ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 19 บทที่ 568 ตราหยกหายนะ
มีเพียงให้เขาอยู่ข้างกายหลินเมิ้งหยาเท่านั้น หลงเทียนอวี้จึงจะวางใจ
ยิ่งไปกว่านั้นข้างกายนางยังมีคนมากความสามารถมากมาย หน้าที่การสั่งสอนอิงฮวาเองก็ต้องทำให้เหมาะสม
“อีกเดี๋ยวเสด็จพ่อจะมาถามเจ้าเรื่องโรคระบาด เจ้าพูดตามความจริงก็พอ”
หลงเทียนอวี้กำชับหลินเมิ้งหยาอีกสองสามคำ แต่เขารู้ว่าเสด็จพ่อชื่นชมหลินเมิ้งหยาเป็นอย่างยิ่ง
คาดว่าพระองค์จะต้องไม่ทำให้นางลำบากใจอย่างแน่นอน
“ฮ่องเต้เสด็จ…”
ภายนอกห้องรับรอง เสียงร้องประกาศของขันทีดังขึ้น หลินเมิ้งหยาและหลงเทียนอวี้สบตากัน ก่อนจะลุกขึ้นยืนเพื่อรอรับเสด็จ
ฮ่องเต้แห่งต้าจิ้นในชุดเชื้อพระวงศ์เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม เมื่อเทียบกับความเคร่งขรึมในตอนเช้าแล้ว บัดนี้เขาดูอ่อนโยนขึ้นหลายส่วน
“ลุกขึ้นเถิด ล้วนเป็นครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น อย่าได้มากพิธีเลย”
ภายในห้องรับรอง บัดนี้เหลือเพียงพวกเขาทั้งสามแล้ว ฮ่องเต้นั่งลงเบื้องบน ส่วนอีกสองคนนั่งลงเบื้องล่าง
นับเป็นครั้งแรกที่หลินเมิ้งหยาได้พินิจฮ่องเต้แห่งต้าจิ้นอย่างละเอียด
ครั้นบิดาของนางยังอยู่ที่บ้าน เขาจงรักภักดีต่อฮ่องเต้พระองค์นี้มาก
ตอนนี้แม้พระองค์จะอายุมากแล้ว แต่ถึงกระนั้นก็ยังมองออกว่าฮ่องเต้ในวัยเยาว์หล่อเหลาสง่างามมากเพียงใด
แต่เมื่อเทียบกับตอนที่พระองค์ยังสลบไสลไม่ฟื้นคืนสติ ตอนนี้พระองค์ซูบผอมลงมาก ทว่าแววตากลับเปี่ยมไปด้วยความฉลาดเฉลียวทำให้คนมองยากจะรับมือ
เมื่อเทียบหลงเทียนอวี้กับฮ่องเต้ หลงเทียนอวี้มิต่างอันใดจากสุนัขป่าที่เพิ่งกลายเป็นผู้ใหญ่
พระองค์ทรงเด็ดเดี่ยวยิ่งนัก
“เรื่องของเจ้ากับอวี้เอ๋อร์เกิดขึ้นเพราะความวุ่นวายของคนเหล่านั้นในขณะที่เจิ้นยังป่วยอยู่ แต่อวี้เอ๋อร์มีวาสนายิ่งนัก เจิ้นจะชดเชยให้พวกเจ้าสกุลหลินอย่างแน่นอน”
แม้จะได้ยินเช่นนี้ แต่หลินเมิ้งหยาก็ไม่รู้สึกเดือดดาล
พระองค์เป็นถึงประมุขของแผ่นดิน อันที่จริงฮ่องเต้ไม่จำเป็นต้องอธิบายสิ่งใดกับนางเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นเมื่อได้ยินคำพูดเช่นนี้ นางและสกุลหลินจะมีโทสะต่อพระองค์ได้เช่นไร
“เสด็จพ่อรับสั่งเกินไปแล้ว หม่อมฉันมิกล้าน้อมรับเพคะ”
หลินเมิ้งหยาแสดงท่าทางว่านอนสอนง่าย เมื่อฮ่องเต้แห่งต้าจิ้นเห็นว่าลูกสะใภ้รู้ความเช่นนี้จึงผงกศีรษะลง
ไม่ผิดแน่ นางเกิดในสกุลหลิน ดังนั้นจึงแตกต่างจากสตรีคนอื่น
ราวกับตัดสินใจอะไรบางอย่างได้แล้ว
“เจิ้นได้ยินอวี้เอ๋อร์เล่าว่าเจ้ามีวิธีแก้ไขเรื่องโรคระบาดในคราวนี้ วันนี้ที่เรียกตัวเจ้ามาก็เพราะเจิ้นอยากรู้ว่าโรคระบาดในคราวนี้เป็นฝีมือของมนุษย์กระนั้นหรือ ?”
