ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 19 บทที่ 567 คำขอร้องของพระสนมเสียนเฟย
ผ่านประตูวังเข้ามา ทหารองครักษ์หนึ่งหน่วยมารอท่าทั้งซ้ายขวาแล้ว
ขบวนของหลินเมิ้งหยาเดินทางเข้าสู่เขตพระราชวัง ขณะเดียวกันยามนี้เป็นเวลาว่าราชการช่วงเช้า
เหล่าขุนนางเดินออกจากท้องพระโรงพร้อมทั้งค้อมตัวคารวะอ๋องอวี้และพระชายา
ท่านอ๋องและพระชายาสง่างามดั่งกิ่งทองใบหยก
หลินเมิ้งหยายืดอกผ่าเผย ขยับฝีเท้าเดินตามหลังห่างหลงเทียนอวี้ราวครึ่งก้าว สายตามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวไร้ซึ่งความประหม่า
บรรยากาศเงียบกริบ นี่เป็นครั้งแรกที่หลินเมิ้งหยาได้เดินเข้ามายังท้องพระโรง
“เตรียมรับเสด็จ….”
ขันทีในท้องพระโรงร้องประกาศ เหล่าขุนนางในท้องพระโรงต่างยืดตัวตรงอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ขณะเดียวกันหลินเมิ้งหยาก็สัมผัสได้ถึงดวงตาไม่ประสงค์ดีหลายคู่
ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ได้ว่าคนเหล่านั้นเป็นใคร
ใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง คาดว่านางคงเป็นหนามยอกอกของใครหลายคนแล้วกระมัง
“ฮ่องเต้เสด็จ…”
อาภรณ์ลายมังกรสีเหลืองอร่ามสง่างาม หลินเมิ้งหยารีบก้มหน้าลง ไม่กล้าเผชิญหน้ากับฮ่องเต้โดยตรง
เมื่อฮ่องเต้ขึ้นประทับบนบัลลังก์มังกร เหล่าขุนนางจึงหมอบตัวลงกับพื้นพร้อมทั้งส่งเสียงสรรเสริญ
“ฮ่องเต้อายุยืนหมื่นปีหมื่นหมื่นปี…”
หลินเมิ้งหยาและหลงเทียนอวี้ถวายคำนับอย่างถูกต้องตามธรรมเนียม การอบรมสั่งสอนตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาเผยผลสัมฤทธิ์ในวันนี้
เหล่าคนที่หวังเห็นข้อผิดพลาดของนางล้วนชักสายตากลับอย่างมิพอใจ
เวลานี้เด็กสาวที่เคยเป็นตัวตลกของคนทั้งต้าจิ้นกลายเป็นผู้สร้างชื่อเสียงให้แก่บ้านเมืองแห่งนี้
“ทุกคนลุกขึ้นเถิด อวี้เอ๋อร์ หยาเอ๋อร์ มาหาเจิ้นที่นี่”
น้ำเสียงเคร่งขรึมหนักแน่นพลันดังขึ้น หลินเมิ้งหยาจึงลุกขึ้นยืน
เดินตามหลังหลงเทียนอวี้ก้าวไปหาฮ่องเต้แห่งต้าจิ้น
“หม่อมฉันขอถวายพระพรเสด็จพ่อ ขอให้เสด็จพ่ออายุยืนหมื่นปีเพคะ”
นี่เป็นครั้งแรกที่หลินเมิ้งหยาได้พูดคุยกับบิดาสามีตนเอง
“ลุกขึ้นเถิด”
สุ้มเสียงขึงขังดังขึ้นอีกหน ทว่าคราวนี้มีความเอื้อเอ็นดูอยู่หลายส่วน
หัวใจที่กำลังเต้นระรัวเพราะความตื่นเต้นของหลินเมิ้งหยาค่อยๆ สงบลง
ลุกขึ้นยืนข้างกายหลงเทียนอวี้ เพียงเงยหน้าขึ้นก็ได้เห็นใบหน้าคมเข้มเปื้อนยิ้มของฮ่องเต้แห่งต้าจิ้น
“ดี แม่ทัพหลินสั่งสอนบุตรสาวได้เป็นอย่างดี เห็นควรตบรางวัล”
ดูเหมือนฮ่องเต้จะพอพระทัยเป็นอย่างยิ่ง
