ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 19 บทที่ 565 ปิ่นระย้า
น้ำเสียงประชดประชันถูกเปล่งออกมา นางในเวลานี้ไม่เหมือนพระสนมของฮ่องเต้เลยแม้แต่น้อย
หลินเมิ้งหยาเงยหน้าขึ้น มุมปากยิ้มน้อยๆ ท่าทางไม่ได้ดูแข็งกร้าวจนเย่อหยิ่ง ซ้ำยังดูเหมือนเคารพยำเกรงอีกฝ่ายเสียมากกว่า
แต่ทุกคนล้วนรู้ดีว่าหลินเมิ้งหยาไม่ได้เห็นพระสนมเต๋อเฟยผู้นี้อยู่ในสายตา
“หมู่เฟยคอยอบรมสั่งสอนหม่อมฉันเสมอมา หม่อมฉันยังคงจดจำอยู่ในใจมิกล้าลืม แม้ตัวหม่อมฉันจะอยู่ด้านนอก แต่หม่อมฉันยังคงระลึกหาพระองค์เสมอ นี่เป็นของขวัญที่หม่อมฉันนำมามอบให้เพื่อบำรุงร่างกายของหมู่เฟยโดยเฉพาะเพคะ”
กล่าวจบหลินเมิ้งหยาก็รับกล่องผ้ากล่องยาวกล่องหนึ่งจากมือของป๋ายจื่อ
ลวดลายสีทองบนกล่องสีม่วงเผยให้เห็นความไม่ธรรมดา
“อืม มีน้ำใจแล้ว”
ไม่ควรยื่นมือไปตีคนกำลังยิ้ม หลินเมิ้งหยาแสดงน้ำใจได้อย่างเหมาะสม พระสนมเต๋อเฟยไม่อาจจับผิดสิ่งใดได้
น้าจิ้งเยว่ที่คอยรับใช้พระสนมเต๋อเฟยเสมอมาแหวกม่านออก ก่อนจะเดินมาหยุดตรงหน้าหลินเมิ้งหยาแล้วหยิบกล่องผ้าไป
มองตามหลังน้าจิ้งเยว่ หลินเมิ้งหยาก้มหน้าลงปกปิดรอยยิ้มเย็นที่มุมปาก
เพียะ เสียงดังขึ้น กล่องที่เพิ่งจะเปิดออกเมื่อครู่พลันปิดลง
แม้ม่านไข่มุกจะสามารถกำบังร่างบางตรงหน้าหลินเมิ้งหยาได้ แต่กลับไม่อาจปิดบังสายตาตื่นตะลึงของนาง
นางเกือบจะกรีดร้องออกมาแล้ว
แต่เมื่อเห็นว่าหลินเมิ้งหยายังคงก้มหน้ามิได้ขยับเขยื้อน นางจึงสงบลง
ทว่าเมื่อเผยอปากพูดอีกครั้ง เสียงที่เปล่งออกมาสั่นเครืออยู่หลายส่วน
“เจ้าไปได้ปิ่นระย้าอันนี้มาจากที่ใด ?”
หลินเมิ้งหยาเงยหน้าแสร้งทำท่าใสซื่อ
“ทูลหมู่เฟย ท่านอ๋องเป็นผู้มอบปิ่นอันนี้ให้หม่อมฉันเพคะ ได้ยินมาว่าหมู่เฟยชื่นชอมปิ่นระย้าประดับดอกเสาเย่าและหงส์อันนี้ที่สุด เพียงแค่ได้ยินมาว่าหมู่เฟยทำหายไป ดังนั้นจึงเสียใจมาก ท่านอ๋องจึงตั้งใจหาปิ่นระย้าที่มีลวดลายเหมือนกันมาให้ แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่อาจเทียบกับปิ่นอันนั้นของหมู่เฟยได้อยู่ดี”
เมื่อได้ยินคำพูดของหลินเมิ้งหยา สายตาคมกริบของพระสนมเต๋อเฟยพลันอ่อนโยนลงมาก
แต่…นางมิใช่คนเขลา
