ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 19 บทที่ 554 จับเต่าในโกศ
เมื่อได้เห็นแววตาลังเลของจูเหยียน มุมปากหลินเมิ้งหยาจึงยกขึ้น
ยื่นมือเรียวยาวดั่งหยกไปลูบคราบโลหิตแดงชาดบนผนัง
“ดูสิ บนนี้เต็มไปด้วยโลหิตของเด็กสาวเหล่านั้น เจ้าคิดว่าพวกนางจะรู้สึกโกรธแค้นมากเพียงใด ขนาดก้อนหินยังกลายเป็นที่สิงสถิตของวิญญาณได้
สีหน้าสงบนิ่ง มุมปากแสยะยิ้มเย็น เหตุเพราะผนังหินเปื้อนเลือดมาเป็นเวลานาน ดังนั้นจึงมีคราบเกรอะกรังฝังแน่น
ทว่าจูเหยียนยังเป็นเพียงเด็กไม่รู้ความ แน่นอนว่าเขาย่อมเห็นการทรมานที่เกิดขึ้น ดังนั้นเขาจึงถูกหลินเมิ้งหยาฉุดเข้าไปในห้วงแห่งความหวาดกลัว
“เจ้า…เจ้า…ข้าไม่ได้ฆ่าพวกนาง หากพวกนางจะมาหาก็ย่อมมิได้มาหาข้า”
จูเหยียนขยับเท้าถอยหลังสองก้าว ศีรษะหดลง แม้แต่คำพูดก็ยังติดขัด
เสียงสั่นเครือโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว
“แต่เจ้าเองก็เห็นมิใช่หรือ ? เจ้าเห็นความเจ็บปวดของพวกนาง เจ้าเห็นภาพที่พวกนางถูกทรมานจนตาย ตอนนี้คนเหล่านั้นหนีไปแล้ว ดังนั้นพวกนางย่อมมาหาเจ้าแทน ตอนนี้ข้าเห็นแล้ว พวกนางกำลังเกาะบ่าของเจ้าอยู่ !”
ทั้งบรรยากาศและท่าทางไม่เหมือนยามปกติของหลินเมิ้งหยาทำให้สีหน้าจูเหยียนขาวซีด
หลินเมิ้งหยาปรายตามองเขาคราหน ตอนนี้เวลากระชั้นชิด นางไม่อยากแกล้งเจ้าเด็กนี่ตอนนี้
แต่น่าเสียดาย เขามักแสดงท่าทีโอหัง
นางลุกขึ้น ก่อนจะเดินไปหยุดตรงหน้าจูเหยียน ดวงตาฉายแววล้อเลียน สายตาจับจ้องใบหน้าขาวซีดของอีกฝ่าย
“กลัวแล้วใช่หรือไม่ ? ในเมื่อกลัว เหตุใดจึงไม่รีบไปเปิดกลไกเล่า ?”
หัวคิ้วหลินเมิ้งหยาขมวดมุ่น อีกฝ่ายกำลังตกอยู่ในอาการตื่นตระหนก อย่างน้อยก่อนที่พวกเขาจะหนีไปได้ จูเหยียนจะต้องสงบเสงี่ยมเจียมตัวมากขึ้นอย่างแน่นอน
“ได้ ได้..”
พยักหน้าหงึกหงัก ไม่รู้ว่าท่าทางหยิ่งยโสหายไปที่ใดหมดแล้ว
จูเหยียนรีบหมุนตัวเพื่อไปหากลไกหน้าประตู โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าหลังจากที่ตนเองหันหลังไปแล้ว รอยยิ้มค่อยๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าของหลินเมิ้งหยา
คิดจะต่อกรกับนาง จูเหยียนยังอ่อนหัดเกินไป
กลไกของห้องอยู่ที่อีกฝั่งหนึ่ง ประตูเหล็กบานนี้มีวิธีเปิดปิดลึกลับซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง
จูเหยียนบิดลูกบิดด้วยท่าทางชำนาญ ริมฝีปากขมุบขมิบ คาดว่าคงเป็นวิธีการเปิดประตูอย่างแน่นอน
ไม่นานประตูก็ถูกเปิดออก กลิ่นฝุ่นโชยออกมาจากภายใน
“แค่ก แค่ก เข้ามาสิ”
หลินเมิ้งหยาเดินตามหลังจูเหยียนเข้าไปหลบในห้องที่ไม่เล็กไม่ใหญ่แห่งนี้
พื้นที่ภายในไม่กว้างนัก ซ้ำยังเต็มไปด้วยกลไกมากมายละลานตา
หากมิใช่เพราะจูเหยียนรู้วิธีเปิดปิดแล้วล่ะก็ เกรงว่านางคงหมดหนทางแล้ว
“จะเริ่มหรือยัง ?”
