ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 19 บทที่ 556 ความจริง
นางระมัดระวังตัวเป็นอย่างยิ่ง แต่ใครจะรู้ว่านางถูกจับตามองอยู่ตั้งแต่แรก
แม้จะถูกกลไกเล่นงาน แต่ชายชุดดำที่มีไหวพริบบางคนก็สามารถหลบหนีออกมาได้
หลินเมิ้งหยาขยับตัวถอยหลังชิดกำแพง ดาบที่สั่นอยู่แสดงให้เห็นว่าคราวหน้านางอาจไม่โชคดีเช่นนี้แล้ว
ร่างที่ถูกชโลมไปด้วยเลือดของชายชุดดำจ้องมาที่นางเขม็ง
หลินเมิ้งหยาอยากวิ่งหนี ทว่าทางออกเพียงทางเดียวอยู่ด้านหลังชายชุดดำเหล่านั้น
โชคดีที่อีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บ ดังนั้นไม่ว่าความเร็วหรือความแม่นยำจึงลดลง
หลินเมิ้งหยาจึงสามารถจัดการกับชายชุดดำได้
แต่ถึงกระนั้นเสียงของกลไกเริ่มเบาลงแล้ว ชายชุดดำเองก็เริ่มเพิ่มมากขึ้น
แม้หลินเมิ้งหยาจะมีไหวพริบ แต่ชายชุดดำก็ไม่ได้โง่
พวกเขารู้ว่าไม่ควรเอะอะโวยวายที่ลานด้านหน้า ดังนั้นจึงสั่งให้ชายชุดดำสองคนไปยืนเฝ้าหน้าประตู
ส่วนพวกเขาอีกสี่ห้าคนพยายามไล่ต้อนหลินเมิ้งหยาให้กลับไปยังลานด้านหลัง
“เข้ามาสิ ! ช่วยด้วย !”
นางยังคงใจเย็นอยู่มาก แต่ในขณะเดียวกันหลินเมิ้งหยาก็พยายามร้องตะโกนเพื่อเรียกความสนใจจากคนภายนอก
ยามนั้นสีของท้องฟ้าเริ่มจางลงแล้ว แสงแห่งรุ่งอรุณกำลังเข้ามาแทนที่
หลินเมิ้งหยายิ่งรู้สึกมีความหวังมากขึ้น
หลงเทียนอวี้และจั่วชิวอวี้จะต้องได้รับข่าวแล้วอย่างแน่นอน แต่เหตุที่พวกเขายังมาไม่ถึง คาดว่าคงเพราะถูกขัดขวางเอาไว้
มองสีหน้ากระวนกระวายของพวกชายชุดดำ หลินเมิ้งหยารู้ว่าตนเองทายถูกแล้ว
ทว่าความหวังในใจยากจะต้านทานความหนักหน่วงของร่างกาย
หลินเมิ้งหยาที่กระโดดหลบหลีกอันตรายตลอดเวลารู้สึกว่าขาทั้งสองข้างหนักอึ้งมากขึ้นเรื่อยๆ
การหลบหลีกคนเหล่านั้นใช้เรี่ยวแรงไม่น้อยเลย
โชคดีที่คนเหล่านั้นต้องการจับตัวนางทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ มิเช่นนั้นนางคงตายไปแล้ว
“เปิดประตู ! เปิดประตู !”
อยู่ๆ เสียงเคาะประตูอย่างร้อนใจพลันดังขึ้นที่ด้านนอก
เหล่าชายชุดดำนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มออกแรงไล่กวดหลินเมิ้งหยา
“ข้าอยู่ที่นี่ ! ช่วยด้วย !”
