ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 19 บทที่ 564 หมู่เฟยระงับโทสะ
แม้ท่านแม่จะย้ายมาอยู่ต่างบ้านต่างเมือง แต่นางเชื่อว่าท่านแม่จะต้องคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนอย่างยิ่งเป็นแน่
ไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง คาดว่าท่านแม่คงต้องทุ่มเทอย่างมากเพื่อปกปิดฐานะของตนเอาไว้
หากวิญญาณของท่านแม่ยังอยู่และได้เห็นว่านางกับพวกญาติผู้พี่ได้รู้จักกันแล้ว คาดว่าท่านแม่จะต้องดีใจเป็นอย่างยิ่ง
“จริงสิ ตอนที่ข้าไม่อยู่ ทางฝั่งตำหนักหลิวซวนเกิดเรื่องอันใดหรือไม่ ?”
ตอนนี้หลินเมิ้งหยาไม่รู้สึกหวั่นเกรงพระสนมเต๋อเฟยตัวปลอมอีกต่อไป
ด้วยความฉลาดเฉลียวมีไหวพริบของหลงเทียนอวี้ เขาจะไม่รู้สึกสงสัยได้เช่นไร
เหตุที่หลงเทียนอวี้ยังคงปล่อยพวกหัวมังกุท้ายมังกรที่ตำหนักหยาเสวียนกลุ่มนั้นไป นั่นก็เพราะเขาวางกลอุบายเอาไว้แล้ว
นางหลุบตาลง ตอนนี้สถานการณ์ในวังหลวงมิสู้ดีนัก เกรงว่าพระสนมเต๋อเฟยตัวจริงยังคงอยู่ในมือของฮองเฮาแน่นอน ดังนั้นพวกเขาจึงต้องระมัดระวังให้มาก
“พวกนางจะกล้าได้อย่างไรเจ้าคะ ? แต่จะว่าไปก็แปลก เมื่อก่อนคนของตำหนักหยาเสวียนมักจะแอบเข้ามาสืบเสาะหาความจากพวกเรา ทว่าต่อมาก็มีพระราชโองการจากฝ่าบาทเพื่อเชิญพระสนมเต๋อเฟยเหนียงเหนียงเข้าวัง ไม่ทราบเลยว่าใครไปทำอะไรไว้หรือไม่ ดังนั้นฮ่องเต้จึงออกคำสั่งให้พระสนมเต๋อเฟยอยู่แต่ในตำหนัก ห้ามมิให้ออกมา”
ป๋ายจื่อเอ่ยตอบหลินเมิ้งหยา ดวงตาเปล่งประกายเปี่ยมไปด้วยความปีติบนความทุกข์ของผู้อื่น
หลินเมิ้งหยาไตร่ตรองก่อนจะเข้าใจ ฮ่องเต้เป็นใครกันเล่า ครั้นยังไม่ฟื้นคืนสติ พระองค์สามารถทำให้ไท่จื่อและฮองเฮาล้วนไม่อาจขว้างหนูเพราะกลัวจะกระทบสิ่งของได้
ยิ่งไปกว่านั้นฮ่องเต้และพระสนมเต๋อเฟยเป็นสามีภรรยากันมานานหลายปี เรื่องบางอย่างเพียงมองปราดเดียวก็ย่อมรู้ได้
บางทีการขังพระสนมเต๋อเฟยตัวปลอมเอาไว้ในตำหนักหยาเสวียนคงเพราะต้องการจับตามองกระมัง
พระสนมเต๋อเฟยตัวปลอมเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่มิได้สลักสำคัญของฮองเฮา
เวลานี้ความสนใจของทุกคนล้วนพุ่งตรงไปที่โรคระบาดในหยุนโจว แล้วใครจะยังสนใจเรื่องพระสนมเต๋อเฟยตัวปลอมในจวนอวี้กันเล่า ?
“คุณหนู เช่นนั้นท่านไปเยี่ยมพระสนมเต๋อเฟยหน่อยเถิด ถึงอย่างไรนางก็เป็นผอผอของท่าน หากทำเช่นนี้คงมิสมเหตุสมผลนัก”
เถียนมามาไม่รู้เรื่องกลอุบายเหล่านี้
ดังนั้นจึงมองว่าพวกนางทั้งสองมีความขัดแย้งกันเหมือนแม่สามีและลูกสะใภ้ทั่วไปเท่านั้น
นางเคยอาบน้ำร้อนมาก่อน ซ้ำยังเป็นผู้ใหญ่ฝั่งหลินเมิ้งหยา นางจึงเอ่ยโน้มน้าวสองสามคำ
“ไปเยี่ยมนางด้วยเหตุใดกันเจ้าคะ ? ข้ายังจำเรื่องแม่นางเจียงหรูฉินได้ไม่เคยลืม แค้นใจยิ่งนัก !”