แม้จะไม่ยินยอม แต่จูเหยียนก็พยายามระงับอารมณ์ของตนเอง
ถึงอย่างไรเขาก็เป็นเพียงเด็ก เมื่อระบายอารมณ์จนพอใจแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นยังถูกหลินเมิ้งหยาทำให้ตกใจไปแล้ว ดังนั้นเขาย่อมรู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควรทำ
“รอประเดี๋ยว บางทีอีกสักครู่พวกเราอาจรู้ตัวคนสอดแนมทรยศผู้นั้น หากรู้ว่าเขาอยู่ที่ใด เช่นนั้นเราจะกำจัดเขาได้ง่ายขึ้น เจ้าเองก็คงไม่อยากให้เกิดเรื่องกับนายท่านของเจ้าใช่หรือไม่ ?”
พวกหงอวี้จะต้องมิได้ซ่อนตัวอยู่ในบริเวณนี้อย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้นนางยังเผยตัวเองเพื่อดึงดูดพวกเขามาแล้ว
นางต่างหากที่เป็นผู้ชนะที่แท้จริง
ส่วนพวกศัตรูที่เหลือส่วนหนึ่ง คาดว่าคงไม่เหนือบ่ากว่าแรงของอาซิ่วอย่างแน่นอน
ขณะเดียวกันนางอยู่ที่นี่แล้ว นางกำลังกุมลมหายใจของพวกเขาอยู่ แน่นอนว่านางย่อมต้องลงมืดจัดการกับพวกเขา แต่ก่อนหน้านั้นนางอยากรู้เหลือเกินว่าใครเป็นคนส่งพวกเขาเหล่านี้มา ?
หัวคิ้วขมวดมุ่น หลินเมิ้งหยาวิเคราะห์ความเป็นไปได้
ครั้นนางมาถึงเมืองหลินเทียน ศัตรูของนางมีไม่น้อยเลย
คาดว่าพวกผู้อาวุโสทั้งสี่แห่งหอป๋ายเฉาจะต้องเกลียดนางเข้าไส้
ทว่าเท่าที่นางรู้จักหอป๋ายเฉา พวกตระกูลใหญ่ที่ฝากทรัพย์สมบัติเอาไว้ที่พวกเขาจะต้องเกลียดชังนางเป็นอย่างมาก
นางมิได้กลัวสิ่งเหล่านี้ เหตุเพราะเฉินเปี่ยวเกอกำลังช่วยนางกำจัดคนเหล่านี้อยู่แล้ว
แต่สิ่งเดียวที่นางกำลังกังวลคือผู้ทรยศอาจเป็นคนของหลงโซ่วแห่งกลุ่มจู๋หลงก็เป็นได้
หากเป็นเช่นนั้นแล้วล่ะก็ มิใช่เพียงคนเดียวเท่านั้น แม้แต่จูหยุนและชิงหูต่างก็ต้องตกอยู่ในอันตราย
นางไม่ควรสร้างความลำบากให้พวกเขาทั้งสอง เช่นนั้นนางควรแอบกำจัดคนเหล่านี้ทิ้งเพื่อช่วยพวกเขา
“มีคนมา เจ้าลองฟังดู”
จูเหยียนกระซิบข้างหูหลินเมิ้งหยา
ปรากฏว่ามีเสียงฝีเท้าหลายคู่ดังขึ้นในคุกใต้ดิน
หากมิใช่เพราะนางมีประสาทสัมผัสค่อนข้างว่องไว เกรงว่าคงถูกจับได้ไปนานแล้ว
หลินเมิ้งหยารวมรวมสมาธิแล้วลอบมองผ่านรอยแยกบนประตูเหล็ก
อยู่ๆ ฝีเท้าก็หยุดลง จากนั้นร่างของคนสองสามคนพลันเข้ามาแทนที่
แสงคบเพลิงส่องสว่างแต่กลับมิได้กระทบร่างของพวกเขา พวกเขาหลบซ่อนตัวอยู่ในความมืด
หากมิใช่เพราะหลินเมิ้งหยาพยายามเบิกตากว้าง บางทีนางคงมองไม่ออกว่าพวกเขาเข้ามาที่นี่ตั้งแต่เมื่อไร