เสียงเริ่มแหบแห้งแล้ว แต่ถึงกระนั้นก็พยายามร้องตะโกนออกไป
เมื่อเสียงเงียบลง นางสัมผัสได้ถึงอาการแสบร้อนในลำคอ ราวกับตนเองไม่ได้ดื่มน้ำมาหลายวัน
ทว่าเสียงร้องของนางได้ผลเป็นอย่างดี
บัดนี้เสียงเคาะประตูกลายเป็นเสียงทุบประตูแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ร่างของชายสองสามคนพลันกระโดดข้ามกำแพงเข้ามา
เพียงหลินเมิ้งหยาได้เห็นคนเหล่านั้น หัวใจพลันส่งเสียงโห่ร้องด้วยความปีติยินดี
หลิวซวน เย่และพวกองครักษ์ที่เฉินเปี่ยวเกอส่งมาคุ้มครองนางมาถึงแล้ว
ใบหน้าอันคุ้นตาของพวกเขาสร้างความดีใจให้กับหลินเมิ้งหยาไม่น้อย
ด้วยเหตุนี้หลินเมิ้งหยาจึงเบาใจลงมาก
ขณะเดียวกันพวกชายชุดดำรู้แล้วว่าสถานการณ์กำลังยุ่งยากมากขึ้นทุกที
อาศัยจังหวะที่หลินเมิ้งหยาไม่ทันระวังตัววาดดาบเข้าไปจ่อคอของนาง
รูม่านตาหดเล็กลง ขณะที่หลินเมิ้งหยากำลังกู่ร้องร้องในใจว่าแย่แล้ว ร่างของใครคนหนึ่งพลันปรากฏกายขึ้นแล้วพาตัวนางออกจากวงล้อม
เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ประตูสีชาดถูกทลายลงมา
ทหารองครักษ์หลั่งไหลเข้ามาดั่งสายน้ำ
“ฆ่า ! อย่าให้เหลือแม้แต่คนเดียว !”
เสียงเดือดดาลเปี่ยมโทสะดังขึ้นที่ด้านหลัง
หลินเมิ้งหยารีบถลาเข้าหาอ้อมกอดอันคุ้นเคย
จมูกได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของหลงเทียนอวี้ หัวใจของนางจึงสงบลง
“ไม่เป็นไรแล้ว ข้าอยู่นี่”
หลงเทียนอวี้กระชับอ้อมกอดแน่น ชั่วขณะที่ประตูถูกเปิดออก เขาเห็นหลินเมิ้งหยาเอาตัวรอดจากความตายมาได้
หากมิใช่เพราะทักษะการเคลื่อนไหวของเย่ ป่านนี้ปลายดาบคงแทงทะลุคอของนางไปแล้ว
“หลงเทียนอวี้ พระองค์…มาแล้ว !”
หากกล่าวว่าไม่กลัวคงโกหกแล้ว แม้นางจะผ่านประสบการณ์เฉียดตายมาหลายต่อหลายครั้ง แต่ทุกครั้งที่ความตายอยู่ตรงหน้า นางก็ยังคงรู้สึกหวาดกลัวอยู่ดี
นางรู้ดีที่สุดว่าตนเองมิอาจหลบหลีกจากอันตรายเช่นนี้ได้ทุกครั้ง
“ใช่แล้ว เจ้าอยู่ที่นี่ก่อน อย่าไปไหนอีก”
เมื่อมั่นใจแล้วว่าหลินเมิ้งหยาปลอดภัย น้ำเสียงของหลงเทียนอวี้พลันเย็นชาขึ้นมาอีกครั้ง
มองสีหน้าเคร่งขรึมของเขา หลินเมิ้งหยารู้ได้ทันทีว่าตนเองทำผิดไปแล้ว
นางก้มหน้าลงแล้วก้าวไปยืนด้านหลังเขาอย่างว่าง่าย
เรื่องในคราวนี้สอนอะไรนางหลายอย่าง หากนางยังเอาแต่ใจ เกรงว่าอาจเกิดการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ขึ้น
เมื่อนางเข้าไปยืนทางด้านหลัง หลงเทียนอวี้จึงวางใจ
ผ้าคลุมผืนใหญ่ห่มคลุมลงบนร่างบางของหลินเมิ้งหยา แม้เขาจะยังมีโทสะอยู่บ้าง แต่ก็ไม่คิดระบายโทสะกับนาง
