ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 20 บทที่ 571 เยี่ยมท่านอาจารย์
“หม่อมฉันรู้ว่าพระองค์กำลังมีโทสะ แต่หม่อมฉันคิดว่านับจากวันนี้ไปพวกเขาคงไม่มีทางลงมือง่ายๆ อีกแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาเลือกลงมือทันทีที่อิงฮวามาถึง คาดว่าพวกเขาต้องการอาศัยจังหวะที่พวกเรายังเตรียมการไม่ทันเพื่อชิงลงมือก่อน แต่หากพวกเราเตรียมรับมืออย่างดีแล้ว พวกเขาจะต้องไม่มีโอกาสลงมืออีกอย่างแน่นอน”
หลินเมิ้งหยาอธิบายให้หลงเทียนอวี้ฟังอย่างละเอียด น้ำเสียงอ่อนโยนแผ่วเบาปัดเป่าความขุ่นมัวในหัวใจของหลงเทียนอวี้
นางมักคิดทุกอย่างอย่างรอบคอบเสมอดุจดั่งดอกไม้แห่งความเข้าใจของเขา
เขามิอาจละสายตาออกจากดวงตาอันแสนอ่อนโยนของนางได้เลย
“ขอบใจเจ้ามาก หากไม่ได้เจ้า ป่านนี้อิงฮวาคง….”
หลินเมิ้งหยาไม่รู้ว่าหลงเทียนอวี้เคยผ่านอะไรมาบ้าง แต่ชั่วขณะที่ร่างของหลงอิงฮวาร่วงลงไปกองกับพื้น สายตาของเขาสั่นสะท้าน ราวกับไม่ได้มีเพียงความเป็นห่วงเป็นใยน้องชายเท่านั้น
เกรงว่าการที่พระสนมเสียนฟายยอมทุบหม้อข้าวจมเรือเช่นนี้จะมิใช่เพียงเพื่อความมั่นคงของตนเสียแล้ว
สิ่งสำคัญที่สุดคงเพื่อปกป้องบุตรชายของตนเองจนเติบใหญ่
ขนาดอิงฮวายังโดนทำร้ายถึงเพียงนี้ เช่นนั้นการต่อสู้ระหว่างฮองเฮาและพระสนมเต๋อเฟยจะเป็นเช่นไร ?
หลินเมิ้งหยารู้สึกเจ็บปวดใจยิ่งนัก
มือเล็กกุมมือหนาแน่น ราวกับกำลังหวังว่านางจะสามารถส่งพลังให้เขาได้
หัวใจที่กำลังว้าวุ่นค่อยๆ สงบลงเพราะการปลอบโยนของนาง
หลงเทียนอวี้เบนสายตามองนาง เขาไม่อยากให้หลินเมิ้งหยาต้องกังวล
รั้งท้ายทอยของอีกฝ่ายเข้าหาอ้อมกอด ใบหน้าหล่อเหลากลับมาเรียบเฉยดั่งเดิม
“ขออภัย ข้าทำให้เจ้าต้องกังวลแล้ว เจ้าพูดถูก พวกเขาเป็นเพียงสุนัขจนตรอกจึงทำเรื่องเช่นนี้ได้ ฮองเฮาจะต้องร้อนใจเป็นอย่างยิ่งแน่นอน นางคงเห็นว่าตนเองไม่มีวิธีห้ามข้ามิให้เดินทางไปยังหยุนโจว พระสนมเสียนเฟยเองก็ตั้งตัวเป็นศัตรูของนาง ซ้ำยังมีเสด็จพ่อคอยสนับสนุน เมื่อถูกโจมตีจากทั้งสองฝ่าย นางจึงรับมือไม่ไหว”
เมื่อได้ยินคำพูดของหลงเทียนอวี้ หลินเมิ้งหยาจึงเบาใจ
มุมปากยกยิ้มกว้าง หลงเทียนอวี้กลับมาเป็นคนเดิมแล้ว
ยื่นมือเข้าไปจับข้อมือของเขาเพื่อตรวจชีพจร
“เป็นเช่นไร ?”
