ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 20 บทที่ 575 สุดยอดการค้า
พวกคนสะกดรอยตัวแข็งทื่อเป็นหิน เมื่อครู่ชายาอวี้หัวเราะขบขันพวกเขาใช่หรือไม่ ?
หรือตัวตนของพวกเขาจะถูกเปิดเผยแล้ว ?
“ท่านอ๋อง ดูเหมือนเส้นทางที่พวกเราผ่านเมื่อครู่จะมีกระต่ายป่าน่ารักอยู่ตัวหนึ่งด้วยเพคะ”
อยู่ๆ ชายาอวี้ก็เอ่ยออกมา นิ้วมือเรียวยาวชี้เข้าไปในป่า
อ๋องอวี้มองตามปลายนิ้วมือของพระชายา มุมปากยกยิ้ม
“อืม หากเจ้าชอบ ข้าจะไปจับมาให้”
ชายาอวี้ส่ายหน้า ก่อนจะจูงมือท่านอ๋องเดินไปข้างหน้า
“ไม่จำเป็นหรอกเพคะ กระต่ายก็ควรอยู่ในป่า”
ฮู่….
พวกคนสะกดรอยต่างพากันถอนหายใจ โชคดี โชคดีที่ยังไม่ถูกจับได้
หลินเมิ้งหยาฉีกยิ้มกว้าง อันที่จริงการหายตัวไปของพวกนางนั้นไม่มีอะไรซับซ้อน เพียงแค่ให้ใครคนหนึ่งนั่งอยู่บนรถม้า จากนั้นจึงหาวิธีลบร่องรอยก็เท่านั้น
กอปรกับการหายตัวไปดุจสายลม จากนั้นค่อยปรากฏตัวออกมา ต่อมาจึงหาที่ซ่อนตัว
เมื่อพวกคนสะกดรอยเข้าไปในป่าแล้วไม่เห็นรถม้า พวกเขาจึงเกิดความสงสัย
พวกเขาคิดว่าพวกตนเองปกปิดตัวตนเอาไว้อย่างดีแล้ว
แต่พวกเขาไม่รู้ตัวเลยว่าคนทำผิดย่อมทำเรื่องผิดพลาดเสมอ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่หลงเทียนอวี้วางแผนสับขาหลอกอย่างกะทันหันเช่นนี้
“ดูเหมือนจะมีคนสะกดรอยตามพวกเราไม่น้อย แต่คาดว่าพวกเขาคงไม่มีเวลาไปจับตามองพวกท่านอาจารย์แล้วเพคะ”
เหตุเพราะแผนสับขาหลอกของหลงเทียนอวี้ พวกคนสะกดรอบเริ่มอ่อนล้าเต็มทีแล้ว เช่นนั้นจะยังมีแรงสะกดรอยตามพวกท่านอาจารย์ได้อย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้นพวกป๋ายซ่าวยังแต่งองค์ทรงเครื่องให้ท่านอาจารย์ใหม่อีกครั้ง
ไม่มีทางที่ใครจะรู้เลยว่าปรมาจารย์แพทย์พิษที่หายตัวไปสิบกว่าปีจะซ่อนตัวอยู่ในรถม้าคันเล็กคันหนึ่งเพื่อเดินทางไปยังหยุนโจว
ทว่าหลินเมิ้งหยายังมีการเตรียมการเอาไว้อีก
ไม่รู้ว่าคนของฮองเฮาจะรับมือไหวหรือไม่
การได้กลั่นแกล้งพวกคนสะกดรอยตามของหลินเมิ้งหยาและหลงเทียนอวี้กลายเป็นเรื่องสนุกระหว่างเดินทางไปเสียแล้ว
พลบค่ำ ขบวนเดินทางเข้าพักที่โรงเตี๊ยมข้างทาง
ท่ามกลางความมืด แสงจากโคมไฟหน้าประตูโรงเตี๊ยมส่องสว่างอย่างชัดเจน
โรงเตี๊ยมแห่งนี้ไม่ได้หรูหรา โชคดีที่หลงเทียนอวี้เตรียมการเอาไว้แล้ว หลังจากกินอาหารเสร็จหลินเมิ้งหยาจึงกลับห้องไปพักผ่อน
ส่วนหลงเทียนอวี้ออกไปสั่งงานกับลูกน้อง
ภายในห้องจึงเหลือเพียงหลินเมิ้งหยาที่กำลังนั่งจิบชาอยู่บนเก้าอี้
ชามิใช่ชาดี ดูเหมือนจะเป็นชามะลิที่ถูกที่สุด
ถ้วยชาเนื้อหยาบแตกต่างจากถ้วยชาในจวนอ๋องอย่างสิ้นเชิง ทว่าฝั่งตรงข้ามของหลินเมิ้งหยากลับมีถ้วยชาอีกถ้วยวางอยู่
ไม่รู้ว่าจะมีแขกคนใดมาเยือนในยามวิกาลเช่นนี้
“ไม่ได้เจอกันนาน เจ้าสำนักสบายดีหรือไม่ ?”
