ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 19 บทที่ 563 ความรักของท่านแม่
ระหว่างการเดินทาง แม้เด็กคนนี้จะไม่ไว้หน้านาง แต่เขาก็ไม่เคยสร้างปัญหา
หลินเมิ้งหยาพอจะมองนิสัยของเด็กคนนี้ออกแล้ว
แม้ว่าเขาจะโอหังไปสักหน่อย แต่เขาถูกเลี้ยงดูมาในสถานที่เช่นนั้น หากไม่มีนิสัยเช่นนี้ก็คงแปลก
ดังนั้นหลินเมิ้งหยาจึงมองเขาเป็นเพียงเด็กเจ้าอารมณ์คนหนึ่ง
แต่จูหยุนกำชับนางเอาไว้ว่าจะต้องเลี้ยงดูจูเหยียนให้ดี เด็กคนนี้เป็นเด็กฉลาด จิตใจเด็ดเดี่ยวแตกต่างจากคนทั่วไป
มองจูเหยียน ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดหลินเมิ้งหยาจึงคิดถึงหลินจงอวี้ขึ้นมา
แต่ก่อนเด็กคนนั้นก็เย็นชาดุจน้ำแข็ง หลังจากผ่านการเรียนรู้ เขาจึงกลายเป็นคนอ่อนโยนและมีความอดทน
เมื่อเทียบกับจูเหยียน คนหนึ่งสงบนิ่ง อีกคนบุ่มบ่ามคนหนึ่งเย็นชา อีกคนใจร้อน มีเพียงความดื้อรั้นเท่านั้นที่เหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน
เขาถูกลิขิตให้เป็นคนพิเศษมาแต่กำเนิด แต่ถึงกระนั้นก็จำต้องสั่งสอนเขาให้ดี
“ข้ามิใช่คนรับใช้ในเรือนของเจ้า !”
สายตาเย็นชาคมกริบของจูเหยียนปกปิดความตื่นเต้นเอาไว้ไม่มิด
แม้จะเติบโตในหุยชุนฟาง แต่เขาติดตามอยู่ข้างกายนายท่านเสมอ ซ้ำยังเคยชินกับการแอบอ้างอำนาจของนายท่านอีกด้วย
แต่เมื่อต้องพลัดถิ่นมาอยู่แดนไกลเพียงลำพัง เขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุสิบกว่าปี เช่นนั้นจะทำใจให้สงบนิ่งได้อย่างไร
ทว่าแม้คนในตำหนักหลินเมิ้งหยาจะมีไม่น้อย แต่พวกนางไม่ได้มองเขาเป็นศัตรู
สายตาพวกนางเปี่ยมไปด้วยความสงสัย บรรยากาศอบอุ่นสงบสุขเช่นนี้ทำให้จูเหยียนรู้สึกทำอะไรไม่ถูก
หลินเมิ้งหยารู้สึกว่าจูเหยียนมิต่างอันใดจากลูกแมว
พยายามปกปิดรอยยิ้มบนใบหน้า เหตุเพราะนางเกรงว่าจะกระตุกต่อมโทสะของอีกฝ่าย ยิ่งไปกว่านั้นเขาอาจรู้สึกต่อต้านขึ้นมาได้
“เจ้าเองก็เป็นแขกของข้า แต่นายท่านของเจ้าบอกเอาไว้ว่าเมื่อเจ้ามาอยู่กับข้าที่นี่ เช่นนั้นเจ้าต้องเชื่อฟังคำสั่งของข้า เอาเช่นนี้แล้วกัน ตำหนักของข้าล้วนมีเพียงสตรีร่างกายบอบบาง มิสู้เจ้าช่วยข้าดูแลเจ้าสัตว์เลี้ยงสองตัวนี้ดีหรือไม่ ?”