ป๋ายจื่อส่งเสียงเดือดดาลร้องห้าม ใบหน้าเรียวเล็กรูปไข่บูดบึ้งไม่น่ามอง
ใครก็ตามที่บังอาจรังแกนายหญิง นางไม่มีวันปล่อยไปอย่างแน่นอน !
ใช่ว่าเถียนมามาจะไม่เอ็นดูเด็กๆ ของตนเอง แต่เพื่อรักษาชื่อเสียงของหลินเมิ้งหยา บางเรื่องจึงไม่อาจมองข้ามได้
“เอาล่ะ พวกเจ้าพูดมีเหตุผล ป๋ายจื่อ ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นห่วงข้า อันที่จริงเถียนมามาก็คิดเห็นมิต่างไปจากเจ้า เพียงแต่พระสนมเต๋อเฟยพระองค์นี้จะมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในภายภาคหน้า วันนี้พวกเราลองไปเยี่ยมนางสักหน่อยเถิด เจ้าเองก็พยายามระงับโทสะของตนเองสักหน่อย อะไรที่ควรทำก็ต้องทำ ทว่าพวกเรามิจำเป็นต้องรองรับโทสะของนางอีกต่อไปแล้ว”
หลินเมิ้งหยายิ้ม คำพูดของนางทำให้ป๋ายจื่อและเถียนมามางุนงง
นี่มัน…เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ?
จัดเก็บสิ่งของให้เรียบร้อย หลินเมิ้งหยาเปลี่ยนเป็นชุดกระโปรงสีแดงทับทิมปักดิ้นทองลายดอกโบตั๋น
เส้นผมตรงยาวนุ่มสลวยประดับไว้ด้วยอัญมณี แม้จะเป็นเวลายามค่ำคืนแล้ว แต่ทรงผมก็ยังคงหรูหราสง่างาม
ป๋ายจีและป๋ายจื่อถือโคมไฟส่องทางอยู่เบื้องหน้า เมื่อได้ผ่านเส้นทางที่คุ้นเคย หลินเมิ้งหยาอดหวนนึกถึงบรรยากาศที่ตนเองมาที่นี่ครั้งแรกไม่ได้
เวลาผ่านไปรวดเร็วยิ่งนัก หนึ่งปีที่ผ่านมาเปรียบดั่งสายน้ำรินไหลไม่มีวันหวนกลับ
แม้จะแต่งกายอย่างสง่างาม แต่ก็มิได้ใช้งานบ่าวไพร่มากนัก
นางมีศักดิ์เป็นลูกสะใภ้ของพระสนมเต๋อเฟย การแต่งกายนั้นไม่กระไร แต่หากมีคนห้อมล้อมมากเกินไปก็อาจจะถูกมองว่าหยิ่งยโสโอหังเอาได้ ดังนั้นข้างกายนางจึงมีเพียงสาวใช้ทั้งสามเท่านั้น
ภายในจวนอวี้ โดยเฉพาะหน้าประตูตำหนักหยาเสวียนมีทหารองครักษ์ยืนเฝ้าและเดินลาดตระเวนทุกชั่วยาม
ด้วยเหตุนี้ช่วงเวลาที่ผ่านมาทางฝั่งตำหนักหยาเสวียนจึงมิอาจสร้างปัญหาได้ คาดว่าฮ่องเต้จะต้องเดาเอาไว้แล้วอย่างแน่นอนว่าคนของฮองเฮาเป็นเช่นไร ฉะนั้นพระองค์จึงมีพระราชโองการกักบริเวณคนในตำหนักหยาเสวียนเอาไว้
เช่นนี้ก็ดี อย่างน้อยก็สามารถป้องกันมิให้ใครเข้ามาส่งข่าวได้
“รีบเปิดประตู ชายาอวี้ต้องการเข้าไปถวายพระพรพระสนมเต๋อเฟย”
ทันทีที่เดินถึงประตู ป๋ายจื่อรีบออกวิ่งแล้วเคาะประตูเบาๆ ก่อนจะร้องตะโกนบอกคนที่อยู่ภายใน
เสียงซุบซิบดังขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเสียงที่แสดงอาการตื่นตระหนก
คงไม่มีใครคาดคิดว่าชายาอวี้ที่เพิ่งเสด็จกลับจวนจะมาขอเข้าเฝ้าพระสนมเต๋อเฟยในเวลานี้
“แกรก….” เสียงดังขึ้น ประตูพระจันทร์ของตำหนักหยาเสวียนถูกผอจื่อร่างกำยำแข็งแรงเปิดออก
แม้จะสวมชุดสีเทา แต่กลับสะอาดสะอ้าน
เมื่อได้เห็นหลินเมิ้งหยา นางรีบยอบตัวถวายคำนับ
“ถวายพระพรพระชายา ดึกแล้วแท้ๆ พระองค์ต้องเหนื่อยเสด็จมาถึงที่นี่อีก”
แม้น้ำเสียงจะเคร่งขรึม แต่ถึงกระนั้นก็มีความหวังดีอยู่หลายส่วน
ไม่ว่าใครในจวนต่างก็รู้ว่านายหญิงที่แท้จริงของจวนอวี้คือพระชายาในตำหนักหลิวซินผู้นี้
แม้พระสนมเต๋อเฟยจะน่าเกรงขาม แต่นางก็เป็นเพียงแขกเท่านั้น
คนที่มีไหวพริบย่อมต้องหาโอกาสประจบประแจงนายหญิงที่แท้จริง
“ข้ามาถวายพระพรเหนียงเหนียง เหนียงเหนียงบรรทมแล้วหรือไม่ ?”