ร่างอรชรงดงามพลันปรากฏกายต่อหน้าหลินเมิ้งหยา นิ้วมือเรียวยาวดั่งหยกยกถ้วยชาขึ้นจิบ
“ไม่เลว แต่ลำบากเจ้าแล้ว เจ้าต้องดูแลทั้งอาจารย์และกลุ่มสามสหาย”
หลินเมิ้งหยาส่งยิ้มอ่อนโยน วางถ้วยชาในมือลงแล้วมองลูกน้องของตนเอง นางคือว่าที่ฮูหยินของท่านอาจารย์และรองเจ้าสำนักของกลุ่มสามสหาย หยุนจู๋
ร่างอรชรในชุดดำเผยส่วนเว้าส่วนโค้งของร่างกายอย่างชัดเจน
แต่ไหนแต่ไรมานางเป็นคนสวยอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อใบหน้ากลับมาเป็นเหมือนเดิม ความงามจึงสะท้อนออกมาจนคนมองหัวใจสั่นไหว
ใบหน้าเย้ายวนดึงดูดสายตาไร้รอยเหี่ยวย่นให้ได้เห็น อีกทั้งแก้มนวลยังมีรูปดอกเสาเย่าวาดเอาไว้
สีของดอกไม้สดใสเข้ากันได้ดีกับใบหน้าของหยุนจู๋ แม้จะทำให้นางยิ่งดูลึกลับ แต่กลับน่าหลงใหล
“ที่ไหนกัน ไม่ว่าอย่างไรเจ้าสำนักก็เป็นผู้มีพระคุณของข้า หากมิใช่เพราะท่าน ข้าและเขาคงเข้าใจผิดกันไปชั่วชีวิต เรื่องบางอย่างข้าเองก็เพิ่งเข้าใจในวันนี้ แต่ก่อนต้องโทษข้าที่เด็กเกินไปจึงเข้าใจเขาผิด”
หยุนจู๋รู้สึกผิดอยู่หลายส่วน นางและป๋ายหลี่รุ่ยเคยเป็นคู่รัก
แต่เพราะโชคชะตาเล่นตลก ดังนั้นความรักของพวกเขาจึงกลายเป็นเช่นนี้
“ตอนนี้ยังไม่สายเกินไป จริงสิ ช่วงนี้เมืองหลินเทียนยังไม่สงบ แต่ก็เป็นโอกาสอันดีของพวกเรา หากเจ้ามีเวลาก็สามารถเดินทางไปสำรวจก่อนได้ ท่านอาจารย์ออกเดินทางไปด้วยกันกับข้า เจ้าวางใจเถิด”
หลินเมิ้งหยาย่อมรับรู้ถึงความกังวลของหยุนจู๋ คาดว่านางคงเป็นห่วงสุขภาพของท่านอาจารย์จึงต้องการมากำชับนางกระมัง
“เจ้าค่ะ ข้าเข้าใจแล้ว ตอนนี้สถานการณ์ในเมืองหลินเทียนยังมิสู้ดี แต่กลับส่งผลดีต่อพวกเรามาก เดิมทีพวกพ่อค้ามั่งคั่งร่วมมือกันเพื่อขัดขวางการทำการค้า แต่ตอนนี้มีจุดอ่อนแล้ว ตอนนี้รากฐานของกลุ่มสามสหายมั่นคงแล้ว อีกทั้งยังมีเชื้อพระวงศ์คอยสนับสนุน คาดว่าอีกไม่นานจะต้องสร้างฐานที่มั่นแห่งใหม่ได้อย่างแน่นอน”
เมื่อพูดถึงกลุ่มสามสหาย ดวงตาของหยุนจู๋พลันเปล่งประกาย
หลินเมิ้งหยามิใช่คนกอบโกยผลประโยชน์เพียงคนเดียว แม้นางจะใช้งานหยุนจู๋ แต่ถึงกระนั้นหยุนจู๋ก็ได้รับกำไรสองในสิบส่วน
แน่นอนว่าอีกแปดส่วนก็มิใช่ของหลินเมิ้งหยาเพียงผู้เดียว
ดังนั้นกลุ่มสามสหายจึงพัฒนาอย่างรวดเร็ว กำไรที่หยุนจู๋ได้รับเองก็มีมากมหาศาล
กำไรเหล่านั้นทำให้หยุนจู๋มิแปรพักตร์ไปจากนาง
“ข้าคิดว่าเราต้องรวบรวมกำลังและใช้ยุทธศาสตร์ที่มั่นคง จริงสิ เมื่อหลายวันก่อนข้าส่งคนไปส่งข่าวให้แก่เจ้า เจ้าได้รับแล้วหรือไม่ ?”