หลงเทียนอวี้เอ่ยถามเพียงหนึ่งคำ ทว่าไม่ได้เร่งนาง
รอคอยคำตอบของหลินเมิ้งหยาด้วยความสงสัย ทว่าหัวคิ้วไม่ได้ขมวดเข้าหากัน
เรื่องบางอย่างต่อให้เร่งร้อนไปก็ไม่มีประโยชน์
แม้หลังจากกลับมาจากเมืองหลินเทียนแล้วเขาจะกินยาอย่างสม่ำเสมอ ยิ่งได้รับการดูแลจากหลินเมิ้งหยาและจั่วชิวอวี้ ร่างกายของเขาจึงกลับมาดีขึ้นจนเกือบจะเป็นเหมือนก่อน
ทว่าพิษของยาเซินเซียนซ่านที่ยังหลงเหลืออยู่ในตัวของเขามิต่างอันใดจากการมีดาบจ่อคออยู่
“อาการดีขึ้นกว่าที่หม่อมฉันคิดเอาไว้มากแล้ว อดทนหน่อยนะเพคะ ก่อนพวกเราจะเดินทางไปยังหยุนโจว หม่อมฉันจะช่วยพระองค์ให้หายเป็นปกติ จริงสิ ไม่รู้ว่าท่านอาจารย์เป็นเช่นไรบ้าง ?”
เงยหน้าขึ้นจากแผงอกของหลงเทียนอวี้ สายตาของนางอยู่ในระดับเดียวกันกับสายตาของเขาพอดี
ตอนนี้หลินเมิ้งหยาไม่มั่นใจนัก หากนางอยากให้ร่างกายของหลงเทียนอวี้กลับมาเป็นปกติ เช่นนั้นนางจำต้องหาผู้เชี่ยวชาญการฝังเข็มขั้นสูง แขนขวาของนางดีขึ้นมากแล้ว ขอเพียงมิใช้งานหนักมากจนเกินไป เท่านี้ก็ไม่เป็นปัญหา
แต่หากเกิดข้อผิดพลาดขณะฝังเข็ม เช่นนั้นอาการของหลงเทียนอวี้จะยิ่งทรุดหนัก
ดูเหมือนนางต้องใช้วิธีอื่น
ป๋ายหลี่รุ่ย ? หัวคิ้วหลงเทียนอวี้ขมวดแน่นก่อนจะเอ่ย
“อาการของเขาดีขึ้นมากทีเดียว เจ้าอยากไปเยี่ยมเขาหรือไม่ ?”
หลินเมิ้งหยารีบพยักหน้า ไม่ว่าท่านอาจารย์จะเป็นเช่นไร แต่นางก็ยังคงเคารพเลื่อมใสเขาเสมอ
หวนนึกถึงวันที่ท่านอาจารย์ยอมทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้นางมาเป็นลูกศิษย์
ท่านอาจารย์เอ็นดูนางอย่างจริงใจ
ฉะนั้นแม้จะอยู่ที่เมืองหลินเทียน แต่นางก็ไม่เคยลืมท่าน
ครั้นยังอยู่ในหอป๋ายเฉา นางนำยาสมุนไพรหายากมาให้ท่านอาจารย์มากมายเพื่อทำให้ท่านอาจารย์ดีใจ
คุกใต้ดินยังคงเหมือนเดิม องครักษ์สองสามคนเดินนำหน้านาง
ห้องศิลาทุกห้องล้วนถูกปิดสนิท แม้ว่าภายในจะเกิดเสียงดังมากเพียงไหน แต่คนภายนอกกลับไม่ได้ยินเสียงใดทั้งสิ้น
หลินเมิ้งหยาเดินตามหลังหลงเทียนอวี้ ดวงตามองทางประตูหินเหล่านั้น
แต่ไหนแต่ไรมานางไม่เคยถามหลงเทียนอวี้เลยว่าห้องเหล่านี้มีไว้เพื่อขังใคร
แต่เกรงว่าคุกใต้ดินอันเป็นความลับแห่งนี้ไม่มีทางคุมขังเพียงนักโทษธรรมดาอย่างแน่นอน
แต่นางย่อมรู้ดีว่าการที่หลงเทียนอวี้ไม่พูด นั่นหมายความว่าเขาย่อมมีเหตุผลเป็นของตัวเอง ดังนั้นนางจึงเก็บความสงสัยของตนเองเอาไว้ในใจและไม่ถามออกไป
ห้องศิลาของท่านอาจารย์อยู่ข้างหน้าแล้ว
องครักษ์เฝ้าประตูยืนแยกออกเป็นสองฝั่งเพื่อเบิกทางให้สองสามีภรรยา