หลังจากผ่านเรื่องราวมากมายในเมืองหลินเทียน อุปนิสัยของหลินเมิ้งหยาอ่อนโยนขึ้นกว่าเดิมหลายส่วน
น้อยครั้งนักที่จะเอ่ยวาจาหยาบคายกับคนรับใช้
น้ำเสียงอ่อนโยนดุจสายน้ำ ผอจื่อเฝ้าประตูจึงรู้สึกว่าตนเองได้รับความความโปรดปรานจากนายหญิงผู้นี้แล้ว
“ยังไม่นอนเจ้าค่ะ ยังไม่นอนเจ้าค่ะ เมื่อครู่เหล่าหนู่ยังได้ยินเสียงของแตกมาจากภายใน ตอนนี้เหนียงเหนียงถูกฮ่องเต้ลงโทษ ท่านอ๋องเองก็ขุ่นเคืองเหนียงเหนียง ดังนั้นนอกจากท่านน้าจิ้งเยว่แล้วจึงไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เหนียงเหนียงอีก”
ผอจื่อเอ่ยตอบด้วยความยำเกรง หลินเมิ้งหยาจึงเดาอะไรบางอย่างได้
หากคนที่อยู่ที่นี่คือพระสนมเต๋อเฟยตัวจริง เช่นนั้นคงถูกมองว่าลูกอกตัญญูต่อแม่แล้ว
ทว่าตอนนี้นางเป็นเพียงตัวปลอม ดังนั้นไม่ว่าฮ่องเต้หรือนางก็ล้วนไม่ไว้หน้านางอีกแล้ว
เมื่อมิได้รับการปกป้องจากฮ่องเต้และการดูแลจากบุตรชาย เช่นนั้นคนในจวนจะยังยำเกรงนางเหมือนก่อนได้อย่างไร
“ข้าเข้าใจแล้ว ขอบใจเจ้ามาก ข้าจะเข้าไปดูหน่อย”
นางแย้มยิ้ม ใบหน้างดงามดั่งหยกอ่อนโยนกว่าเดิม
ผอจื่อขยับตัวหลบอย่างรู้หน้าที่ ดังนั้นหญิงสาวทั้งสี่จึงเดินผ่านประตูเข้าไป
เดือนสี่มาเยือนแล้ว มวลบุปผางดงามหลากสีสันชูช่อเบ่งบานทั่วทั้งจวน
ทว่าที่นี่กลับมีใบไม้แห้งเหี่ยวดั่งช่วงฤดูหนาว
บรรยากาศและสถานการณ์ในเวลานี้เข้ากันดีอย่างพิลึกพิลั่น
“นั่นใคร ! ตำหนักของเปิ่นกงมิใช่สถานที่ให้ใครเข้ามาเชยชมได้ ! เหตุใดยังไม่รีบออกไปอีก !”