หลินเมิ้งหยารู้สึกว่าแม้เมืองหลินเทียนจะวุ่นวาย แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อราษฎรอย่างรุนแรง
หากกลุ่มสามสหายบุ่มบ่ามเข้าไปบุกเบิกทำการค้าในเวลานี้ บางทีอาจได้ผลลัพธ์ในทางตรงกันข้าม
มิสู้ลอบเข้าไปสำรวจแล้วกอบโกยกำไรจะดีกว่า
เท่านี้ก็ไม่ทำให้ผู้อื่นตั้งตัวเป็นศัตรูหรือดึงดูดความสนใจผู้อื่นมากนัก
หยุนจู๋ได้ยินดังนั้นก็เข้าใจความหมายของนางทันที
พยักหน้าลง ก่อนจะหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาวางตรงหน้าหลินเมิ้งหยา
“ข้าค้นหาพวกพ่อค้าแปลกประหลาดตามที่ท่านสั่งมาแล้ว รายละเอียดอยู่ที่นี่ แต่ว่า…”
หยุนจู๋ชี้ไปที่จุดหนึ่ง แววตาเปี่ยมไปด้วยความสงสัย
“คนอื่นๆ ล้วนเป็นพ่อค้ามั่งคั่งจากตระกูลที่ร่ำรวย แต่ว่าคนผู้นี้เป็นเพียงคนตัดฟืนธรรมดาเท่านั้น ไม่รู้ว่าคนเช่นนี้ถูกเลือกได้อย่างไร”
หลินเมิ้งหยารับข้อมูลจากมือหยุนจู๋แล้วอ่านดูหนึ่งรอบ
สุดท้ายสายตาจึงหยุดที่ภาพชายสวมชุดตัดฟืนคนหนึ่ง
ในข้อมูลเขียนเอาไว้ว่าชายคนนี้มักขึ้นเขาไปตัดฟืนวันละหนึ่งชั่วโมง จากนั้นจึงนำไปขายในตลาด
แต่น่าแปลกที่ฟืนที่เขานำไปขายล้วนเป็นของดี ดังนั้นทุกครั้งที่เขานำมาขายจึงมีคนรุมซื้อเป็นจำนวนมาก
แต่ฟืนที่เขาตัดล้วนมีจำนวนเท่าเดิม ไม่มากขึ้นหรือน้อยลง
ทั้งที่เป็นเพียงฟืนเท่านั้น แต่กลับมีคนมาเสนอราคามากมาย
แต่ราวกับเขาเป็นคนโง่เขลา ไม่ว่าคนอื่นจะพยายามเสนอราคาให้เช่นไร แต่เขาจะขายให้เพียงร้านที่เขาตกลงเอาไว้เท่านั้น
ดังนั้นชื่อเสียงของคนผู้มีจึงโด่งดัง เขาสามารถซื้อที่ดินของตนเองได้จากการขายฟืนเท่านั้น
หลินเมิ้งหยาอ่านข้อมูลจบจึงเก็บข้อมูลของชายตัดฟืนคนนั้นเอาไว้ หยุนจู๋มองหลินเมิ้งหยาอย่างไม่เข้าใจ
นิ้วมือชี้ลงบนกระดาษ หลินเมิ้งหยาเริ่มอธิบาย
“ชายคนนี้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ประการแรกเขามิใช่คนที่มีความคิดเหมือนคนทั่วไป เขาเพียงต้องการเก็บฟืนโดยใช้เวลาตามที่ตนเองกำหนด สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าเขารู้จักสินค้าของตนเองเป็นอย่างดี ประการที่สองคนอื่นขายฟืนในราคาท้องตลาด แต่ฟืนของเขากลับขายให้กับครอบครัวมั่งคั่งเท่านั้น สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าเขามองความคิดความอ่านของลูกค้าได้อย่างกระจ่างชัดเจน ประการที่สามสายตาของเขารู้ดีว่าควรกอบโกยผลประโยชน์ในระยะยาวได้อย่างไร ดังนั้นเขาจึงไม่เคยนึกเสียดายทีหลัง ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเสนอราคาสูงมากเพียงไหน แต่เขาจะขายให้เฉพาะลูกค้าที่รับปากเอาไว้เท่านั้น ดังนั้นจึงไม่มีใครซื้อฟืนของเขาได้ อีกทั้งยังไม่มีใครโกรธเกลียดเขา”