หลินเมิ้งหยาขยับเท้าเข้าใกล้ ก่อนจะเปิดประตูห้องศิลาออก
บัดนี้ห้องศิลาที่เคยอบอวลไปด้วยกลิ่นยาสมุนไพรสะอาดสะอ้านเรียบร้อย
ร่างเหยียดตรงนั่งอยู่ใต้แสงเทียน ในมือถือหนังสือเล่มหนึ่งเอาไว้ สมาธิจดจ่ออยู่บนตัวอักษร
หลินเมิ้งหยาเดินเข้าไป ใบหน้าด้านข้างของท่านอาจารย์ซูบตอบลงไปมาก แต่ทว่าจิตใจของเขาไม่เลวเลยทีเดียว
เส้นผมที่เคยพันกันยุ่งเหยิงถูกจัดเป็นทรง เสื้อผ้าสะอาดสะอ้านเรียบร้อย เพียงมองปราดเดียวก็รู้ได้ว่าเขาตั้งใจอาบน้ำแต่งตัวเป็นพิเศษ
หลินเมิ้งหยาแอบขบขันในใจ ดูเหมือนใกล้จะถึงเวลาเปลี่ยนคำเรียกขานหยุนจู๋แล้วกระมัง
“ท่านอาจารย์”
ลองเรียกอีกฝ่าย ร่างของบุรุษภายใต้แสงเทียนพลันสั่นเทา
ก่อนที่เขาจะหันหน้ากลับมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ
ดวงตาฉายแววตื่นเต้นดีใจ หนังสือในมือร่วงหล่นลงพื้น
“เมิ้งหยา ? เจ้ากลับมาแล้วหรือ ?”
น้อยครั้งนักที่จะได้เห็นท่าทางตื่นเต้นเช่นนี้ของเขา
รีบเดินเข้าไปประคองมือของท่านอาจารย์เอาไว้
“ศิษย์กลับมาแล้วเจ้าค่ะ ท่านอาจารย์เป็นอย่างไรบ้าง ?”
โชคดี โชคดีเหลือเกินที่ท่านอาจารย์ยังจำนางได้
ครั้นได้เห็นท่านอาจารย์เสียสติ หลินเมิ้งหยาเจ็บปวดใจยิ่งนัก
แม้เขาจะมีความทรงจำในอดีต แต่ถึงกระนั้นป๋ายหลี่รุ่ยก็เป็นผู้อาวุโสที่ดีต่อนางคนหนึ่ง
เขาเป็นทั้งอาจารย์และบิดา
ดังนั้นหลินเมิ้งหยาจึงรู้สึกสนิทสนมกับเขามิต่างอันใดจากหลินมู่จือ
“ดี ดี เฮ้อ อาจารย์เช่นข้าไร้ประโยชน์ยิ่งนัก ได้ยินมาว่าเจ้าเดินทางไปเมืองหลินเทียน แล้วยังได้เข้าไปในหอป๋ายเฉา เป็นอย่างไรบ้าง ? เจ้าพวกสารเลวนั่นรังแกลูกศิษย์ของข้าหรือไม่ ?”
แม้จะตื่นเต้น แต่ท่านอาจารย์ยังคงไม่ละทิ้งนิสัยเดิม
ขอบตาของหลินเมิ้งหยาแดงก่ำ แต่นางพยายามยับยั้งหยาดน้ำตาเอาไว้ มุมปากฝืนยิ้ม
“พวกเขาจะกล้าได้อย่างไร เพียงได้ยินว่าข้าเป็นลูกศิษย์ของปรมาจารย์แพทย์พิษอย่างป๋ายหลี่รุ่ย พวกเขาก็ตกใจจนแตกกระเจิงแล้วเจ้าค่ะ หากพวกเขากล้าทำร้ายข้า เช่นนั้นท่านจะมิไปถลกหนังพวกเขาหรือ !”
หลินเมิ้งหยาตอบกลับอาจารย์ด้วยวาจาขี้เล่นชวนหัว ไร้ซึ่งความโศกเศร้า
ป๋ายหลี่รุ่ยจึงวางใจ เขามองลูกศิษย์ของตนเอง ในแววตาเจือความรู้สึกผิดอยู่หลายส่วน
“ข้าไม่ดีเอง เจ้าจึงต้องไปเสี่ยงอันตราย พวกสารเลวในหอป๋ายเฉาคิดว่าตนเองมีชื่อเสียง ดังนั้นจึงไม่เห็นผู้อื่นในสายตา แต่ก่อนข้าเองก็เคยทำความรู้จักกับพวกเขา พวกเขาเป็นเพียงคนเลวที่ไม่ยอมร่ำเรียนให้ดีเท่านั้น หากพวกเขากล้าทำร้ายลูกศิษย์ของข้า ข้าจะวางยาพวกเขาจนตายทั้งหมดให้ดู !”
