ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 19 บทที่ 569 องค์ชายเข้าจวน
ช่วงเช้าเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางเข้าวัง เมื่อเกี้ยวหยุดที่หน้าประตูจวนก็เป็นเวลาอาหารกลางวันพอดี
หลินเมิ้งหยาหิวเสียจนท้องไส้ปั่นป่วน ป๋ายจีและป๋ายซ่าวจึงรีบพยุงนางกลับไปที่ตำหนักแล้วถอดเสื้อคลุมตัวนอกให้
หลินเมิ้งหยานั่งลงข้างโต๊ะอาหาร ปากเคี้ยวอาหารหมุบหมับ
เมื่อได้เห็นท่าทางของนายหญิง นอกจากแอบหัวเราะขบขับแล้ว พวกนางยังรู้สึกเอ็นดูไม่น้อย
แม้เหล่าคุณหนูในเมืองหลวงจะมีรูปร่างบอบบางอ่อนหวาน โดยเฉพาะเอวเล็กคอดที่พวกนางเหล่านั้นต่างอยากมีอย่างนายหญิงที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหญิงงามล่มเมืองแห่งเมืองหลวง
แต่พวกนางไม่รู้เลยว่านายหญิงมีใจอยากให้ตนเองอ้วนขึ้น แต่น่าเสียดายที่ไม่สมหวังดั่งตั้งใจ
หลังจากกินอิ่มแล้ว หลินเมิ้งหยาลูบท้องพลางมองอาหารบนโต๊ะอย่างนึกเสียดาย
การกินอย่างตะกละตะกลามของนางทำให้หลงเทียนอวี้ที่นั่งกินข้าวด้วยกันถึงกับตกใจ
ดูเหมือนว่าตั้งแต่วันที่กลับมาจากเมืองหลินเทียน หลินเมิ้งหยามีบางอย่างเปลี่ยนไป
แต่ส่วนไหนที่เปลี่ยนไปนั้น หลงเทียนอวี้ไม่อาจบอกได้ แต่เขารู้สึกว่านางเปิดใจมากขึ้นหลายส่วน
เหล่าสาวใช้ช่วยหลินเมิ้งหยาเปลี่ยนชุด ในที่สุดเครื่องประดับที่เกือบจะดึงเส้นผมของนางทั้งหมดให้หลุดจากศีรษะก็ถูกแกะออก
ตอนนี้หลินเมิ้งหยารู้สึกราวกับได้เกิดใหม่
นั่งภายในห้องหลักของตำหนักหลิวซิน หลินเมิ้งหยาเอียงศีรษะ ดวงตากระพริบปริบๆ ขณะมองบุรุษที่กำลังหยิบถ้วยชาพร้อมรอยยิ้ม
“เป็นอะไรไปเพคะ ? หม่อมฉันมีสิ่งใดผิดแปลกไปหรือ ?”
มองซ้ายแลขวา ก็ยังเหมือนเดิมนี่นา
เมื่อครู่นางส่องกระจกดูแล้วก็ไม่ได้มีข้าวหรือผักติดหน้าเสียหน่อย
หลงเทียนอวี้แย้มยิ้มกว้างขณะมองท่าทางน่ารักของอีกฝ่าย เขาไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองเอ็นดูนางมากเพียงใด
“ไม่หรอก ข้าเพียงแค่คิดว่าชายาของข้า…ไม่เหมือนใคร”
เมื่อได้ยินคำพูดหยอกล้อของหลงเทียนอวี้ หลินเมิ้งหยาเบะปากทันใด
บางทีท่าทางตะกละตะกลามของนางคงทำให้ท่านอ๋องผู้ใช้ชีวิตแบบชนชั้นสูงมาตลอดตกตะลึงแล้วกระมัง
แต่นางหิวจริงๆ นี่นา
“ช่วยไม่ได้ หม่อมฉันเป็นเพียงเด็กสาวชาวบ้าน ฉะนั้นกิริยามารยาทจึงหยาบกระด้างไปบ้าง คงไม่อาจเทียบกับพวกคุณหนูสูงศักดิ์ในเมืองหลวงได้หรอกเพคะ”
เขาจะไม่ได้ยินน้ำเสียงประชดประชันของนางได้อย่างไร
หลงเทียนอวี้ชอบท่าทางน่ารักของนางยิ่งนัก โดยเฉพาะความเอาแต่ใจเล็กๆ เช่นนี้ ในสายตาของเขามีเพียงความน่ารักน่าเอ็นดู
“ไม่เป็นไร เปิ่นหวังยังพอทำใจยอมรับได้”