มองร่างบางนอกม่านไข่มุกด้วยแววตาสงสัย แต่ได้เห็นว่าอีกฝ่ายไร้พิรุธใดๆ ดังนั้นนางจึงจำใจเชื่อ
“เปิ่นกงรู้แล้ว ตอนนี้ฟ้ามืดแล้ว เจ้ากลับไปก่อนเถิด”
หลินเมิ้งหยาไม่อยากรบเร้า ยอบตัวถวายคำนับอีกครั้ง ก่อนจะพาสาวใช้ทั้งสามออกจากตำหนักหยาเสวียน
เมื่อพ้นจากประตูใหญ่ตำหนักหยาเสวียนและมั่นใจแล้วว่าไม่มีผู้ใดได้ยิน ป๋ายจีจึงแอบกระซิบถาม
“นายหญิง อันที่จริงพวกเราไม่จำเป็นต้องมาเลยเจ้าค่ะ นั่นเป็นเพียงปิ่นระย้าอันหนึ่งเท่านั้น ไหว้วานให้คนนำมามอบให้ก็ได้ นับตั้งแต่วันที่นายหญิงออกจากจวน พระสนมเต๋อเฟยก็โกรธกริ้วท่านเป็นอย่างมาก ข้ากังวลยิ่งนักว่าพระสนมเต๋อเฟยจะรังแกท่าน”
รอบกายไม่มีผู้ใดแล้ว คาดว่าไม่มีใครในจวนกล้าเข้ามาสอดแนมนาง
“ข้าจำต้องมาที่นี่ด้วยตนเอง พวกเจ้าทั้งสามจงจำเอาไว้ ไม่ว่าพระสนมเต๋อเฟยต้องการสิ่งใด พวกเจ้าไม่ต้องสนใจ จำเอาไว้ให้ดี หากไม่ได้รับคำสั่งของข้า พวกเจ้าห้ามไปหานางเป็นอันขาด”
สาวใช้ทั้งสามพยักหน้ารับปาก ในสายตาของพวกนาง หลินเมิ้งหยาคือเจ้านายเพียงคนเดียว
หันหน้ากลับไปมองตำหนักหยาเสวียนอีกหนหนึ่ง
ตัวปลอม จะต้องเป็นตัวปลอมแน่นอน นางมิใช่ตัวจริง
เพล้ง เสียงดังขึ้น ถ้วยชาอย่างดีถูกกวาดจากโต๊ะไม้ลงพื้น
ขณะเดียวกันของเหล่านั้นก็แหลกละเอียดจนไม่เป็นชิ้นดีๆ
“เจ้าพูดออกมาเดี๋ยวนี้ ! เจ้าจงใจเผยพิรุธใช่หรือไม่ ! นางแพศยา บังอาจแทงข้างหลังเปิ่นกง !”
ใบหน้าบิดเบี้ยวเปี่ยมโทสะ เล็บคมกริบสีแดงดอกเฟิ่งเซียนฮวาบีบใบหน้าข้างแก้มของจิ้งเยว่
เพียะ เสียงดังขึ้นทำลายความเงียบ ใบหน้าของจิ้งเยว่ถูกตบจนปรากฏรอยนิ้วมือ
จิ้งเยว่ยกมือขึ้นถอดหน้ากากใบหน้าที่ตนเองเกลียดออก แม้นางจะไม่สามารถขัดขืนได้อีกฝ่ายได้ก็ตาม
ครู่ต่อมา ใบหน้าของน้าจิ่นเยว่ที่ทุกคนคิดว่าตายไปแล้วพลันปรากฏต่อหน้าพระสนมเต๋อเฟย
ขณะเดียวกันแก้มซ้ายที่ถูกตบบัดนี้บวมแดงขึ้นมาแล้ว
แววตาเปี่ยมไปด้วยความโศกเศร้า นางไม่ได้แสดงท่าทีแข็งขืนต่อผู้หญิงบ้าคลั่งตรงหน้า
“ฮึ อย่าคิดว่าทำเช่นนี้แล้วจะช่วยนางแพศยานั่นได้ ! เปิ่นกงจะบอกเจ้าเอาไว้ ยิ่งหลงเทียนอวี้รู้เรื่องมากขึ้นเท่าไร นางแพศยาก็จะยิ่งตายเร็วมากขึ้นเท่านั้น !”
