ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 19 บทที่ 566 เข้าวังออกงานในราชสำนัก
“เมื่อตอนพลบค่ำหม่อมฉันนำปิ่นระย้าไปมอบให้ที่ตำหนักหยาเสวียน ได้ยินผอจื่อเล่าว่าหญิงผู้นั้นเดือดดาลมากเลยทีเดียว”
หลงเทียนอวี้เป็นผู้เลือกปิ่นระย้าเองกับมือ ยิ่งไปกว่านั้นยังเหมือนกับของที่พระสนมเต๋อเฟยเคยใช้ถึงเก้าส่วน
หากได้เห็นปิ่นอันนั้นแล้วมีอารมณ์เดือดดาล แสดงว่าพระสนมเต๋อเฟยตัวปลอมจะต้องเป็นคนสนิทของพระสนมเต๋อเฟยอย่างแน่นอน
คนผู้นี้จะต้องรู้เรื่องพระสนมเต๋อเฟยทุกอย่าง แม้แต่รายละเอียดเล็กน้อยก็ไม่ปล่อยให้พลาด
ทว่ายิ่งทำเช่นนี้ก็ยิ่งกระจ่างว่าอีกฝ่ายคือใคร
“อืม ข้ามีแผนในใจแล้ว”
หลงเทียนอวี้โอบกอดหลินเมิ้งหยาพลางหลับตาลง ทว่าหัวใจกลับชัดเจนดั่งกระจก
เมื่อกลับมาถึงเมืองหลวง เขารีบเข้าวังในทันที แม้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายในวังหลวง แต่ฉากหน้าก็ยังคงเหมือนเดิม
อาการของเสด็จพ่อดีขึ้นมาก ชิงหานสั่งให้คนเฝ้าระวังความปลอดภัยให้เสด็จพ่อตลอดทั้งเช้าเย็น
ผิดกับฮองเฮา วันนี้เขาจำต้องไปถวายพระพร แต่ฮองเฮากลับอ้างว่าป่วยและไม่ออกมาพบ ส่วนไท่จื่อเองก็ไม่แม้แต่จะโผล่หน้ามา
เกรงว่าเขาคงหวาดระแวงตนเองเต็มทีแล้ว
เมืองหลวงตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่รู้ว่าทางฝั่งหยุนโจวจะเป็นเช่นไร ?
หลงเทียนอวี้รู้สึกหนักใจไม่น้อย หัวใจราวกับถูกหินก้อนใหญ่กดทับ
“วันพรุ่งนี้เสด็จพ่อเรียกตัวเจ้าไปเข้าเฝ้า แต่หากร่างกายของเจ้ายังไม่แข็งแรง เช่นนั้นข้าจะอธิบายกับเสด็จพ่อเอง”
หลงเทียนอวี้ที่อยู่ด้านหลังเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
หัวใจของหลินเมิ้งหยากระตุกเร็วขึ้นเล็กน้อย แม้นางจะเคยแอบเข้าไปในตำหนักของฮ่องเต้และลอบมองพระองค์อยู่หนหนึ่ง แต่การเข้าเฝ้าอย่างเป็นทางการนี่นับเป็นครั้งแรก
ฮ่องเต้แห่งต้าจิ้นไม่เหมือนเฉินเปี่ยวเกอที่ยอมรับอุปนิสัยเอาแต่ใจของนางได้ ดังนั้นหลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายจึงพยักหน้าลง
“ได้เพคะ พรุ่งนี้พวกเราไปถวายพระพรเสด็จพ่อด้วยกันเถิด”
สีของท้องฟ้าเข้มขึ้นแล้ว ทั้งสองอิงแอบแนบชิด แม้พรุ่งนี้จะต้องเข้าถ้ำพยัคฆ์วังมังกร แต่วันนี้พวกเขาพอใจกับการได้จับมือกันและกัน
ดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า หลินเมิ้งหยาลุกขึ้นจากเตียง
การเข้าวังเป็นเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อฮ่องเต้มีรับสั่งว่าให้นางเข้าเฝ้าและพบปะกับเชื้อพระวงศ์อย่างเป็นทางการ เกรงว่าเรื่องนี้จะไม่ธรรมดาเลย
อรุณรุ่ง สาวใช้ทั้งสามพร้อมทั้งเถียนมามา รวมถึงหงอวี้ล้วนเริ่มขัดสีฉวีวรรณให้หลินเมิ้งหยา