หลินเมิ้งหยาเงยหน้าขึ้นสบตาฮ่องเต้
มองสายตาราวกับเดาเรื่องนี้เอาไว้อยู่ก่อนหน้าแล้วของอีกฝ่าย หลินเมิ้งหยาจึงเอ่ยตอบอย่างระมัดระวัง
“หม่อมฉันมีข้อสันนิษฐานอยู่ในใจ แต่เพราะยังไร้หลักฐาน ดังนั้นจึงทำได้เพียงสงสัยเท่านั้น ในประวัติศาสตร์ล้วนมีบันทึกเกี่ยวข้องกับโรคระบาดทั้งหมด แต่โรคระบาดในคราวนี้มีความแตกต่าง ดังนั้นหม่อมฉันจึงมิอาจปักใจเลยเสียทีเดียว”
เมื่อได้ยินหลินเมิ้งหยาพูดเช่นนี้ ฮ่องเต้แห่งต้าจิ้นย่อมมองความคิดอ่านของนางออก
ทว่าแม้แต่บุรุษเจอเข้ากับโรคระบาดก็มิต่างอันใดจากยามที่เผชิญหน้ากับพยัคฆ์
แต่นางเป็นเพียงสตรีร่างบาง หากปล่อยนางไป เช่นนั้นจะมิเท่ากับส่งนางไปตายหรือ ?
เบนสายตาไปทางหลงเทียนอวี้ แต่กลับต้องประหลาดใจเมื่อได้เห็นสายตาอ่อนโยนของบุตรชาย
เฮ้อ เหตุใดบุรุษสกุลหลงเช่นพวกเขาจึงมิอาจตัดคำว่ารักทิ้งไปได้กัน ?
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หากเจิ้นส่งเจ้าไปยังหยุนโจว เช่นนั้นเจ้าจะสามารถหาความจริงออกมาได้หรือไม่ ? หยุนโจวเป็นบ้านเกิดของบรรพบุรุษ ดังนั้นเจ้าย่อมรู้ว่าการไปในคราวนี้จะมีข้อดีข้อเสียเช่นไร”
น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นเข้มงวด
หลินเมิ้งหยาลุกขึ้นแล้วหมอบลงกับพื้น
“ทูลเสด็จพ่อ แม้หม่อมฉันจะเป็นเด็กไม่รู้ความและมีความรู้เพียงการถอนพิษ แต่อ๋องอวี้จะต้องคิดเอาไว้อย่างรอบคอบแน่นอนเพคะ หม่อมฉันเพียงแค่ไปช่วยอีกแรงเท่านั้น”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ฮ่องเต้จึงวางพระทัย
แต่ไหนแต่ไรมาสตรีไม่ได้รับอนุญาตให้ข้องเกี่ยวกับการบริหารบ้านเมือง เขาจึงกลัวว่าบุตรชายจะได้แต่งงานกับหญิงทะเยอทะยาน
หากเป็นเช่นนั้น เกรงว่าเรื่องในวังหลังคงไม่มีวันสงบสุข ยิ่งไปกว่านั้นสกุลหลินยังกุมอำนาจทางทหารเอาไว้ หากหลินเมิ้งหยามีใจมักใหญ่ใฝ่สูง เกรงว่าอาณาจักรต้าจิ้นจะต้องวุ่นวายอย่างแน่นอน
ดังนั้นเขาจึงต้องหยั่งเชิงหลินเมิ้งหยาสองสามคำ
“ดี ในเมื่อเจ้าพูดเช่นนี้เจิ้นเองก็วางใจ แต่ก่อนที่พวกเจ้าจะไป เจิ้นมีเรื่องสำคัญบางอย่างอยากมอบหมายให้พวกเจ้าไปทำ”
ยังมีเรื่องอะไรอีกหรือ ? หลินเมิ้งหยาหันไปมองหลงเทียนอวี้ด้วยความสงสัย ทว่าอีกฝ่ายกลับมีสีหน้ามิต่างกัน คาดว่าเขาเองก็คงยังไม่รู้
“เชิญเสด็จพ่อรับสั่งเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้มองพวกเขาทั้งสองด้วยสายตาเคร่งขรึม จากนั้นจึงหยิบตราหยกชิ้นหนึ่งออกจากวงแขน
ตราหยกขนาดพอดีมือสีขาวเปล่งประกาย เพียงมองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นหยกน้ำดี
วางตราหยกลงบนโต๊ะ ก่อนจะส่งสายตาให้ทั้งสองเข้าไปมองใกล้ๆ
เมื่อหลินเมิ้งหยาเดินเข้าใกล้จึงได้เห็นรอยแดงเป็นเส้นๆ บนตราหยกอันนี้ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีรอยดำเล็กๆ อยู่หลายแห่ง
ลายเส้นเหล่านั้นไม่มีจุดเริ่มต้นหรือจุดจบ หลังจากหลินเมิ้งหยาไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง นางจึงรู้ว่าของสิ่งนี้เหมือนกับแผนที่ขนาดเล็ก !