จิ่นเยว่ทรุดตัวลงกับพื้น นางมองสตรีที่กำลังตีโพยตีพายอยู่ตรงหน้า
เงียบไปอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ย
“จิ้งเยว่ เจ้ากับข้ารับใช้คุณหนูใหญ่มาด้วยกัน คุณหนูใหญ่ไว้ใจเพียงพวกเราสองคนเท่านั้น แต่ข้าคิดไม่ถึงเลยว่าเพื่อชีวิตหรูหราสุขสบาย เจ้าจะกล้าขายคุณหนูใหญ่ ซ้ำยังลุ่มหลงมัวเมาแล้วแย่งตำแหน่งของคุณหนูใหญ่มาเช่นนี้ เรื่องอื่นยังมิต้องพูดถึง แต่ข้าถูกเจ้าขังเอาไว้ข้างกายทั้งวันทั้งคืน เช่นนั้นข้าจะมีโอกาสได้อย่างไร แต่ต่อให้มีโอกาส ข้าก็ไม่มีทางนำชีวิตของคุณหนูใหญ่มาเสี่ยง”
ผมทรงสูงยุ่งเหยิงเพราะความร้อนใจ แม้จะมีไข่มุกประดับศีรษะมากมาย แต่กลับไม่อาจเพิ่มความงดงามให้กับจิ้งเยว่ผู้อยู่ภายใต้ใบหน้านวลงามของพระสนมเต๋อเฟยได้
ใบหน้าบิดเบี้ยว โดยเฉพาะดวงตาที่กำลังเปี่ยมไปด้วยความอำมหิต
แม้จะใส่ผ้าต่วนราคาแพงทั้งร่าง แต่นางกลับไม่มีความสง่างามเหมือนอย่างพระสนมเต๋อเฟย
“ฮึ ซื่อสัตย์นักนะ ข้าคิดถูกแล้วที่เก็บเจ้าเอาไว้ แต่ถึงอย่างไรข้าก็ต้องขอบใจเจ้า หากไม่มีเจ้าคอยชี้แนะ ข้า…จะสามารถปิดบังความลับนี้ได้อย่างไร ข้าขอแนะนำให้เจ้าเชื่อฟังเสียดีๆ ถึงอย่างไรตอนนี้ทุกคนก็เห็นว่าข้าคือพระสนมเต๋อเฟย แม้เจ้าจะพูดความจริงออกไป แต่คนอื่นก็คงคิดว่าเจ้าพูดจาไร้สาระ”
จิ้งเยว่ในเวลานี้พยายามแสดงสีหน้าเข้มแข็ง แม้ว่าลึกๆ แล้วจะรู้สึกกระวนกระวายมากก็ตาม
สายตาเหลือบไปเห็นปิ่นระย้าที่ยังคงอยู่ดี
ความริษยาเอ่อล้นอยู่ในแววตา ยื่นมือเข้าไปกำปิ่นระย้าเอาไว้ในมือ ราวกับว่าความเย็นของมันสามารถทำให้หัวใจของนางสงบลงได้
เมื่อครู่นางตื่นเต้นมากเกินไป เมื่อลองมองให้ดีแล้ว ปิ่นระย้าอันนี้งดงามกว่าอันก่อนมาก
ยิ่งไปกว่านั้นยังใหม่กว่าอันก่อน
เท่าที่รู้จักหลงเทียนอวี้ หากเขารู้ว่ามารดาของตนเองถูกทำลาย เช่นนั้นเขาคงไม่สงบนิ่งเช่นนี้
จิ่นเยว่เองก็ถูกนางกักขังเอาไว้มิยอมให้ไปไหน ดังนั้นนางย่อมไม่อาจส่งข่าวใดๆ ได้
เมื่อคิดได้ดั่งนี้ สีหน้าของจิ้งเยว่จึงอ่อนโยนกว่าเดิมมาก
นั่งอยู่หน้าโต๊ะแต่งหน้า ก่อนจะปักปิ่นระย้าลงบนเส้นผมของตนเอง
จากนั้นจึงหยิบหวีขึ้นมาจัดแต่งทรงผมให้เรียบร้อย
ภาพสะท้อนจากกระจก เครื่องประดับไข่มุกและอัญมณีดูจะทำให้จิ้งเยว่พอใจไม่น้อย
“ก็จริง หากเก่าไม่ไป แล้วใหม่จะมาได้เช่นไร ตำแหน่งนั้นควรเป็นของข้าแต่แรก อวี้เอ๋อร์ควรเป็นลูกชายของข้า นางแพศยาล้วนแย่งชิงสิ่งเหล่านั้นไปจากข้า ตอนนี้ข้าเพียงแค่ทวงคืนสิ่งเหล่านั้นกลับมาเท่านั้น เจ้าจงเก็บกวาดที่นี่ให้เรียบร้อย ตอนนี้ดึกมาแล้ว เปิ่นกงเองก็ควรจะพักผ่อนแล้ว”
สตรีเจ้าอารมณ์เมื่อครู่พลันแสดงท่าทีประหนึ่งฮูหยินสูงศักดิ์
หัวใจของจิ่นเยว่เปี่ยมไปด้วยความเกลียดชัง แต่เพื่อคุณหนู เพื่ออ๋องอวี้ นางจำต้องก้มหัวปฏิบัติตามแต่โดยดี
ก้มหน้าลง ยื่นมือเข้าไปเก็บชิ้นส่วนที่แตกกระจาย