หลินเมิ้งหยาเป็นสตรี อันที่จริงนางไม่ควรย่างกรายเข้ามาในท้องพระโรง ดังนั้นหลังจากถวายพระพรเรียบร้อยแล้วจึงขอตัวออกมาก่อน
ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ในท้องพระโรงแห่งนั้น นางได้เห็นเพียงใบหน้าอันคุ้นเคยของท่านพี่
ทว่าไม่มีเวลากระทั่งจะเอ่ยทักทายก็รีบออกมาเสียก่อน
หลงเทียนอวี้เล่าว่าตอนนี้พี่ชายของนางได้รับเลื่อนขั้นเป็นผู้บัญชาการกองพลทหารม้าของเมืองหลวงแล้ว คาดว่าอีกหน่อยคงได้เจอหน้ากันมากขึ้น
“พระชายาได้โปรดรอที่ห้องรับรองสักครู่เถิด หนู่ฉายจะรอรับใช้อยู่ทางด้านนอกพ่ะย่ะค่ะ”
ขันทีเอ่ยอย่างมีมารยาท หลินเมิ้งหยาพยักหน้าลงแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ในห้องพักรับรอง
ภายในห้องรับรองแห่งนี้จึงเหลือเพียงหลินเมิ้งหยาคนเดียว
แม้หลงเทียนอวี้จะบอกว่าเหตุเพราะฮ่องเต้แห่งต้าจิ้นเพิ่งจะมีพระอาการดีขึ้น ดังนั้นจึงต้องการพบหน้าลูกสะใภ้ก็ตาม แต่เหตุใดจึงต้องเลือกพบนางในท้องพระโรง ยิ่งไปกว่านั้นยังให้นางที่เป็นสตรีปรากฏตัวต่อหน้าเหล่าขุนนางอีกด้วย เรื่องนี้น่าสนใจยิ่งนัก
แต่ไหนแต่ไรมา ไม่ว่าจวิ้นจู่หรือนางสนมก็ล้วนมิได้รับอนุญาตให้เหยียบย่างเข้าไปในท้องพระโรง
แต่การที่ฮ่องเต้ทรงทำเช่นนี้ เกรงว่าคงมิใช่เพียงเพื่อแสดงความเอ็นดูต่อนางและฟู่จวินของนางแล้ว
พระองค์จะต้องมีจุดประสงค์อื่นอย่างแน่นอน
แต่เพราะความคิดของฮ่องเต้ลึกล้ำซับซ้อน ดังนั้นนางจึงมองความคิดของพระองค์ไม่ออก
“พระสนมเสียนเฟยเสด็จ….องค์ชายสิบเสด็จ….”
ขณะกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น เสียงขันทีทางด้านนอกพลันร้องขึ้นขัดความคิด
ลุกขึ้นยืนจัดแต่งเสื้อผ้าของตนเองให้เรียบร้อย หัวคิ้วคลายออกจากกัน ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มอบอุ่นอ่อนโยน
“อุตส่าห์มีแขกคนสำคัญมาเยือน เปิ่นกงกลับมิได้มาต้อนรับ”
น้ำเสียงอ่อนโยนพลันดังขึ้น ท่ามกลางเคหสถานอันล้อมรอบด้วยชาววังมากมาย สตรีใบหน้างดงามในชุดหรูหราเดินเยื้องย่างเข้ามาภายใน
ยังไม่ทันทีทั้งสองจะได้คารวะทักทาย เด็กน้อยในชุดแดงพลันวิ่งออกจากด้านหลังพระสนมเสียนเฟยแล้วพุ่งตัวเข้าสู่อ้อมกอดของหลินเมิ้งหยา
“พี่สะใภ้สาม อิงฮวามิได้เจอท่านตั้งนาน”
ส่งเสียงออดอ้อนฉอเลาะ มุมปากหลินเมิ้งหยาแย้มยิ้มกว้าง
อุ้มร่างเล็กเอาไว้ในอ้อมกอด มองใบหน้าเรียวเล็กรูปไข่สีน้ำนมเหมือนกันกับหลงเทียนอวี้ที่กำลังฉีกยิ้มกว้างของเขา หลินเมิ้งหยารู้สึกราวกับว่าความหม่นหมองในใจถูกกวาดทิ้งออกไปจนหมด
“ถวายพระพรพระสนมเสียนเฟย ก่อนหน้านี้เกิดเรื่องมากมาย ดังนั้นหม่อมฉันจึงมิได้เข้าวังเยี่ยมเยียนเหนียงเหนียงและองค์ชายสิบเลย ไม่รู้ว่าช่วงนี้สบายดีหรือไม่เพคะ ?”