แม้นางจะมีฐานะเป็นถึงพระชายา แต่เพราะอายุยังน้อย ดังนั้นจึงสวมใส่ชุดและเครื่องประดับที่ดูไร้เดียงสากว่าสตรีที่แต่งงานแล้วทั่วไป
เส้นผมถูกยกเป็นมวยสูงเหมือนอย่างที่ผู้หญิงแต่งงานแล้วนิยมกัน จากนั้นจึงประดับปิ่นลายหงส์สีทอง
ไข่มุกขนาดใหญ่เก้าลูกซึ่งเข้ากันได้ดีกับหงส์ประดับไว้บนเรือนปิ่นปักผม
หงส์สีทองขับให้ใบหน้าของนางสง่างาม ใบหูประดับด้วยต่างหูทับทิมสีแดงเข้ากับผิวพรรณสีขาวราวหิมะ
ใบหน้าเรียวเล็กรูปไข่งดงามมีเสน่ห์ ลวดลายดอกไม้สีแดงสดบนหว่างคิ้วยิ่งทำให้นางสง่างามมากขึ้น
หลินเมิ้งหยาไม่ชอบแต่งหน้าจึงไม่บ่อยนักที่จะได้เห็นนางแต่งองค์ทรงเครื่องเช่นนี้
ปกติแล้วนางมักมีสีหน้าอ่อนโยนงดงาม ทว่าตอนนี้นางกลับกลายเป็นสตรีงดงามที่ทำได้เพียงมองแต่ไม่อาจเข้าใกล้
ขณะเดียวกันกลีบปากบางกำลังยกขึ้นน้อยๆ
มองสาวใช้ที่กำลังยุ่งวุ่นวาย หลินเมิ้งหยาจึงรู้สึกผิดเป็นอย่างมาก
“นายหญิงเป็นอะไรไปเจ้าคะ ? หรือไม่ถูกใจการแต่งหน้าเช่นนี้ ?”
ป๋ายจื่อสังเกตเห็นสีหน้าอมทุกข์ของผู้เป็นนายก่อนใครเพื่อน ดวงตาเบิกกว้าง ก่อนจะเอ่ยถามอย่างลังเล
หลินเมิ้งหยาชำเลืองมองนาง ก่อนจะอาศัยจังหวะที่ทุกคนไม่สนใจกระตุกแขนเสื้อป๋ายจื่อ
“เจ้าไปหยิบขนมมาให้ข้าสักสองสามชิ้นได้หรือไม่ ? ข้าหิวจะตายอยู่แล้ว”
อันที่จริงนางไม่ตำหนิทุกคนที่ไม่นำอาหารมาให้นางทาน ตำแหน่งชายาอวี้ย่อมมีความยุ่งยากซับซ้อน
กว่าจะสวมชุดให้นางได้ก็ใช้เวลาราวหนึ่งชั่วโมง
แล้วไหนจะต้องแต่งหน้า ทำผม เท่านี้ทุกคนก็ยุ่งโดยมิได้พักมาสองชั่วโมงแล้ว
ดังนั้นหลินเมิ้งหยาจึงเอ่ยขึ้นอย่างเกรงใจ
ตอนนี้ท้องของนางส่งเสียงครืดคราดแล้ว หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปนางคงเป็นลมอย่างแน่นอน
“ไอหยา เหตุใดข้าจึงลืมเรื่องนี้ไปได้ นายหญิงรอข้าก่อนนะเจ้าคะ”
ป๋ายจื่อตบหน้าผากตัวเอง เมื่อคืนนางคิดเรื่องนี้เอาไว้แล้ว ดังนั้นจึงได้ตระเตรียมของกินเอาไว้ให้นายหญิงแล้ว
แต่เพราะวันนี้ยุ่งวุ่นวายยิ่งนักจนลืมไปเสียสนิท
อาศัยจังหวะที่ไม่มีใครสนใจวิ่งกลับไปยังห้องของตนเอง
จากนั้นจึงหยิบกล่องที่ใหญ่กว่าฝ่ามือเข้ามาวางลงตรงหน้าหลินเมิ้งหยา
“นี่เป็นกล่องขนมที่นายหญิงมอบให้ เมื่อวานข้าใส่ขนมลงไปไม่น้อย ยิ่งไปกว่านั้นขนมเหล่านี้ไม่ทำให้เครื่องประทินผิวของนายหญิงถูกลบออกด้วยเจ้าค่ะ”
ป๋ายจื่อเปิดกรุสมบัติของตนเองออก ภายในบรรจุลูกเกาลัดเอาไว้ แน่นอนว่าของเหล่านี้ล้วนเป็นอาหารโปรดของหลินเมิ้งหยา
หยิบขึ้นใส่ปาก รสชาติหอมหวานทำให้หลินเมิ้งหยาเกือบจะร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจ
“ป๋ายจื่อของข้า เจ้ารู้ใจข้ายิ่งนัก”
ทั้งสองแอบสบตากันแล้วหัวเราะ หลินเมิ้งหยาไม่กลัวว่าตนเองจะถูกทรมานจนเป็นลมอีกแล้ว
ถึงอย่างไรเมื่ออยู่ในเกี้ยว นางก็สามารถแอบเติมเครื่องสำอางบนใบหน้าได้