ความกังวลเอ่อล้นไปทั้งหัวใจ คาดว่าตอนนี้ฮ่องเต้จะต้องจับผิดจิ้งเยว่ได้แล้วอย่างแน่นอน หวังว่าท่านอ๋องและพระชายาจะสามารถเยียวยาความขมขื่นในหัวใจของฮ่องเต้ได้
ภายในตำหนักหลิวซิน สาวใช้ต่างทำงานเหน็ดเหนื่อยกันมาตลอดวัน ดังนั้นหลินเมิ้งหยาจึงไล่พวกนางกลับไปนอน
ฉะนั้นตอนนี้จึงเหลือเพียงเถียนมามาที่เข้าเวรยามตอนกลางคืนบนเตียงเล็กเท่านั้น
หลินเมิ้งหยาเปลี่ยนเป็นชุดหลัวซาน เส้นผมสีดำทิ้งตัวสลวย ร่างบางนั่งอ่านตำราแพทย์อยู่บนเตียง
นางและหลงเทียนอวี้ต้องเดินทางไปยังพื้นที่ที่เกิดโรคระบาด
ทว่ามันคือโรคระบาดหรือยาพิษ นางคงไม่อาจมั่นใจได้เต็มร้อย
แต่สุดท้ายแล้วนางก็ควรเตรียมการเอาไว้ก่อน
“ดึกขนาดนี้แล้ว ระวังจะเจ็บตา”
อยู่ๆ ดอกโบตั๋นสีแดงสดดอกหนึ่งพลันถูกยื่นเข้ามาตรงหน้านาง
กลีบดอกเนียนละเอียดปรากฏแทนตัวหนังสือ
กลิ่นหอมอ่อนๆ ทำให้นางอดที่จะรู้สึกดีใจไม่ได้
“ตอนนี้ยังไม่ถึงฤดูดอกโบตั๋นบาน พระองค์ไปเก็บมันมาจากที่ใดหรือเพคะ ?”
วางหนังสือลง มือทั้งสองข้างประคองดอกโบตั๋นเอาไว้ หลินเมิ้งหยายิ้มกว้างพลางหยิบมาดมชิดจมูก
“คนสวนในวังบังเอิญปลูกเอาไว้ เสด็จพ่อรับสั่งห้ามมิให้เด็ด ดังนั้นข้าจึงเก็บมาให้เจ้าเพียงดอกเดียว”
ขนคิ้วยับย่นแสดงให้เห็นถึงความอ่อนล้า
ทว่าหลงเทียนอวีพยายามกระซิบเสียงเบาเพื่อทำให้หลินเมิ้งหยาอารมณ์ดี
“เช่นนั้นหม่อมฉันต้องขอบพระทัยพระองค์แล้ว เหนื่อยใช่หรือไม่ กินอะไรหรือยังเพคะ ?”
เมื่อเห็นว่าหลินเมิ้งหยากำลังจะลงจากเตียง หลงเทียนอวี้จึงกดร่างของนางเอาไว้
รีบถอดเสื้อตัวนอกออก ก่อนจะอังเสื้อให้ร้อนแล้วขึ้นไปบนเตียงพร้อมทั้งโอบร่างหลินเมิ้งหยาเอาไว้ในอ้อมกอด
“อืม กินแล้ว ข้าทูลเสด็จพ่อเรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองหลินเทียนทั้งหมดแล้ว เสด็จพ่อดีพระทัยเป็นอย่างมาก พระองค์รับสั่งว่าการได้ร่วมมือกันกับเมืองหลินเทียนย่อมเป็นเรื่องดี ฉะนั้นจึงให้ข้าทำดีต่อเจ้า”
หลินเมิ้งหยาย่อมรู้ดีว่าตนเองเป็นคนมีหัวใจจงรักภักดี ทั้งบิดาและท่านพี่ล้วนมิเคยคิดเป็นกบฏกับฝ่าบาท ยิ่งไปกว่านั้นนางยังมีฐานะเป็นถึงอันเล่อจวิ้นจู่แห่งเมืองหลินเทียนซึ่งเป็นตัวแปรในการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างดินแดน
แม้นางจะมีฐานันดรเป็นอันเล่อจวิ้นจู่ แต่ถึงกระนั้นนางก็ถือกำเนิดที่ต้าจิ้นและติดต่อกับเมืองหลินเทียนไม่บ่อยครั้ง ดังนั้นจึงไม่ถูกครหาว่าเป็นไส้ศึก
แน่นอนว่าเรื่องนี้ย่อมมีแต่กำไรมิขาดทุน ฮ่องเต้มิใช่คนเขลา พระองค์ต้องไตร่ตรองมากมายหลายอย่างแล้วอย่างแน่นอน
“เช่นนั้นจากนี้ไปพระองค์ต้องเชื่อฟังแต่โดยดีนะเพคะ เสด็จพ่อมีพระบัญชามาแล้ว เช่นนั้นพระองค์ต้องปฏิบัติตาม”
หลินเมิ้งหยาหยอกล้อหลงเทียนอวี้สองสามคำ แต่นางย่อมรู้ดีว่าหลงเทียนอวี้ดีต่อนางมากน้อยเพียงไหน