ใช้ระบบเซินหนงแสกนของสิ่งนี้เอาไว้ ทว่าตอนนี้หลินเมิ้งหยายังคงไม่รู้ว่าลวดลายบนตราหยกชิ้นนี้คืออะไรกันแน่
“เสด็จพ่อ นี่คือ…ตราหยกประจำตัวของพระอัยกามิใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ ? เหตุใดจึงกลายเป็นเช่นนี้ ?”
หลงเทียนอวี้อึ้งงัน แม้คนอื่นจะไม่รู้จักสิ่งนี้ แต่เขารู้จักมันดี
ครอบครัวของหมู่เฟยและเสด็จปู่ล้วนมีความเกี่ยวดองกัน ดังนั้นพระอัยกาจึงดีต่อเขามาก
พระอัยกาเลี้ยงดูเขาในตำหนักของพระองค์ ดังนั้นเขาจึงได้เห็นของสิ่งนี้อยู่หลายหน
แต่พระอัยกาเก็บของสิ่งนี้เอาไว้ข้างกายเสมอและไม่นำมันออกมาให้ใครเห็นง่ายๆ
ดังนั้นเขาจึงไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดเสด็จพ่อจึงนำมันออกมาเช่นนี้
ถอนหายใจ สีหน้าที่เคยผ่อนคลายของฮ่องเต้มีความหม่นหมองปนอยู่หลายส่วน
มือหนาลูบไล้ตราหยกเบาๆ จากนั้นจึงดันตราหยกชิ้นนั้นเข้าหาหลงเทียนอวี้
“ตราหยกชิ้นนี้เคยใช้บัญชาการทหารทั้งใต้หล้าและก่อตั้งการปกครอง ดังนั้นฮ่องเต้ในประวัติศาสตร์จึงถือว่ามันเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์แห่งความเชื่อมั่น ดังนั้นจึงไม่เคยนำออกห่างจากพระวรกาย แต่ก่อนที่เจิ้นจะหลับใหลไม่ได้สติ เจิ้นเคยลองไขความลับของตราหยกชิ้นนี้ ทว่าวันนี้เกิดหายนะขึ้นในหยุนโจวแล้ว ไม่รู้ว่านี่เป็นการเตือนเจิ้นหรือไม่ แม้เจิ้นจะมิยอมจำนน แต่ราษฎรเป็นผู้บริสุทธิ์ บัดนี้ตราหยกชิ้นนี้กลายเป็นข้อพิพาทของทุกคน พวกเจ้าทั้งสองเป็นคนที่เจิ้นไว้ใจ เจิ้นหวังว่าพวกเจ้าจะเป็นผู้ดูแลมัน ขอให้ความลับของสกุลหลงจบลงที่เจิ้นเถิด”
น้ำเสียงทรงพลังอันปนไว้ซึ่งความจำนน ความผิดหวัง แต่กลับไร้ซึ่งความเสียใจในการกระทำ
หลินเมิ้งหยามองสีหน้าสงบนิ่งของฮ่องเต้ นางเข้าใจแล้วว่าเพราะเหตุใดท่านพ่อและเหล่าขุนนางทั้งหลายจึงจงรักภักดีต่อพระองค์
ทุกคนล้วนมีความทะเยอทะยานและความเห็นแก่ตัว
ยิ่งคนที่เป็นประมุขของแคว้นยิ่งมีความปรารถนาอันยิ่งใหญ่
แต่ใช่ว่าทุกคนจะเห็นแก่ราษฎรและยอมละทิ้งความทะเยอทะยานของตนเอง ฮ่องเต้เช่นนี้จะไม่ได้รับความเคารพเลื่อมใส่จากราษฎรได้อย่างไร
“พ่ะย่ะค่ะ เอ๋อร์เฉินน้อมรับพระบัญชา”
หลงเทียนอวี้คุกเข่าถวายคำนับ มือทั้งสองยื่นเข้าไปรับตราหยกเอาไว้
ฮ่องเต้มองบุตรชายของตนเอง แววตาเผยความยินดี