หยุนจู๋ฟังคำพูดของนางด้วยอาการมึนงง แต่เพราะนางเป็นคนฉลาด ดังนั้นจึงเข้าใจความหมายในที่สุด
“อันที่จริงการค้าขายนั้นง่ายมาก ขอเพียงมีคนซื้อ พวกเราก็พร้อมที่จะขาย แต่ตลาดของผู้ซื้อเช่นนี้ส่งผลกระทบต่อเรามาก ทว่าเจ้าลองดูเขาเถิดว่าเขาขายอะไร ขายอย่างไร ทุกอย่างเขาเป็นผู้กำหนด ตอนนี้ลูกค้าถูกเขาจูงจมูกเอาไว้ ไม่ว่าคนประเภทนี้จะทำการค้าอะไร รับรองจะต้องมีแต่กำไรมิขาดทุน”
พูดไปพูดมา หยุนจู๋เริ่มเข้าใจความคิดของหลินเมิ้งหยาแล้ว
เพียงแค่ฟืนกระสอบหนึ่งแต่กลับถูกกล่าวขานมากมาย เกรงว่าชายผู้นี้จะมิใช่คนธรรมดา
“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือชายคนนี้มีหัวทางการค้า แต่เพราะเหตุใดเขาจึงมิยอมออกไปจากหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนั้น เจ้าเคยคิดเรื่องนี้หรือไม่ ?”
หลินเมิ้งหยาหยักยิ้มแล้ววางข้อมูลลง ตอนนี้นางเลือกสุดยอดพ่อค้าได้แล้ว
หยุนจู๋เองก็เข้าใจแล้ว หลินเมิ้งหยาเลือกคนมีพรสวรรค์จากปัจจัยต่างๆ
นางหันไปมองหลินเมิ้งหยาโดยพูดอะไรไม่ออก ที่แท้เจ้าสำนักก็วางแผนเช่นนี้
“ข้าเข้าใจแล้ว ชายคนนี้ชอบมองท้องฟ้าและสัตว์ป่ามากกว่าการเป็นเศรษฐี ยิ่งไปกว่านั้นเขารู้ว่าตนเองต้องการอะไร แม้คนเช่นนี้จะมีความสามารถ แต่กลับไม่มีใจ หากได้คนเช่นนี้มาดูแล เช่นนั้นเขาจะไม่มีทางเห็นแก่เรื่องส่วนตัวและทำให้กลุ่มสามสหายต้องตกอยู่ในอันตรายใช่หรือไม่เจ้าคะ ?”
หลินเมิ้งหยาพยักหน้าลงอย่างพอใจ หยุนจู๋เก็บข้อมูลเหล่านั้น จากนั้นจึงรับปากกับหลินเมิ้งหยาว่าจะโน้มน้าวให้ชายคนนั้นมาดูแลการค้าในกลุ่มสามสหายให้ได้
แม้หยุนจู๋จะมีความสามารถและเป็นยอดฝีมือ แต่นางยังขาดประสบการณ์ทางการค้าอยู่บ้าง
“อืม ไปเถิด ระวังตัวด้วย”
คำนวณเวลา คาดว่าหลงเทียนอวี้ใกล้จะมาแล้ว
หยุนจู๋พยักหน้าลง ก่อนที่นางจะลับหายไปท่ามกลางความมืด
หากชายคนนั้นเหมือนกันกับที่ข้อมูลเขียนเอาไว้ เกรงว่าจะต้องเป็นคนน่าสนใจมากเลยทีเดียว
ไม่รู้ว่าหากได้คนเช่นนี้มาดูแลกลุ่มสามสหาย เช่นนั้นกลุ่มสามสหายจะเปลี่ยนไปในทิศทางใด
นางกำลังตั้งตารออย่างมีความหวัง !