบานประตูเบาๆ กลิ่นเลือดเหม็นคาวพลันพวยพุ่งออกมาจนหลินเมิ้งหยาเกือบอาเจียน
แต่จูเหยียนกลับมีท่าทีเหมือนเคยชินแล้ว เขาสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกหนึ่ง ก่อนจะส่งเสียงราวกับกำลังหลงใหล
“ห้องหญิงงาม ไม่รู้ว่าห้องนี้สร้างหญิงงามมากน้อยเพียงใดแล้ว ชายาอวี้ นายท่านเคยบอกว่าทั่วทั้งใต้หล้า ไม่มีชายใดสามารถปฏิเสธหญิงงามได้”
คำพูดนี้มิผิดแน่ หลินเมิ้งหยาตั้งสมาธิแล้วเดินตามหลังจูเหยียนเข้าไปในห้องที่มีแต่กลิ่นคาวเลือด
ความมืดถูกแสงจากโคมไฟในมือของจูเหยียนไล่ออกไปแล้ว เขาเข้าไปจุดไฟภายในห้องอย่างเคยชิน
หลินเมิ้งหยายังคงยืนอยู่หน้าประตู ในที่สุดนางก็มองเห็นสิ่งที่อยู่ภายในได้อย่างชัดเจน
ห้องใต้ดินแห่งนี้หลงเหลือเพียงความว่างเปล่า
ทว่าตรงกลางยังมีสระน้ำขนาดห้าเมตรตั้งตระหง่านอยู่ ภายในเต็มไปด้วยน้ำเปล่า
แต่เพราะเคยถูกเลือดเทลงไปค่อนข้างมาก ฝาผนังหรือก้อนหินบนพื้นล้วนมีคราบเลือดกระเซ็นเกรอะกรังอยู่
ก้อนหินสีใสมีคราบเลือดติดอยู่มิต่างอันใดจากหลอดเลือดของมนุษย์
กลิ่นคาวเลือดจางลงแล้ว บางทีอาจเพราะถูกอาบไปแล้วหลายหน
หลินเมิ้งหยาเดินอ้อมสระน้ำแล้วหยุดลงที่ฝั่งตรงข้าม หากมิใช่เพราะคำบอกเล่าของหงอวี้ นางคงไม่มีวันรู้เลยว่าสระน้ำแห่งนี้เคยเต็มไปด้วยโลหิตมนุษย์
“ซู่เหมยเคยเป็นแขกที่นี่เช่นเดียวกัน อันที่จริงที่นี่ไม่มีกลิ่นคาวเลือดมากนัก เหตุเพราะมีเครื่องหอมผสมลงไปค่อนข้างมาก พอพูดเรื่องนี้ขึ้นมาแล้ว ข้าอดนึกถึงช่วงเวลาเหล่านั้นไม่ได้”
จูเหยียนจงใจยั่วยุหลินเมิ้งหยา เหตุเพราะเขามักพ่ายแพ้ให้แก่นางเสมอ
อันที่จริงเขามิได้มาที่นี่บ่อยนัก หนึ่งเดือนอาจจะติดตามนายท่านลงมาสักสองสามหน
แต่หากมันสามารถทำให้หลินเมิ้งหยาหวั่นวิตกได้ เช่นนั้นเขาก็คงรู้สึกดีไม่น้อย
“งั้นหรือ ?แต่เจ้ารู้หรือไม่ว่าสถานที่เช่นนี้ย่อมมีวิญญาณอาฆาต หญิงสาวที่ตายไปล้วนถูกสะกดวิญญาณอยู่ที่นี่ ร่างกายของเจ้าเปรอะเปื้อนไปด้วยโลหิตของพวกนาง ไม่นานพวกนางจะมาทวงแค้นจากเจ้า ดูเถิด ผนังหินเหล่านี้มีรูปลักษณ์เหมือนคนหรือไม่ ?”
หลินเมิ้งหยาเอ่ยอย่างอ่อนโยน แต่ในขณะเดียวกันกลับมีความเย็นชาดุจน้ำแข็งปนอยู่หลายส่วน
แสยะยิ้มเย็น ก่อนจะชี้นิ้วไปทางผนังหิน
“ดูสิ ทุกรอยบนผนังเปรียบดั่งวิญญาณของหญิงสาวแต่ละคน ตอนนี้พวกนางต้องการมาทวงแค้นจากเจ้าแล้ว !”
จูเหยียนหันหน้ามองตามนิ้วของนางอย่างไม่อาจอดกลั้น ผลปรากฏว่าบนผนังมีรอยเปื้อนสีแดงเป็นทางยาวจำนวนไม่น้อย