พวกชายชุดดำได้รับบาดเจ็บอยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงล่าถอยไป
เย่เปรียบดั่งปีศาจร้ายจากนรก เขายกดาบฟาดฟันปลิดชีวิตของคนเหล่านั้น
หลบด้านหลังหลงเทียนอวี้ หลังจากรู้สึกว่าตนเองปลอดภัยแล้ว นางจึงได้เห็นวิทยายุทธ์ของหลิวซวนเป็นครั้งแรก
แส้เส้นยาวดั่งสายฟ้าฟาด เวลาเพียงชั่วพริบตา แส้เส้นนั้นตวัดรัดร่างของศัตรูจนตาย
ทั้งสองเปิดศึกของตนเองโดยไม่ส่งเสียง
พวกชายชุดดำต่างล่าถอยไปโดยไม่ต้องเสียกำลังทหาร
หลินเมิ้งหยายืนซ่อนตัวด้านหลังหลงเทียนอวี้
เรื่องในวันนี้สอนนางให้รู้ว่ากำลังของนางในเวลานี้ยังมีไม่มากพอที่จะต่อกรกับกลุ่มจู๋หลง
เดิมทีนางคิดว่าตนเองเป็นคนฉลาด ยิ่งไปกว่านั้นยังมีระบบเซินหนงคอยช่วย ดังนั้นจึงอยู่รอดปลอดภัยมาถึงทุกวันนี้
หากไม่ได้หลงเทียนอวี้และชิงหูคอยปกป้อง เกรงว่าลมหายใจของนางคงหมดไปนานแล้ว
หากกลับไปได้ในคราวนี้ นางจะต้องไตร่ตรองให้ดี หากตนเองยังมุทะลุบุ่มบ่ามเช่นนี้ อย่าว่าแต่กำจัดกลุ่มจู๋หลงเลย แม้แต่ชิงหูและจูหยุนเองก็คงตกอยู่ในที่นั่งลำบากเพราะนาง
“เจ้าเด็กคนนี้ เฮ้อ เจ้ารู้หรือไม่ว่าฮวงซงและหลงเทียนอวี้เกือบจะพลิกปฐพีหลินเทียนเพื่อตามหาตัวเจ้าแล้ว”
เสียงที่เคยตลกขบขันเสมอมาของจั่วชิวอวี้เคร่งขรึมกว่าเดิมมาก
แม้เขาจะไม่โทษหลินเมิ้งหยา แต่ถ้าหากหลงเทียนอวี้และจั่วชิวเฉินไม่ได้เตรียมการเอาไว้อยู่ก่อนแล้วแล้วล่ะก็ พวกเขาคงมาช่วยหลินเมิ้งหยาไม่ทัน
หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับนาง ไม่ว่าหลงเทียนอวี้หรือตัวเขาเองคงเสียใจไปตลอดชีวิต
“ข้า…ข้าผิดไปแล้ว”
ย่นจมูก หลินเมิ้งหยาไม่ได้รู้สึกน้อยใจ
นางเป็นคนผิดเอง ทว่าหลงเทียนอวี้พยายามไม่ระบายอารมณ์ใส่นาง
นางย่อมรู้ดีว่าเขาเป็นห่วงนางมากเพียงไหน
“อันที่จริงเรื่องนี้คงโทษเจ้าไม่ได้ หากข้าและฮวงซงมีอำนาจมั่นคงมากกว่านี้ เจ้าเองก็คงไม่ตกอยู่ในอันตราย”
สุดท้ายจั่วชิวอวี้ก็อดระบายออกมาไม่ได้
แม้น้องสาวคนนี้จะฉลาด แต่นางก็ยังมีกำลังไม่มากพอ
ควรให้นางได้เรียนรู้ความพ่ายแพ้เสียบ้าง นางจะได้เติบโต
“จูเหยียนยังอยู่ในคุกใต้ดิน พวกเราไปช่วยเขากันเถิด อีกอย่างที่นั่นยังมีเรื่องให้ประหลาดใจอีกด้วย”
หลินเมิ้งหยาแอบกระตุกแขนเสื้อของหลงเทียนอวี้แล้วกระซิบเสียงแผ่ว
หลงเทียนอวี้ผงกศีรษะลง ชำเลืองมองศีรษะเล็กๆ ที่กำลังก้มต่ำมองพื้น เขาถอนหายใจออกมาอย่างอดไม่ได้
นางมีความกล้ามากเกินไป ทุกครั้งนางมักคิดหาวิธีเสี่ยงตายเพื่อช่วยผู้อื่นเสมอ
โลกใบนี้มีคนกล้าหาญกำเนิดขึ้นมากมาย ทว่าคราวนี้นางเกือบเอาชีวิตไม่รอด
“ไปคุกใต้ดินเถิด เจ้านำทางก็แล้วกัน”