แววตาจูเหยียนสั่นไหว เขาเหลือบมองเจ้าสัตว์เลี้ยงทั้งสองซึ่งกำลังอิงแอบอยู่ที่ขาของหลินเมิ้งหยา
แม้เสี่ยวป๋ายและเสือน้อยจะถูกเลี้ยงดูโดยมนุษย์ แต่พวกมันยังคงไม่ทิ้งสัญชาตญาณของสัตว์ป่า
ร่องรอยของความหยิ่งผยองมิยอมจำนนสะท้อนอยู่ในแววตาของสัตว์ป่าทั้งสอง
จูเหยียนจึงรู้สึกสนใจขึ้นมาบ้างแล้ว
ขยับเท้าเดินเข้าไปสองสามก้าว ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะเข้าใกล้ตัวของพวกมันทั้งสอง เสี่ยวป๋ายพลุนผุดลุกขึ้น
ราชาหมาป่าย่อมเป็นราชาหมาป่าอยู่วันยันค่ำ มันยังคงมีความองอาจสง่างามอยู่เสมอ
ปรายตามองจูเหยียนหนึ่งหน จากนั้นจึงพาเสือน้อยวิ่งออกไปโดยไม่คิดจะหยุดมองจูเหยียนขณะวิ่งผ่านเลยแม้เสี้ยววินาที
ราวกับว่าสัตว์เลี้ยงที่เพิ่งจะคลอเคลียแทบเท้าหลินเมิ้งหยานั้นมิใช่พวกมัน
จูเหยียนอึ้งงัน สีหน้าตื่นตะลึงอย่างเห็นได้ชัด
“พรืด…”
อาซิ่วหลุดขำออกมาอย่างไม่อาจอดกลั้น
นางกับจูเหยียนอยู่ในวัยเดียวกัน แต่พวกเขามิต่างจากน้ำและไฟที่ไม่มีใครยอมใคร
เมื่อได้พบหน้า พวกเขามักจะทะเลาะกันเสมอ
แม้หลินเมิ้งหยาจะกำชับเอาไว้แล้ว แต่นางก็ยังมิวายถลึงตาโตใส่จูเหยียนทุกครั้งที่มีโอกาส
“เจ้า…ฮึ ข้าจะทำให้พวกมันเชื่อฟังข้าให้ได้ !”
จูเหยียนเป็นคนเชื่อมั่นในตัวเอง เช่นนั้นเขาจะยอมตกเป็นตัวตลกของผู้อื่นได้อย่างไร
ใบหน้าเล็กแดงก่ำ หลังจากถลึงตาใส่อาซิ่วแล้ว เขาจึงวิ่งตามสัตว์ทั้งสองออกไป
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลินเมิ้งหยาจึงยกชาขึ้นจิบ มุมปากยกขึ้นน้อยๆ
ดูเหมือนจวนอวี้จะไม่มีวันเงียบสงบอีกแล้ว
นับตั้งแต่กลับมาถึงจวนอวี้ คนในตำหนักหลิวซินล้วนทำงานไม่หยุดมือ
เหตุเพราะเฉินเปี่ยวเกอและอวี้เปี่ยวเกอล้วนกังวลว่านางจะถูกรังแก ดังนั้นข้าวของที่นางนำกลับมายังจวนจึงมีไม่น้อย
ยามนี้โรงเก็บของเล็กของนางจึงถูกยัดจนแน่น
ทว่าหลินเมิ้งหยาเป็นคนใจกว้าง ไม่ว่าบ่าวไพร่จากเรือนไหน ตำหนักใดในจวนอวี้ล้วนได้รับรางวัลอย่างหนักทั้งสิ้น
ป๋ายจีและป๋ายซ่าวเป็นผู้จัดการเรื่องนี้ ส่วนหลินเมิ้งหยาทำเพียงตัดสินใจเรื่องใหญ่เท่านั้น
“คุณหนูออกเดินทางไปเสียนาน ไม่รู้ว่าท่านได้พบคนรู้จักของฮูหยินหรือไม่ ?”
ภายในห้องหรูหรา หลินเมิ้งหยาเปลี่ยนเป็นชุดสีฟ้าน้ำทะเลแล้ว ขณะนี้นางกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนตั่ง
กลิ่นกำยานหอมหวานฟุ้งกระจายไปทั่ว แม้คนที่ได้กลิ่นจะมีเรื่องให้ต้องคิดมากมายเพียงไหน แต่ก็ไม่รู้สึกรำคาญเลยแม้แต่น้อย
ป๋ายจื่อยิ้มตาหยีขณะนั่งลงข้างกายตนเองแล้วยกกำปั้นเล็กๆ บีบนวดท่อนขาให้แก่นาง
แม่นมเถียนยิ้มเอ็นดู มือขยับปอกเปลือกส้มเขียวหวานวางลงตรงหน้าหลินเมิ้งหยา ขณะเดียวกันก็ชวนหลินเมิ้งหยาสนทนาเรื่อยเปื่อย
“เจอไม่น้อยเลยเจ้าค่ะ ครอบครัวของท่านปู่ทำให้ข้าได้เห็นอะไรหลายอย่าง มามา ท่านอยู่กับท่านแม่มานาน ท่านแม่ไม่เคยเผยตัวตนของตนเองเลยหรือ ?”