หลินเมิ้งหยาและพระสนมเสียนเฟยเองก็นับว่าเป็นคนรู้จักกัน ยิ่งได้เห็นองค์ชายสิบชื่นชอบหลินเมิ้งหยา พระสนมเสียนเฟยจึงรู้สึกสนิทสนมกับนางเป็นอย่างยิ่ง
“พวกเจ้าออกไปก่อน เปิ่นกงมีเรื่องอยากคุยกับชายาอวี้”
นางกำนัลถอนตัวออกไปเงียบๆ พระสนมเสียนเฟยจึงคว้ามือหลินเมิ้งหยาแล้วพานั่งลงบนเก้าอี้ด้วยกัน
“เปิ่นกงรู้ดี หากมิใช่เพราะชายาอวี้ไปหายาที่เมืองหลินเทียนด้วยตนเอง พระอาการประชวรของฝ่าบาทก็คงไม่ดีขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นนี้ เจ้าเปรียบดั่งผู้มีพระคุณของพวกเราสองแม่ลูก ข้าจะไม่มีวันลืมพระคุณในคราวนี้ไปชั่วชีวิต”
พระสนมเสียนเฟยเอื้อนเอ่ยด้วยความรู้สึกตื้นตันใจ ดวงตาคู่สวยมีความจริงใจปนอยู่หลายส่วน
หลินเมิ้งหยาส่ายหน้าเป็นพัลวัน ก่อนจะวางร่างของอิงฮวาลงบนตักของตนเอง
มองแก้มกลมกลึงน่ารักบนใบหน้าเล็ก หลินเมิ้งหยาก้มหน้าหอมลงไปหนึ่งฟอด
“เหนียงเหนียงเห็นหม่อมฉันเป็นคนอื่นแล้ว การที่หม่อมฉันช่วยฝ่าบาทก็มิต่างอันใดจากการช่วยเหลือตนเอง องค์ชายสิบยังเด็ก พระสนมเสียนเฟยควรวางแผนตั้งแต่เนิ่นๆ”
อันที่จริงหลินเมิ้งหยาไม่จำเป็นต้องเอ่ยเรื่องนี้ แต่เพราะหลงอิงฮวาน่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกิน ยิ่งไปกว่านั้นเขาและนางยังมีโชคชะตาต้องกัน ดังนั้นหลินเมิ้งหยาจึงไม่อยากเห็นเขาถูกทำร้ายอีก
“เฮ้อ เปิ่นกงจะไม่รู้ได้อย่างไร”
พระสนมเสียนเฟยถอนหายใจ ใบหน้างดงามเปี่ยมไปด้วยความโศกเศร้า
“อันที่จริงเปิ่นกงมาในคราวนี้ก็เพราะมีคำขอร้องอันเห็นแก่ตัวต้องการขอร้องเจ้า แม้ว่าอาการประชวรของฝ่าบาทจะดีขึ้นแล้ว แต่สถานการณ์ในวังหลวงอันตรายยิ่งนัก เปิ่นกงไม่อาจปิดบังเจ้า หากเมื่อครึ่งเดือนก่อนแม่นมขององค์ชายไม่มีไหวพริบ เกรงว่าบุตรชายของข้าคงตายไปอย่างไม่เป็นธรรมแล้ว แม้ฮ่องเต้จะรับสั่งว่าจะดูแลความปลอดภัยของเขา แต่ข้าสงสารเขาเหลือเกิน”
ใบหน้าพระสนมเสียนเฟยมัวหมอง อยู่ๆ นางก็คุกเข่าลงกับพื้น น้ำตาคลอเบ้า
“พระสนมเสียนเฟยลุกขึ้นก่อนเถิดเพคะ อย่าทำเช่นนี้เลย”
หลินเมิ้งหยารีบเข้าไปประคอง ทว่าพระสนมเสียนเฟยกลับคว้ามือนางเอาไว้ สายตามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว
“เจ้าฟังข้าจบก่อนเถิด นับตั้งแต่วันที่ข้าถวายตัวเข้าวัง ฝ่าบาทดีกับข้ามาก ข้าได้แต่งงานเข้ามาเป็นคนในราชวงศ์ ดังนั้นชีวิตของข้าจึงเป็นของฝ่าบาทแต่เพียงผู้เดียว ทว่าตอนนี้ทั้งนอกวังในวังล้วนเกิดโกลาหล แต่ข้าเกลียดตัวเองยิ่งนักที่นางสนมในวังหลังเช่นข้าไม่อาจช่วยแบ่งเบาความทุกข์ของฝ่าบาทได้ ดังนั้นข้ายอมละทิ้งศักดิ์ศรีและเกียรติยศ ข้าหวังเหลือเกินว่าตนเองจะสามารถช่วยฝ่าบาทได้ แม้ข้าจะตายก็ไม่เสียดายชีวิต แต่องค์ชายเป็นผู้บริสุทธิ์ ดังนั้นข้าหวังว่าเจ้าจะช่วยข้าเลี้ยงดูอิงฮวาแทนข้า ! หากวันหนึ่งพวกเราสองแม่ลูกยังมีโชคชะตาต่อกัน เช่นนั้น…เช่นนั้นพวกเราจะต้องได้พบกันอย่างแน่นอน แต่หาก…หากข้าต้องตายอย่างไม่เป็นธรรม เช่นนั้นมีเพียงเจ้า…มีเพียงเจ้าที่จะสามารถปกป้องดูแลเขาได้ !”