จงใจแสดงความใจกว้าง หัวคิ้วขมวดเข้าหากันอย่างสมจริงจนอีกฝ่ายไม่รู้ว่าเขาจริงจังหรือล้อเล่นกันแน่
หลินเมิ้งหยาชำเลืองมองเขาก่อนจะร้อง ฮึ เบาๆ ทั้งที่จริงแล้วนางไม่ได้รู้สึกขุ่นเคือง
น้อยครั้งนักที่เขาจะหยอกล้อนางเช่นนี้ บรรยากาศในห้องจึงอบอวลไปด้วยความอบอุ่น
หลินเมิ้งหยาลอบมองหลงเทียนอวี้ก่อนจะถอนหายใจ
นางรู้จักหลงเทียนอวี้ดี ดังนั้นนางย่อมรู้ว่าเขามักเก็บซ่อนปัญหาเอาไว้ในใจเสมอ
แต่หากเขายังทำเช่นนี้ต่อไป ไม่ช้าก็เร็วร่างกายคงรับไม่ไหว
นางไม่อาจช่วยแบ่งเบาภาระจากเขาได้ แต่อย่างน้อยก็ควรช่วยทำให้เขาผ่อนคลาย
“เจ้าอย่ากังวลไปเลย ข้าไม่เป็นไร วันนี้ไท่จื่อเองก็อยู่ในท้องพระโรง เขาคัดค้านการไปหยุนโจวของข้า ข้ากับเขาจึงถกเถียงกันสองสามคำ ไท่จื่ออ้างว่าข้าไม่เคารพเขา ดังนั้นจึงพยายามจับผิดและบอกให้ข้าขอโทษ แม้เสด็จพ่อจะมีใจอยากช่วย แต่ข้าเองก็ร้อนใจเกินไปจึงยอมเอ่ยแต่โดยดี ถึงอย่างไรก็เป็นเพียงคำขอโทษเท่านั้น ข้ามิได้ใส่ใจอยู่แล้ว”
จนกระทั่งตอนนี้หลงเทียนอวี้ยังคงเล่าด้วยท่าทางสงบนิ่ง
แต่หลินเมิ้งหยารู้ดีว่าเขาเป็นคนรักศักดิ์ศรีมากเพียงใด แล้วยิ่งสั่งให้เขาขอโทษต่อหน้าผู้คนมากมาย เช่นนั้นเขาจะรู้สึกเจ็บใจมากเท่าไร
ทว่าแม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องอดทน ฉะนั้นหลงเทียนอวี้จึงทำเช่นเดียวกัน
“ไท่จื่อ…เอาแต่ใจยิ่งนัก เท่าที่ดูจากการแสดงออกของเขา หม่อมฉันคิดว่าเขาจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องโรคระบาดในคราวนี้อย่างแน่นอน มิเช่นนั้นเขาคงไม่ร้อนใจถึงขั้นกดดันฐานะของพระองค์เพราะหาความผิดจากพระองค์ไม่เจอ แต่เพราะเสด็จพ่อต้องการส่งพระองค์ไปยังหยุนโจว ดังนั้นเขาจึงไม่อาจคัดค้านได้อีก”
หลินเมิ้งหยาวิเคราะห์ได้อย่างถูกต้อง หลังจากหลงเทียนอวี้ขอโทษอีกฝ่ายแล้ว ฮ่องเต้รีบรับสั่งให้เขาเป็นผู้เดินทางไปรักษาโรคระบาดในคราวนี้
ดังนั้นไท่จื่อจึงไม่อาจคัดค้านได้อีก
เกรงว่าตอนนี้ฮองเฮาคงมีใจอยากฆ่าเจ้าคนไร้ประโยชน์นี่ขึ้นมาบ้างแล้ว
ทว่าการไปยังเขตโรคระบาดของพวกเขาเปรียบดั่งดาบสองคม เกรงว่าคนเหล่านั้นจะต้องอยากให้พวกเขาอยู่ที่นั่นตลอดไปอย่างแน่นอน
ก็ดี หลังจากต้องพ่ายแพ้ให้กับกลุ่มจู๋หลงหลายครั้งหลายหน หัวใจของนางก็มีโทสะไม่น้อย
นางหวังเหลือเกินว่าจะมีวันที่นางได้รับชัยชนะเพื่อชะล้างความมัวหมองในใจ
“ใช่แล้ว ข้าย่อมรู้เรื่องนี้ดี จริงสิ หากอิงฮวามาอยู่ที่จวนของพวกเรา เช่นนั้นพี่สะใภ้เช่นเจ้าคงต้องเหนื่อยมากขึ้นกว่าเดิมแล้ว”
สายตาของหลงเทียนอวี้เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกซาบซึ้งใจ
ราวกับกังวลเรื่องของหลงอิงฮวาไม่น้อย
ครั้นหลินเมิ้งหยาอยู่ในวังหลวง นางสงสัยเป็นอย่างยิ่ง เหตุเพราะตามธรรมเนียมแล้ว น้อยนักที่องค์ชายซึ่งยังไม่เติบใหญ่จะถูกเลี้ยงที่อื่น