มองท่าทางระมัดระวังของอีกฝ่าย หลินเมิ้งหยาแสยะยิ้มเย็น
คิดจะซุ่มโจมตีอย่างนั้นหรือ ? ดูเหมือนคนทรยศคนนี้จะรอบคอบยิ่งนัก
“ในนี้ไม่มีคนขอรับ”
เพียงพริบตาเดียวก็สามารถตรวจสอบภายในคุกใต้ดินได้จนหมด เสียงหนึ่งพลันร้องขึ้นเพื่อรายงาน
หากที่นี่มีเพียงความว่างเปล่า เช่นนั้นคงไม่มีทางหลบซ่อนตัวได้
ทว่าคนที่อยู่นอกประตูกลับไม่ยอมปรากฏตัวออกมา
คนสองสามคนวิ่งเข้ามาจากทางด้านนอกเพื่อทำให้มั่นใจว่าทุกพื้นที่ถูกควบคุมอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว
จากนั้นชายทั้งสามจึงก้าวเดินมาช้าๆ
แม้แสงจากคบเพลิงจะมิได้ส่องให้เห็นใบหน้าของพวกเขาทั้งสาม แต่หลินเมิ้งหยากลับเห็นใบหน้าของพวกเขาอย่างชัดเจน
ผู้เป็นหัวหน้ารูปร่างผอมสูงสวมใส่ผ้าคลุมสีเลือด
ทว่าใบหน้าสวมหน้ากากปีศาจปกปิดเอาไว้ ท่าทางน่าพิศวง
ด้านหลังของเขาคือชายคนหนึ่งผู้มีใบหน้าคุ้นตา
หลินเมิ้งหยาคิดไม่ถึงเลยว่าคนทรยศจะเป็นเขา
“ที่นี่คือสถานที่ที่เจ้าบอกเช่นนั้นหรือ ? ดูแล้วหาได้มีสิ่งใดพิเศษไม่”
เสียงชายสวมหน้ากากเจือความหงุดหงิดอยู่หลายส่วน คำพูดดูแคลนเล็ดรอดออกจากไรฟัน
“ขอรับ ท่านป๋ายหลงมีสายตาแหลมคมย่อมมิพึงใจในสถานที่แห่งนี้ แต่สระน้ำนี้ค่อนข้างพิเศษ จูหยุนใช้สระน้ำนี้เพื่อรังสรรค์หญิงงามให้ปรากฏ ดังนั้นจึงได้รับรางวัลจากหลงโซ่ว ทว่าตอนนี้เขากลายเป็นเพียงหมาข้างถนน เช่นนั้นจะเทียบกับท่านป๋ายหลงผู้ยิ่งใหญ่ได้อย่างไร !”
ท่ามกลางแสงจากคบเพลิงในคุกใต้ดิน น้ำเสียงประจบสอพลอช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก
“ที่แท้ก็เป็นเขา !”
ร่างกายของจูเหยียนพลันแข็งเกร็ง สีหน้าเคร่งขรึม น้ำเสียงเจือความอาฆาต
“ชู่”
ยกมือปิดปากจูเหยียน ด้านนอกล้วนเป็นคนของป๋ายหลงทั้งสิ้น
หากไม่มีประตูเหล็กบานนี้กั้นเอาไว้ เกรงว่าพวกเขาคงสังเกตเห็นพวกนางแล้ว
ทว่าเรื่องราวเลวร้ายกว่าที่นางคิด
ดูเหมือนป๋ายหลงจะเป็นคนของกลุ่มจู๋หลง
“ฮึ ก็แค่คนเจ้าเล่ห์เท่านั้น บังอาจคิดจะแย่งชิงอำนาจจากข้า ! พวกเจ้าจงรีบไปจับตัวนางมา หากข้าได้ตัวนาง จูหยุนจะต้องตาย !”
ดูเหมือนป๋ายหลงจะไม่ชื่นชอบที่นี่ดั่งที่ชายคนนั้นกล่าว
หลังจากคนเหล่านั้นได้รับคำสั่งจากป๋ายหลง พวกเขาจึงออกไปปฏิบัติตาม
ผิดกับชายชุดดำข้างกายป๋ายหลง เขายืนสงบนิ่งไม่ไหวติงดั่งขุนเขา คาดว่าเขาคงเป็นคนคุ้มกันของป๋ายหลงอย่างแน่นอน
“ที่นี่มีกลไก เจ้ารู้หรือไม่ว่าอยู่ที่ใด ?”