คำพูดกรีดแทงใจเช่นนี้ทำให้หลินเมิ้งหยารู้สึกทรมานไม่น้อย
มีมารดาคนใดยินยอมปล่อยให้คนอื่นพรากลูกไปจากตนเองด้วยหรือ ?
แต่เพราะราชวงศ์ลึกลับซับซ้อนเสียยิ่งกว่าก้นทะเล เมื่อดำดิ่งลงไปแล้วก็ไม่มีวันหวนคืนได้อีก เกรงว่าเด็กคนนี้คงเป็นความเป็นห่วงเดียวของพระสนมเสียนเฟย
แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เกรงว่าจะต้องมีปัญหาตามมาไม่น้อย นางไม่อาจสร้างปัญหาให้หลงเทียนอวี้ได้
ทว่ายิ่งได้ฟังถ้อยคำของพระสนมเสียนเฟย นางยิ่งรู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังจะทำเรื่องร้ายแรงบางอย่าง
หัวคิ้วขมวดมุ่น หลินเมิ้งหยาไม่รู้ว่าควรตอบอีกฝ่ายว่าอย่างไร
“เหนียงเหนียง ท่านลุกขึ้นก่อนเถิด ใช่ว่าข้าไม่อยากช่วยท่าน แต่เรื่องนี้หม่อมฉันจำต้องปรึกษาท่านอ๋องก่อน เอาเช่นนี้แล้วก่อน ท่านพาองค์ชายสิบกลับไปก่อน หม่อมฉันจะพยายามโน้มน้าวท่านอ๋องให้ได้ ท่านอ๋องเป็นคนให้ความสำคัญกับพี่น้อง พระองค์จะต้องช่วยองค์ชายสิบอย่างแน่นอนเพคะ”
พระสนมเสียนเฟยพยักหน้าลง แต่นางรู้ดีว่าหลินเมิ้งหยาพูดออกมาด้วยความจริงใจ
ปรับสีหน้าท่าทางของตนเองให้เรียบร้อย จากนั้นจึงพาองค์ชายสิบกลับไปยังตำหนักของตนเอง
มองตามร่างบาง หลินเมิ้งหยาอดถอนหายใจไม่ได้
คนภายนอกล้วนอิจฉาพระสนมเสียนเฟยและองค์ชายสิบทั้งสิ้น
เวลาผ่านไปเพียงไม่นาน หลงเทียนอวี้ก็ปรากฏกายในห้องรับรอง
หลินเมิ้งหยาเดินเข้าไปหา ทว่ากลับได้เห็นสีหน้าเจือโทสะของเขา
เกรงว่าจะต้องเกิดการถกเถียงกันในราชสำนักอย่างแน่นอน
“เกิดอะไรขึ้นเพคะ ?”
หลงเทียนอวี้มองหลินเมิ้งหยา ก่อนจะสูดลมหายใจเพื่อระงับอารมณ์
“อีกเดี๋ยวค่อยคุยกัน เสด็จพ่อกำลังไปเปลี่ยนฉลองพระองค์ อีกเดี๋ยวพระองค์จะเสด็จมาที่นี่”
พยักหน้าลง เกรงว่าเรื่องนี้คงเป็นเรื่องสำคัญ มิเช่นนั้นหลงเทียนอวี้คงไม่เดือดดาลถึงเพียงนี้
ไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง หลินเมิ้งหยาจึงเล่าเรื่องการมาและคำขอร้องของพระสนมเสียนเฟยให้เขาฟัง
คิดไม่ถึงเลยว่าหลงเทียนอวี้จะแสดงสีหน้าสงบนิ่งและทำเพียงพยักหน้าตกปากรับคำ
หลินเมิ้งหยาลอบถอนหายใจ ตอนแรกนางคิดว่าตนเองจะต้องพูดโน้มน้าวมากกว่านี้
“อิงฮวาเป็นเด็กไร้เดียงสา พระสนมเสียนเฟย…..การส่งเขามาเลี้ยงดูในจวนของเราย่อมเป็นการสมควรแล้ว หากกลับไปแล้วข้าจะสั่งคนให้มารับเขา แต่ถ้าเลี้ยงเขาในตำหนักของเจ้าจะมีปัญหาหรือไม่ ?”
หลินเมิ้งหยาส่ายหน้า ก่อนจะหยักยิ้มพร้อมทั้งเอ่ย
“ไม่มีปัญหาเพคะ เถียนมามาเคยเลี้ยงพวกหม่อมฉันสามคนมาแล้ว ป๋ายจีและป๋ายซ่าวเองก็มีน้องสาวและน้องชาย อีกอย่างหากให้เขาอยู่กับหม่อมฉัน พระองค์จึงจะสบายใจมิใช่หรือ ?”