วางหนังสือลงชั่วคราว หลินเมิ้งหยามองแม่นมเถียนด้วยแววตาสงสัย
แม้หลินเมิ้งหยาจะเดาเอาไว้แล้วว่าครอบครัวทางฝั่งมารดาต้องมิใช่คนธรรมดา แต่ใครจะคิดเล่าว่าพวกเขาจะเป็นถึงเชื้อพระวงศ์แห่งเมืองหลินเทียน
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่ได้ผ่านเรื่องราวมาอย่างมากมาย หัวใจของนางจึงเต็มไปด้วยมโนภาพของท่านแม่
แต่ทว่าก็มีความลับมากมายเข้ามาเกี่ยวข้อง ท่านแม่จะต้องเป็นคนฉลาดเฉลียวมากเพียงใดกัน นางจึงสามารถสร้างความโกลาหลให้กับกลุ่มจู๋หลงได้เช่นนี้ ?
รอยยิ้มของแม่นมเถียนเจือความคิดถึงอยู่ไม่น้อย
มองใบหน้าเรียวเล็กรูปไข่ของหลินเมิ้งหยา ความทรงจำเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนพลันหวนกลับมา
“ครั้นข้าเข้าไปอยู่ในจวน ฮูหยินเองก็เพิ่งถูกใต้เท้ารับเข้ามาอยู่ในจวนเช่นเดียวกัน แต่ไหนแต่ไรมาข้าไม่เคยเห็นใครงดงามฉลาดเฉลียวเท่าฮูหยินมาก่อน ใต้เท้าปฏิบัติต่อนางด้วยความความรัก ทุกเย็นใต้เท้าจะต้องกลับมาร่วมกินข้าวกับฮูหยิน ครั้นคุณชายใหญ่ถือกำเนิด ฮูหยินและใต้เท้าล้วนดีใจเป็นอย่างยิ่ง เกรงว่าในตอนนั้นคงไม่มีสตรีใดสง่างามเทียบฮูหยินได้อีกแล้ว”
หลินเมิ้งหยาล้วนได้ยินคำพูดเหล่านี้จากปากผู้อื่นเสมอ ท่านแม่มีศักดิ์เป็นจ่างกงจู่แห่งเมืองหลินเทียน นางมีใบหน้างดงามเพริศพริ้งยากที่ใครจะเทียบเทียมได้
แม้เวลาจะผ่านมาอย่างเนิ่นนาน แต่คนเมืองหลินเทียนยังคงจดจำความงามของท่านแม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้นทุกคนล้วนกล่าวว่านางมีใบหน้างดงามเหมือนมารดา
เพราะเหตุนี้เมื่อคนเหล่านั้นเห็นใบหน้าของนาง พวกเขาจึงมั่นใจว่านางเป็นลูกสาวของจั่วซูชิงอย่างแน่นอน
“ฮูหยินมิเพียงมีใบหน้างดงาม แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือหัวใจอันบริสุทธิ์และความฉลาดเฉลียว ยิ่งไปกว่านั้นยังมีพรสวรรค์ทางการแพทย์อีกด้วย ครั้งนั้นมีฮูหยินท่านหนึ่งคลอดลูกยากจึงตายไป ทั้งที่ศพถูกใส่โลงแล้ว แต่มารดาของท่านกลับบอกว่ามีวิธีช่วยชีวิตฮูหยินท่านนั้น ต่อมามารดาของท่านใช้ยาทำให้ฮูหยินท่านนั้นกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ยิ่งไปกว่านั้นยังช่วยทำคลอดได้สำเร็จอีกด้วย สุดท้ายแม่ลูกก็ปลอดภัย แต่ทั้งที่ฮูหยินเป็นคนจิตใจโอบอ้อมอารีถึงเพียงนี้แท้ๆ ทว่าสุดท้ายแล้ว…เฮ้อ บางทีคงเป็นดั่งเช่นคำกล่าวที่ว่าหมอย่อมไม่อาจรักษาโรคของตนเองกระมัง”
แม่นมเถียนถอนหายใจ มือหยาบเหี่ยวย่นวางลงบนมือเล็กนุ่มนิ่มของหลินเมิ้งหยา
“เด็กน้อย ท่านอย่าได้โทษตัวเองไปเลย ก่อนที่มารดาของท่านจะจากไป นางเคยจับมือของข้าแล้วเอ่ยว่าข้าจะต้องอยู่จนเห็นท่านเติบโต ข้าจะต้องบอกท่านให้ได้ว่าคนที่นางรักที่สุดก็คือท่าน คุณชายและนายท่าน นางไม่เคยนึกเสียใจมาก่อนที่ให้กำเนิดท่าน ขอเพียงท่านมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัย นางยอมแลกทุกอย่าง”