ป๋ายหลงกวาดตามองไปรอบๆ ก่อนจะเอ่ยถาม
กลไก ? หมายถึงที่นี่สินะ ?
หลินเมิ้งหยาย่อตัวลง นางรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาบ้างแล้ว
ผิดกับจูเหยียนที่กำลังกุมด้ามดาบด้วยมือทั้งสองข้างเอาไว้ ดวงตาเปี่ยมโทสะ
“อยู่ด้านหลังประตูบานนั้นขอรับ แต่ปกติแล้วข้าไม่อาจเข้าไปได้ หากคิดจะเปิดออก เช่นนั้นคงต้องรบกวนท่านป๋ายหลงแล้ว”
ชายทรยศนับเป็นคนเก่าคนแก่ของที่นี่ เขาคือชายคนที่แกล้งทำเป็นช่วยพวกหลินเมิ้งหยาและอาซิ่วที่หน้าประตูวันนั้น
ดูจากท่าทางเคารพนบนอบของเขา คาดว่าป๋ายหลงจะต้องมอบรางวัลให้เขาอย่างงามแน่นอน
“วิธีเปิดนั้นไม่ยาก เพียงแต่ภายในซ่อนแมลงสองตัวเอาไว้ หากพวกมันพุ่งมากัดข้าจะทำเช่นไร ?”
ป๋ายหลงส่งเสียงยั่วยุล้อเลียน หลินเมิ้งหยาคิดไม่ถึงเลยเขาจะสังเกตเห็นนางและจูเหยียนอยู่นานแล้ว
แต่เพราะเหตุใดเขาจึงสั่งให้คนของตัวเองออกไปเล่า
“เอ๋ ? แมลง ? ท่านหมายถึง….”
ชายคนนั้นสับสน เขายังคงคิดตามไม่ทัน
ป๋ายหลงไม่มีความอดทนมากพอที่จะอธิบาย หมุนตัวเดินเข้ามายังประตูเหล็ก ก่อนจะเอ่ย
“ได้ยินมาว่าอันเล่อจวิ้นจู่เป็นคนฉลาดที่หาได้ยากในรอบร้อยปี ในเมื่อเป็นคนฉลาด เหตุใดจึงเอาแต่ซ่อนตัวดั่งเต่าในโกศเล่า ? หรือคำกล่าวนั้นจะมิใช่ความจริง ?”
ส่งเสียงถากถางชวนมีโทสะ
น่าเสียดาย แม้อายุของหลินเมิ้งหยาจะยังไม่มาก ทว่าความคิดของนางมิเป็นสองรองใคร
ตอนนี้นางตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เช่นนั้นมิสู้นางเปลี่ยนแปลงสถานการณ์อีกครั้งไม่ดีกว่าหรือ
“ท่านป๋ายหลง อันเล่อจวิ้นจู่อยู่ข้างในนี้หรือ ? เป็นไปไม่ได้หรอกขอรับ นอกจากจูหยุนและเจ้าเด็กโอหังอวดดีคนนั้นแล้วก็ไม่มีใครรู้วิธีเข้าไป หรือว่า….ฮึ ฮึ หากเป็นเช่นนั้นจริง ไม่รู้ว่าท่านป๋ายหลงจะมอบเจ้าเด็กอวดดีนั่นให้ข้าน้อยจัดการได้หรือไม่ !”
ชายคนนั้นแสยะยิ้มอำมหิต ดูเหมือนเขาจะมีความแค้นกับจูเหยียนอยู่
หลินเมิ้งหยาปรายตามองจูเหยียน เจ้าเด็กคนนี้หยิ่งยโสโอหังเป็นทุนเดิม ไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อยที่จะมีคนเกลียดชัง
“เขาคือเหยื่อของข้า เจ้าไม่มีสิทธิ์ยุ่งกับเรื่องนี้ หยิ่งหนี ในเมื่อจวิ้นจู่ไม่เห็นค่าความปรารถนาดี เช่นนั้นเจ้าจงไปเชิญพระองค์ออกมาด้วยตนเองเถิด”
ป๋ายหลงส่งเสียงเย็นสั่งชายที่อยู่ด้านหลัง