หลินเมิ้งหยามองอาจารย์ของตนเอง ยิ้มไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
ดูเหมือนบุรุษผู้มีสายตาคมกริบหยิ่งทะนงจะเลือนหายไปตามกาลเวลาแล้ว คนที่อยู่ต่อหน้านางในเวลานี้เหมือนกับตาเฒ่าเจ้าอารมณ์ทว่าน่ารัก
แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือความรู้สึกที่อยากปกป้องนาง
“อ๋องอวี้ เจ้ามายืนทำอะไรที่นี่ ? มิเห็นหรือว่าข้ากำลังสนทนากับลูกศิษย์ ?”
แน่นอนว่าป๋ายหลี่รุ่ยยังคงมิพอใจในตัวหลงเทียนอวี้ดั่งเดิม
“ท่านเข้าใจผิดแล้ว ผู้น้อยเพียงแค่ช่วยถือของมาให้ท่านเท่านั้น ท่านเป็นอาจารย์ของหยาเอ๋อร์ แน่นอนว่าย่อมเป็นผู้อาวุโสของข้าด้วย ในเมื่อท่านมิพึงใจให้ข้าอยู่ที่นี่ เช่นนั้นข้าขอตัว”
เหนือความคาดหมาย หลงเทียนอวี้ไม่ได้บันดาลโทสะ แต่กลับหยักยิ้มเชิงขอโทษให้ป๋ายหลี่รุยพร้อมทั้งนำกล่องผ้าวางลงบนโต๊ะตรงหน้าเขา
หันหน้าไปกำชับหลินเมิ้งหยาสองสามคำด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ข้าจะไปรอเจ้าที่ด้านนอก อย่าคุยจนดึกเกินไป”
หลินเมิ้งหยาพยักหน้าลง ก่อนจะส่งยิ้มหวานให้เขา
อีกฝ่ายพยักหน้าให้กับป๋ายหลี่รุ่ยน้อยๆ ก่อนจะเดินออกจากประตูหินไป
“ฮึ เจ้าเด็กนี่ นับวันยิ่งได้ใจ เมิ้งหยา เจ้าพึงใจเขาได้อย่างไรกัน ?”
เขาสะบัดหน้า หลินเมิ้งหยามองป๋ายหลี่รุ่ยที่กำลังมีโทสะ
ราวกับท่านอาจารย์ไม่ชอบหลงเทียนอวี้ตั้งแต่แรกแล้ว ยิ่งเขาเกี่ยวข้องกับนาง ท่านอาจารย์ก็ยิ่งไม่พอใจ
หรือนี่จะเป็นความสัมพันธ์ที่ใครต่อใครต่างพากันเรียกว่าความขัดแย้งระหว่างพ่อตากับลูกเขย ?
ไม่น่าใช่ ตอนท่านพ่อพบกับหลงเทียนอวี้ เขายังเอ่ยปากชมเปาะ บางทีอาจเพราะพวกเขารู้จักอีกฝ่ายดีอยู่แล้วกระมัง
“ท่านอาจารย์ ถึงอย่างไรข้าก็แต่งงานกับเขาแล้ว ต่อให้ท่านคัดค้านไปก็มิเป็นผล ผิดกับท่าน สีหน้าของท่านแช่มชื่นกว่าก่อนมาก ไม่รู้ว่ากำลังจะมีข่าวดีใช่หรือไม่ ?”
หลินเมิ้งหยากะพริบตาปริบๆ เป็นอีกครั้งที่นางสามารถทำให้สีหน้าเคร่งขรึมของป๋ายหลี่รุ่ยหายไป
ผลปรากฏว่าใบหน้าของเขาเริ่มแดงระเรื่อ ก่อนจะเอี้ยวตัวหลบสายตาหลินเมิ้งหยา
กระแอมสองที ก่อนจะชักสีหน้าเคร่งขรึมอีกหน
“แค่ก แค่ก นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของข้า เด็กน้อยเช่นเจ้าอย่าริอาจแอบฟัง !”
ไอหยา ยังจะข่มขู่นางอีก
หลินเมิ้งหยาลอบยิ้มในใจ ก่อนจะแสดงสีหน้าไม่พอใจ
“ไม่ว่าอย่างไรข้าเองก็เปรียบดั่งแม่สื่อระหว่างท่านอาจารย์กับฮูหยิน มีใครที่ไหนโยนแม่สื่อทิ้งทันทีที่แต่งงานกัน”