“เอาล่ะ พวกเจ้าพักผ่อนที่เมืองหลวงสักสองสามวันแล้วค่อยออกเดินทางเถิด เรื่องที่เกิดขึ้นในท้องพระโรงวันนี้เจ้าทำถูกแล้ว เจิ้นเข้าใจเจ้าดี เจิ้นจะตามหาเบาะแสของหมู่เฟยเจ้าให้จงได้ เจ้าวางใจเถิด”
เมื่อได้ยินคำพูดของฮ่องเต้ หัวคิ้วของหลินเมิ้งหยาขมวดเข้าหากัน
ความสงสัยเกิดขึ้นในใจไม่น้อย
ตกลงเกิดเรื่องอะไรในการว่าราชกิจเมื่อเช้ากันแน่ แม้แต่ฮ่องเต้ยังพยายามระงับโทสะเอาไว้
หลังจากสนทนาอีกครู่หนึ่ง สีหน้าของฮ่องเต้ก็เผยความเหนื่อยล้า
แม้ตอนนั้นจั่วชิวอวี้จะรักษาอาการประชวรของฮ่องเต้เอาไว้ได้ แต่ฮ่องเต้อายุมากแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นพระองค์ยังต้องทรงงานทันทีที่ฟื้นขึ้นมา
ฮ่องเต้กำชับขันทีให้ส่งพวกเขาสองสามีภรรยาอย่างสมเกียรติ ก่อนที่พระองค์จะกลับไปยังตำหนักของตนเอง
หลินเมิ้งหยาเหลือบเห็นสายตาเป็นกังวลของหลงเทียนอวี้ มือเล็กจึงวางลงบนมือหนาของเขา
“ไม่เป็นไรหรอกเพคะ ทุกอย่างจะดีขึ้น”
เสียงอ่อนโยนมิต่างจากเวทมนตร์อันน่าพิศวง
หลงเทียนอวี้พลิกมือกลับแล้วกุมมือนุ่มนิ่มของอีกฝ่าย
ใช่แล้ว เขายังมีนางอยู่
“ไปเถิด พวกเรากลับจวนกัน”
ป๋ายจีที่ยืนรอด้านนอกด้วยความกระวนกระวายดีอกดีใจเป็นอย่างมากเมื่อเห็นร่างบางของนายหญิง
ทว่าครู่ต่อมานางก็เก็บรอยยิ้มลงแล้วเดินตามหลังนายหญิงของตนเองด้วยท่าทางสงบเสงี่ยม
ดูเหมือนวังหลวงแห่งนี้จะเปลี่ยนไปไม่เหมือนก่อน
อันที่จริงนางเองก็มิอาจบอกได้ว่าสิ่งใดที่เปลี่ยนไป แต่นางมักรู้สึกเสมอว่าบรรยากาศในวังหลวงอึมครึมกว่าก่อนมาก
ยิ่งไปกว่านั้นทั้งขันทีที่คอยจับตามองนาง รวมถึงนางกำนัลทั้งหลายล้วนมีท่าทีเป็นศัตรูด้วยกันทั้งสิ้น
แม้แต่องครักษ์รักษาการณ์ยังเหลือบมองพวกเขาอยู่หลายหน
นางรู้สึกว่าตนเองเหมือนนกในกรงทองที่ถูกจับตามองจากทุกทิศทาง
เมื่อใกล้จะได้ออกจากวังแล้ว นางจึงมิต่างจากนกที่กำลังจะโบยบิน
เกี้ยวถูกแบกมาจนถึงจวนอวี้อย่างปลอดภัย
ก่อนออกจากวัง หลงเทียนอวี้ส่งคนไปแจ้งพระสนมเสียนเฟยแล้ว
นางกำนัลแอบมาส่งข่าวว่าพระสนมเสียนเฟยจะสั่งให้คนพาองค์ชายสิบมาส่งตอนช่วงกลางดึก
หลงเทียนอวี้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ดังนั้นหลินเมิ้งหยาจำต้องคิดให้รอบคอบ
คิดไม่ถึงเลยว่าสถานการณ์ในวังหลวงจะดุเดือดเช่นนี้ ดูเหมือนฮองเฮาและไท่จื่อจะกลายเป็นสุนัขจนตรอกแล้วจริงๆ