หลงเทียนอวี้โอบร่างของนางเข้าหาอ้อมกอดพลางออกคำสั่งเสียงขรึม
กลไกถูกเปิดออกทั้งหมดแล้ว ศพของชายชุดดำนอนเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้น
กอปรกับถูกมือสังหารทั้งสองไล่ฟาดฟัน พวกชายชุดดำจึงเหลือไม่มาก
หลินเมิ้งหยาคิดอยากจับตัวคนไว้ไต่สวน ทว่าจั่วชิวอวี้กลับบอกให้นางถอดหน้ากากของชายชุดดำเหล่านั้นออกคนหนึ่ง
หลินเมิ้งหยายกมือขึ้นปิดปาก สายตาตกตะลึงอึ้งงัน
ปากของชายชุดดำ ไม่…มันเหมือนรูสีดำมากกว่า
พวกเขาไม่มีลิ้นหรือฟัน ปากของพวกเขาเหมือนโพรงถ้ำดำทะมึน
“พวกเขาถูกเลี้ยงเอาไว้เป็นมือสังหาร แม้จะเก็บพวกเขาเอาไว้ก็ไร้ประโยชน์ ยิ่งไปกว่านั้นหากพวกเขายังไม่ตาย พวกเขาย่อมต้องตามไล่ล่าเจ้าไปตลอดชีวิต”
จั่วชิวอวี้ถอนหายใจขณะเอ่ย
ดูเหมือนเขาจะรู้จักคนเหล่านี้อยู่ก่อนแล้ว
หลินเมิ้งหยาหันหน้ากลับไปมองหลงเทียนอวี้
หรือพวกเขาจะรู้เรื่องการมีอยู่ของกลุ่มจู๋หลงอยู่นานแล้ว ?
แต่เพราะเหตุใดพวกเขาจึงไม่บอกนางเล่า ?
“เหตุใด…….”
ขณะที่เอ่ยได้เพียงครึ่งคำ หัวใจของหลินเมิ้งหยาสั่นสะท้าน
ตั้งแต่เมื่อก่อนจนถึงตอนนี้ นางยังคงจดจำทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างชัดเจน
เพื่อหลบหนีจากการไล่ล่าของกลุ่มจู๋หลง ท่านแม่ยอมละทิ้งชื่อสกุลของตนเองแล้วผันตัวมาเป็นฮูหยินหลิน
ชิงหูเดาเอาไว้แต่แรกแล้วว่านางจะต้องถูกพวกกลุ่มจู๋หลงตามล่า ดังนั้นเขาจึงหาเส้นทางรอดให้กับนางโดยการสร้างกลุ่มสามสหายขึ้น ซ้ำยังส่งจูหยุนมาเป็นไพ่ตาย
หลงเทียนอวี้รู้ว่ากลุ่มจู๋หลงไม่ประสงค์ดีต่อนาง ดังนั้นจึงตามนางมาที่เมืองหลินเทียนด้วยกันเพื่อคอยดูแลความปลอดภัยของนาง
เฉินเปี่ยวเกอและอวี้เปี่ยวเกอมิเคยขอให้นางส่งมอบตำราชิงเจิงผู่ให้แก่พวกเขาและคืนฐานันดรในฐานะอันเล่อจวิ้นจู่ให้ ยิ่งไปกว่านั้นยังมอบองครักษ์มากความสามารถไว้คอยปกป้องนาง
ทุกคนล้วนทำเพื่อปกป้องนาง แต่นางกลับบุ่มบ่ามมุ่งหน้าเข้าหาอันตรายเพื่อตามล่าหาความจริง
ไม่เพียงทำให้พวกเขาต้องกังวล แต่ยังทำให้ความพยายามของพวกเขาต้องสูญเปล่าอีกด้วย
เกรงว่าแผนการที่พวกเขาแอบเตรียมเอาไว้คงสูญเปล่าเพราะนางนับครั้งไม่ถ้วน
หลินเมิ้งหยาเพิ่งรู้ตัวว่าความเอาแต่ใจของตนเองส่งผลร้ายมากเพียงใด
นางมักคิดเสมอว่าตนเองสามารถจัดการทุกอย่างได้
แต่นางไม่รู้เลยว่าตนเองกลายเป็นเพียงเด็กเอาแต่ใจเท่านั้น
“เมิ้งหยา เมิ้งหยา เป็นอะไรไป ? บาดเจ็บตรงไหนหรือไม่ ?”
หลงเทียนอวี้ก้มหน้าลง ก่อนจะเอ่ยถามนางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
มองสายตาเหม่อลอยของหญิงสาว ความกังวลพลันเกิดขึ้นในใจ