เมื่อสาวใช้ในจวนเห็นท่าทางขมขื่นของหลินเมิ้งหยา อยู่ๆ พวกนางก็หัวเราะออกมาอย่างมีความสุข
นายหญิงเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อใส่ชุดของราชสำนักเรียบร้อยแล้ว หลินเมิ้งหยาลอบถอนหายใจ
ชุดเหล่านี้คับกว่าที่นางคิดเอาไว้เสียอีก
มีเพียงพระชายาที่ฮ่องเต้ให้ความสำคัญเท่านั้นจึงจะสามารถใส่ชุดราชสำนักสีเหลืองแดงได้
ชุดกระโปรงลายหงส์สยายปีกช่างงดงามยิ่งนัก
แม้จะไม่อาจเทียบกับชุดของฮองเฮาที่ใช้ด้ายทองถักทอทั้งชุดได้ แต่เกรงว่านอกจากนางแล้วคงไม่มีสตรีใดในต้าจิ้นจะได้รับเกียรตินี้
หลินเมิ้งหยาหมุนตัวหน้ากระจก นางไม่อยากจะเชื่อเลยว่าหญิงสาวใบหน้างามสง่าคนนี้คือตนเอง
“พระชายา ท่านอ๋องมาแล้วเจ้าค่ะ”
เสียงรายงานของผอจื่อดังขึ้นที่ด้านนอก หลินเมิ้งหยาพยักหน้าลงเบาๆ จากนั้นป๋ายจื่อและป๋ายจีจึงเข้ามาประคอง ขยับเท้าที่ใส่รองเท้าปักมุกลายหงส์เดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าหลงเทียนอวี้
เมื่อได้เห็นชายาของตนเอง ดวงตาของหลงเทียนอวี้พลันเป็นประกาย
เขารู้อยู่แล้วว่าชายาของเขาต่างจากคนทั่วไป แต่คิดไม่ถึงเลยว่าชุดทางการทั้งหนักและหนาจะทำให้นางงดงามชวนมองเช่นนี้
“ท่านอ๋อง”
ใบหน้าหลินเมิ้งหยาแดงระเรื่อ นางยอบตัวลงถวายคำนับหลงเทียนอวี้
เมื่อถูกสายตาเร่าร้อนจับจ้อง แม้นางจะหน้าหนาสักเพียงไหน แต่ถึงอย่างไรก็ยังคงขวยเขินอยู่ดี
โดยเฉพาะเมื่ออยู่ต่อหน้าหลงเทียนอวี้ที่สวมใส่ชุดของราชสำนักเช่นนี้
มังกรสี่กรงเล็บงดงามน่าครั่นคร้าม ลวดลายก้อนเมฆสีเหลืองขับความสง่างามให้กับเขา
หลงเทียนอวี้มีใบหน้าหล่อเหลาอยู่แล้ว แต่เมื่อศีรษะประดับด้วยมงกุฎหยก เขายิ่งดูสุขุมขึ้นกว่าเดิม
หากได้ยืนอยู่ที่นั่น เขาคงเป็นบุรุษที่หล่อเหลาที่สุดในใต้หล้า
ขณะเดียวกันดวงตาสีดำคมกริบคู่นั้นจ้องมองตนเองอย่างหลงใหล
แม้จะเป็นหญิงงามในใต้หล้าก็คงมิได้รับสายตาอบอุ่นเอ็นดูเช่นนี้
“งดงามยิ่งนัก”
ยื่นมือทั้งสองข้างเข้าไปประคองแขนของหลินเมิ้งหยา
ราวกับกำลังเมามาย สายตาชื่นชมไม่อาจเคลื่อนคล้อยออกจากใบหน้าของนางได้
หลินเมิ้งหยาได้ยินดังนั้นจึงหลุบตาต่ำลง ใบหน้าเรียวเล็กร้อนผ่าว ชำเลืองมองอีกฝ่ายอย่างตำหนิ
นับตั้งแต่วันที่พวกเขาทั้งสองรู้ใจกัน ใบหน้าที่เคยเย็นชาของหลงเทียนอวี้พลันเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนหวานซึ้ง
“ทุกคนกำลังมองอยู่นะเพคะ”
คนอื่นที่ได้ยินต่างพากันแย้มยิ้มกว้าง หลินเมิ้งหยาทำได้เพียงมองผ่านสายตาหยอกล้อเหล่านั้น ทั้งที่ในใจขวยเขินจนทำอะไรไม่ถูก
บนโลกใบนี้มีใครบ้างไม่เหนียมอายเมื่อถูกคนที่ตัวเองรักเอ่ยชม
ทว่าหลงเทียนอวี้กลับไม่สะทกสะท้าน ราวกับคำพูดเหล่านั้นเป็นเพียงคำพูดธรรมดาทั่วไป
“มองแล้วอย่างไรเล่า เจ้าเป็นชายาของข้า เจ้าย่อมเป็นสตรีที่งดงามที่สุดในใต้หล้า !”