ทว่าหลงเทียนอวี้กลับไม่มีท่าทีประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย ฮ่องเต้เองก็มิได้คัดค้าน เกรงว่าพวกเขาคงปรึกษากันมาอย่างดีแล้ว
อยู่ๆ หลงเทียนอวี้ก็หลุบตาต่ำ แววตาลังเลอยู่หลายส่วน
“ในเมื่อหม่อมฉันรับปากพระสนมเสียนเฟยเอาไว้แล้ว เช่นนั้นหม่อมฉันย่อมต้องทำให้ได้ พระองค์อย่ากังวลไปเลย แม้จวนของพวกเราจะไม่อาจเทียบกับวังหลวงได้ แต่องค์ชายสิบจะต้องเติบโตขึ้นมาอย่างปลอดภัยแน่นอนเพคะ”
ไม่รู้ว่าวังหลวงเก็บงำความลับอันใดอยู่บ้าง แม้แต่บิดาผู้ให้กำเนิดหรือสามีภรรยาก็ไม่อาจเอ่ยสิ่งเหล่านั้นออกมาได้
เรื่องบางเรื่องนางไม่อาจเอ่ยถามได้ เรื่องที่ควรรู้ สักวันก็จะได้รู้ ส่วนเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องรู้ นางเชื่อว่าหลงเทียนอวี้ปกปิดเอาไว้เพื่อนางทั้งสิ้น
“พระสนมเสียนเฟยนาง…ข้าเองก็ควรทำเช่นนั้น”
หลงเทียนอวี้อ้ำอึ้ง หลินเมิ้งหยาเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้ว
อยู่ๆ ป๋ายจื่อก็วิ่งเข้ามา ดวงตาเปล่งประกายไปด้วยความตื่นเต้นดีใจ
“ทูลท่านอ๋อง พระชายา องค์ชายสิบมาถึงแล้วเจ้าค่ะ แม่นมและมัวมัวรอท่านอยู่ด้านนอก”
พูดปุ๊บก็มาปั๊บ หลินเมิ้งหยาหยักยิ้ม ก่อนจะลุกขึ้นเดินตามป๋ายจื่อออกไป
ทันทีที่เดินถึงลานด้านนอก สายตาพลันเหลือบเห็นทหารองครักษ์และนางกำนัลมากมาย
ใบหน้าเล็กของเด็กน้อยลอยเด่นท่ามกลางคนเหล่านั้น สายตาสอดส่องภายในอย่างมีความหวัง
เมื่อเห็นหลงเทียนอวี้และหลินเมิ้งหยา ใบหน้าน้อยๆ ก็อ่อนโยนมากขึ้นกว่าเดิม หัวคิ้วคลายออกจากกัน ปากเล็กๆ เปล่งเสียงร้องตะโกน
“พี่สาม พี่สะใภ้สาม”
หนูน้อยสวมชุดสีแดงชาด ศีรษะประดับมงกุฎ ใบหน้าขาวนวลดุจหิมะน่ารักน่าชัง
เมื่อยืนอยู่ตรงนั้น เขามิต่างจากก้อนข้าวเหนียว อย่าว่าแต่สาวใช้ของนางเลย แม้แต่พวกผอจื่อที่ยืนอยู่ไกลๆ ยังรู้สึกชื่นชอบองค์ชายตัวน้อยยิ่งนัก
สายตาอบอุ่นเหล่านั้นทำให้หลงอิงฮวารู้สึกทำอะไรไม่ถูก
พวกคนในวัง นอกจากแสดงท่าทางเคารพนอบน้อมเมื่อเห็นเขาแล้ว นอกจากนั้นก็มองเขาด้วยความเย็นชาไม่เป็นมิตร
ทว่าสายตาไร้พิษภัยเปี่ยมไปด้วยความสงสัยและชื่นชมเช่นนี้ทำให้เขาไม่รู้ว่าต้องรับมือเช่นไร
ดังนั้นเมื่อได้เห็นใบหน้าอันคุ้นเคยของพี่ชายและพี่สะใภ้ เด็กน้อยจึงรีบวิ่งไปหาทั้งคู่
ใบหน้าเรียวเล็กหยักยิ้มกว้าง
กางแขนทั้งสองข้างออก หลินเมิ้งหยาอุ้มเด็กน้อยขึ้นมา
หลังจากผ่านอันตรายมามากมาย มีเพียงความใสซื่อของเด็กคนนี้เท่านั้นที่ทำให้หัวใจของนางอ่อนโยนลงได้
“อย่ากลัวไปเลย พวกเขาล้วนเป็นคนของพี่สามของเจ้าทั้งนั้น ต่อจากนี้ไปเจ้าอยู่กับข้าที่นี่ดีหรือไม่ ?”