หลินเมิ้งหยารู้สึกพูดไม่ออก
ท่านแม่เป็นคนมีเมตตา เกรงว่าหลินเมิ้งหยาคงไม่มีวันเทียบนางได้ ทว่านางรู้อะไรบางอย่าง
ตอนนั้นท่านแม่คงยอมสละชีวิตเพื่อช่วยเด็กคนนี้เอาไว้
บางทีการที่นางได้ข้ามภพมาอยู่ที่นี่อาจเพราะสวรรค์เบื้องบนไม่อาจทนดูชีวิตน้อยๆ ที่ถูกหญิงสาวคนหนึ่งแลกกับชีวิตตนต้องจบลง
นางไม่รู้สึกเจ็บปวด เหตุเพราะทุกสิ่งทุกอย่างของมารดายังคงอยู่ข้างกายนางเสมอ
แม้ว่าท่านแม่จะจากไปแล้ว แต่นางก็ได้วางแผนชีวิตให้กับลูกของตนเองแล้ว
เก็บความรู้สึกท่วมท้นที่ทะลักที่ออกมาจากหัวใจ หลินเมิ้งหยาเพิ่งสะกิดใจถึงรายละเอียดบางอย่างในคำพูดของเถียนมามาได้
“เถียนมามา ท่านบอกว่าท่านแม่เคยช่วยคนท้องคลอดยากจนเกือบตายเอาไว้ใช่หรือไม่ ? ท่านแม่เคยบอกท่านหรือไม่ว่านางช่วยฮูหยินท่านนั้นเช่นไร ? อีกอย่างทุกคนล้วนเล่าว่าท่านแม่ตายไปเพราะให้กำเนิดข้า เช่นนั้นท่านยังจำเรื่องเหล่านี้ได้หรือไม่ ?”
ดวงตาหลินเมิ้งหยาเปล่งประกาย เถียนมามาจึงรู้สึกเบาใจขึ้นหลายส่วน
เหตุที่นางไม่เคยเล่าเรื่องในอดีตก็เพราะกลัวจะทำให้คุณหนูต้องเจ็บปวด
หากคุณหนูเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่แล้วจริงๆ นางก็จะสามารถวางเรื่องหนักใจทั้งหมดได้แล้ว
เมื่อได้ยินคำถามจากหลินเมิ้งหยา แม่นมเถียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยตอบ
“ได้ยินมาว่าทารกในครรภ์ของฮูหยินท่านนั้นอยู่ผิดที่ ดังนั้นจึงไม่อาจคลอดเด็กออกมาได้ ฮูหยินเล่าว่าร่างกายของผู้เป็นแม่ไร้เรี่ยวแรง ต่อมาฮูหยินปรุงยาชนิดหนึ่งให้แก่ฮูหยินท่านนั้น นางจึงกลับมามีแรงดั่งเก่าแล้วคลอดลูกออกมาได้ ครั้นตอนฮูหยินคลอด นางเองก็ดื่มยาชนิดนี้ต่อมาฮูหยินตกเลือด พวกหมอทั้งหลายต่างรับมือไม่ทัน ดังนั้นหลังจากคลอดนายหญิงได้ราวสามวัน ฮูหยินก็จากไปเจ้าค่ะ”
เถียนมามาเล่าเรื่องทั้งหมด ทว่าหลินเมิ้งหยากลับรู้สึกสงสัย
การคลอดลูกของสตรีมิได้ง่ายดายเลย ทว่าสำหรับสตรีท้องแก่ใกล้คลอด สิ่งเหล่านี้ล้วนยากเกินกวาจะรับมือ ประตูผีได้อยู่ตรงหน้าแล้ว
ร่างกายของมนุษย์ไม่เหมือนกัน บางทีนางอาจคิดมากไปเอง
นวดขมับ นับตั้งแต่กลับจากเมืองหลินเทียน ความสงสัยในใจยิ่งเพิ่มมากขึ้น
มุมปากหยักยิ้มน้อยๆ ดูเหมือนภายภาคหน้าไม่ว่านางจะเจอกับผู้ใดก็คงหวาดระแวงไปเสียหมด
“อีกไม่กี่วันก็ถึงวันครบรอบของท่านแม่แล้ว ข้าอยากไปไหว้ท่านสักหน่อย ข้ารบกวนเถียนมามาเตรียมของให้ด้วย”
เถียนมามาไม่รู้สึกต่อต้านความคิดนี้ เมื่อมีเถียนมามาคอยดูแลงานให้ นางเชื่อว่าจะต้องไม่มีข้อบกพร่องอย่างแน่นอน