ยังไม่ทันจะเดินเข้าใกล้เรือน เสียงเปี่ยมโทสะพลันตวาดดังมาจากภายใน
ป๋ายจีและป๋ายจื่อหยุดฝีเท้าลง ก่อนจะเหลือบมองหลินเมิ้งหยา
ดวงตาอีกฝ่ายเปล่งประกายแวววาว นางยอบตัวลงถวายคำนับ
“ลูกสะใภ้สกุลหลินขอเข้าเฝ้าเพื่อถวายพระพรหมู่เฟยเพคะ หม่อมฉันและท่านอ๋องออกจากจวนไปนานจึงมิได้มาเข้าเฝ้าหมู่เฟย ขอหมู่เฟยลงโทษด้วยเพคะ”
คนรับใช้ในตำหนักล้วนข่มตาหลับไม่ลงเพราะเสียงเอะอะโวยวายของพระสนมเต๋อเฟย
ไม่มีใครคาดคิดว่าพระสนมเต๋อเฟยที่ไม่อาจออกจากตำหนักได้แม้เพียงครึ่งก้าวจะได้รับความเคารพจากหลินเมิ้งหยา
นี่หรือพระชายาจะไม่รู้ว่าพระสนมเต๋อเฟยถูกกักบริเวณ ?
“ฮึ ที่แท้ก็เป็นเจ้า ลูกสะใภ้ตัวดี เจ้ายังมีหน้ามาเข้าเฝ้าเปิ่นกงอีกหรือ ! เจ้าทำให้ฮ่องเต้เกลียดชังเปิ่นกง เช่นนั้นเจ้ายังจะมาทำอะไรที่นี่อีก !”
ที่แท้ก็โยนความผิดทั้งหมดให้แก่นาง
หลินเมิ้งหยาแอบหัวเราะในใจ ทว่าน้ำเสียงยังคงสม่ำเสมอไม่เบาหรือดังจนเกินไป
“หมู่เฟยเข้าพระทัยผิดแล้ว หม่อมฉันและท่านอ๋องทำตามพระบัญชาของฝ่าบาทจึงออกเดินทางกะทันหัน ดังนั้นจึงมิได้มาทูลหมู่เฟยก่อน ส่วนเรื่องที่เสด็จพ่อเกลียดชังละทิ้งพระองค์ หม่อมฉันคิดว่าหมู่เฟยถวายงานรับใช้ฝ่าบาทมานานหลายปีแล้ว เช่นนั้นย่อมรู้นิสัยใจคอของฝ่าบาทดี หม่อมฉันคิดว่าเสด็จพ่อคงกลัวว่าพระอาการประชวรจะติดพระองค์เสียมากกว่า หาได้รังเกียจพระองค์ไม่”
หลินเมิ้งหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง ราวกับไม่รู้สึกกระวนกระวายเลยแม้แต่น้อย
ตอบกลับโดยไม่เปิดช่องโหว่ให้อีกฝ่ายสามารถโจมตีกลับได้ คาดว่าอีกฝ่ายคงคับแค้นใจไม่น้อย
หลังจากนิ่งเงียบไปอยู่ครู่หนึ่งจึงมีเสียงตอบกลับ
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ เช่นนั้นเจ้าเข้ามาเถิด ใครจะได้ไม่เอาไปนินทาว่าเปิ่นกงกลั่นแกล้งเจ้า”
อารมณ์แปรปรวนของอีกฝ่ายทำให้หลินเมิ้งหยาเหยียดยิ้มเย็นในใจ
เพราะเหตุนี้ฮ่องเต้จึงมองออกอย่างไรเล่า
พระสนมเต๋อเฟยตัวจริงถือกำเนิดในตระกูลของชนชั้นสูง ซ้ำยังมีใบหน้างดงาม
ฮองเฮาเป็นคนอำมหิต ซ้ำยังมีคนนอกคอยสนับสนุน อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับกลุ่มจู๋หลง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมาพระสนมเต๋อเฟยสามารถปกป้องดูแลตนเองและเลี้ยงดูบุตรชายให้เติบใหญ่ขึ้นมาได้ หัวใจที่แข็งแกร่งเด็ดเดี่ยวของนางมิใช่ว่าใครจะเข้ามาสวมรอยได้ง่ายๆ
ไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวเท้าขึ้นไปข้างหน้า คนทั้งสี่จึงได้เข้าไปในเรือนชั้นใน
กลิ่นกำยานอบอวลไปทั่วทั้งห้อง ม่านลูกปัดถูกปลดลงจนทำให้เหมือนห้องแห่งนี้ถูกแยกออกเป็นสองส่วน
หลินเมิ้งหยามิได้เงยหน้าขึ้น
“ถวายพระพรหมู่เฟย”
ยอบตัวคารวะ เสียงไข่มุกกระทบกันพลันดังขึ้น
แสงเทียนส่องกระทบกระโปรงสีทับทิมของหลินเมิ้งหยา
การแต่งกายอย่างหรูหราสง่างามของนางทำให้คนที่อยู่ภายในดวงตาแดงก่ำเพราะความริษยา
“ลุกขึ้นเถิด หลังจากกลับมา ดูเหมือนเจ้าจะรู้กฎระเบียบมากขึ้น”