หลงอิงฮวากวาดตามองทุกคน ก่อนจะพยักหน้าลงอย่างเชื่อฟัง
“แยกย้ายกันไปเถิด นี่คือองค์ชายสิบ นับจากวันนี้เป็นต้นไป องค์ชายจะมาอยู่กับพวกเราที่จวนแงนี้ พวกเจ้าจงปฏิบัติต่อองค์ชายเหมือนอย่างที่ปฏิบัติต่อข้าและท่านอ๋อง ห้ามเสียมารยาทกับองค์ชายเป็นอันขาด เข้าใจหรือไม่ ?”
หลินเมิ้งหยากวาดตามองด้วยท่าทางเคร่งขรึม เหล่าคนรับใช้ต่างส่งเสียงรับคำ
หลงอิงฮวายังเด็ก อีกไม่นานนางกับหลงเทียนอวี้ต้องออกไปยังเขตโรคระบาด ฉะนั้นเรื่องบางอย่างจำเป็นต้องเอ่ยออกมาเพื่อมิให้ตนเองต้องห่วงหน้าพะวงหลัง
“เจ้าค่ะ”
เมื่อมีเถียนมามาและสาวใช้ทั้งสามอยู่ คาดว่าคงไม่มีใครกล้ารังแกหลงอิงฮวา
อุ้มหนูน้อยเข้าไปในตำหนักหลิวซิน เถียนมามาชื่นชอบเด็กเป็นทุนเดิม ดังนั้นจึงเก็บกวาดตระเตรียมห้องเอาไว้ให้แล้ว
สิ่งของทุกอย่างล้วนพร้อมสรรพ แม้แต่ข้าวของเครื่องใช้สำหรับนางกำนัลที่ติดตามมาพร้อมกับหลงอิงฮวาเองก็ถูกเตรียมเอาไว้เช่นเดียวกัน
หลงอิงฮวามองห้องใหม่ของตนเอง ใบหน้าเล็กกลับไม่มีท่าทีประหลาดใจ ราวกับเขามีเรื่องบางอย่างเก็บเอาไว้ในใจ
“เป็นอะไรไป ? มิถูกใจหรือ ?”
ทั้งที่เป็นเพียงเด็ก แต่กลับมีเรื่องให้ต้องคิด หลินเมิ้งหยาอดเอ่ยถามด้วยเสียงอ่อนโยนไม่ได้
อยู่ๆ แขนเล็กๆ ของเขาก็ยกขึ้นโอบรอบคอของหลินเมิ้งหยา ใบหน้าซุกเข้าหาอ้อมกอดของนางพร้อมทั้งส่งเสียงโศกเศร้า
“ไม่ใช่ขอรับ พี่สะใภ้สาม ข้าคิดถึงหมู่เฟย”
ส่งเสียงแหบพร่าราวกับต้องการจะร้องไห้
หลินเมิ้งหยาถอนหายใจ เขายังเด็กแต่กลับต้องแยกจากกับมารดา ดังนั้นจึงยังไม่อาจปรับตัวได้
อุ้มเด็กน้อยนั่งลงบนโต๊ะ นอกจากป๋ายจีและเถียนมามาแล้ว คนอื่นๆ ต่างพากันถอนตัวออกไป
“ข้ารู้ แต่พระสนมเสียนเฟยต้องการให้เจ้ามาอยู่ที่นี่ชั่วคราวเท่านั้น บางทีช่วงนี้นางอาจกำลังยุ่ง ดังนั้นจึงไม่อาจดูแลเจ้าได้ดีเท่าที่ควร รอผ่านช่วงนี้ไปก่อน ข้าจะพาเจ้ากลับไปหาหมู่เฟยดีหรือไม่ ?”
ในที่สุดหนูน้อยก็เงยหน้าขึ้น
ดวงตาเปล่งประกาย แม้จะมีน้ำตาเอ่อคลอ แต่เขามิยอมปล่อยให้มันไหลออกมา
ท่าทางอดทนอดกลั้นแสร้งทำทีเข้มแข็งเช่นนี้ทำให้คนมองเจ็บปวดใจไม่น้อย
“หมู่เฟยรับสั่งว่าฮองเฮาและไท่จื่อคิดไม่ดีกับพวกข้าสองแม่ลูก มีเพียงพี่สะใภ้สามเท่านั้นที่จะสามารถมอบชีวิตสงบสุขให้แก่ข้าได้ เท่านี้หมู่เฟยก็ไม่กังวลแล้ว ฉะนั้นข้าจะต้องอยู่กับท่านที่นี่และเชื่อฟังท่าน”