หลินเมิ้งหยาอึ้งงัน นางรู้อยู่แล้วว่าหลงเทียนอวี้มีอุปนิสัยเช่นนี้
เงียบกริบ เหตุเพราะนางกลัวว่าเขาจะเอื้อนเอ่ยคำพูดน่าตกใจใดๆ ออกมาอีก หากคนอื่นเริ่มล้อเลียน นางคงทำได้เพียงยืนหน้าแดงแล้ว
เกี้ยวแปดคนหามอันแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของราชวงศ์มารออยู่หน้าประตูจวนแล้ว
คนหาบเกี้ยวกดเกี้ยวเอาไว้เพื่อรอให้ผู้เป็นนายขึ้นเกี้ยว จากนั้นจะได้ออกเกี้ยวในทันที
คราวนี้หลินเมิ้งหยาพาป๋ายจีไปเพียงคนเดียว
ป๋ายจีมีความสุขุม ยิ่งไปกว่านั้นยังได้รับการสั่งสอนจากน้าจิ่นเยว่มาอย่างดี คาดว่านางไม่มีทางเรื่องผิดพลาดในวัง
ส่วนคนอื่นๆ เองก็รู้ว่างานในคราวนี้ยิ่งใหญ่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นจึงเชื่อฟังคำสั่งของหลินเมิ้งหยาแต่โดยดี
“ยินดีกับท่านอ๋องและพระชายาด้วย”
แม่นมเถียนยอบตัวน้อมส่งทั้งสองเข้าวัง
หลินเมิ้งหยาทอดสายตามองเงาของวังหลวงตรงหน้า หัวใจบีบตัวอย่างตื่นเต้น
“ยกเกี้ยว….”
ทันทีที่นั่งอย่างมั่นคงแล้ว คนหาบเกี้ยวพลันแบกเกี้ยวขึ้น
ป๋ายจีเดินตามขบวนเกี้ยวอย่างรู้หน้าที่
หัวคิ้วของหลินเมิ้งหยาคลายออกจากกัน
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดนางจึงรู้สึกกระวนกระวายใจถึงเพียงนี้ บางทีอาจเพราะการกลับมาของตนเองและหลงเทียนอวี้ในคราวนี้จำต้องฉีกหน้าฮองเอาและไท่จื่อแล้วกระมัง
แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าวันนี้ต้องมาถึงก็ตาม
แต่ถึงกระนั้นนางก็ไม่อาจยับยั้งความตื่นเต้นได้ คาดว่าสงครามในคราวนี้จะต้องทำให้อีกฝ่ายพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ
ดำดิ่งอยู่ในวังวนของหัวใจ เช่นนั้นนางจะใจอ่อนมิได้เป็นอันขาด
ขบวนเกี้ยวขยับเข้าใกล้วังหลวงมากขึ้นทุกที ประตูวังที่คุ้นเคยพลันปรากฏในแนวสายตา
“ลดเกี้ยว….”
เกี้ยวค่อยๆ ถูกวางลง จากนั้นใบหน้าเคร่งขรึมน้อยๆ ของป๋ายจีพลันปรากฏต่อหน้านาง
“นายหญิง พวกเรามาถึงแล้วเจ้าค่ะ”