ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 20 บทที่ 576 กลยุทธ์หลี่ตายแทนเถา
เหตุเพราะเคยชินกับการถูกไล่ล่า ดังนั้นหลินเมิ้งหยาจึงคิดว่าชีวิตที่ปกติสุขช่างน่าเบื่อยิ่งนัก
พวกคนที่สะกดรอยตามเหล่านั้นประหลาดยิ่งนัก แม้พวกเขาจะไม่กล้าลงมือ แต่หลังจากหลงกลอยู่หลายครั้ง คาดว่าพวกเขาคงมีแก่ใจอยากเอาคืนบ้างแล้ว
แม้จะไม่อยากเอาคืน แต่อย่างน้อยก็ควรส่งคนมาจับตามองพวกนาง
น่าเสียดาย ไม่ว่าพวกเขาจะมีช่องว่างเช่นไร แต่คนเหล่านั้นก็มิกล้าทำอะไรทั้งสิ้น
หรือพวกเขาจะถูกล้างสมองแล้ว ?
นั่งในรถม้า หลินเมิ้งหยาแหวกผ้าม่านดูเป็นครั้งคราว
น่าเบื่อยิ่งนัก นางเองก็อยากตบแมลงวันนี่นา แต่ยังไม่มีโอกาสเลย
“มองอะไรหรือ ?”
หลงเทียนอวี้ขี่ม้าอยู่ด้านข้าง ดวงตาคมกริบจ้องหลินเมิ้งหยานิ่ง
“หม่อมฉันกำลังดู….พระองค์ไม่คิดว่ามันแปลกหรือเพคะ ?”
อันที่จริงหลงเทียนอวี้เองก็คิดเช่นนั้น
“เกรงว่าคงจะกลัวตาย”
ที่นี่แตกต่างจากเมืองหลินเทียน เหตุเพราะที่นี่มีหลงเทียนอวี้เป็นเสาหลัก
หากเขาออกคำสั่งเพียงคำเดียว ดวงของคนเหล่านั้นก็ถึงฆาตแล้ว
มิสู้ลอบจับตาพวกเขาอยู่ไกลๆ จะไม่ดีกว่าหรือ
“ก็จริงเพคะ พระองค์นั่นแหละที่ดุเกินไป แต่อีกไม่นานก็จะได้เจอกับพวกท่านอาจารย์แล้วใช่หรือไม่ ? หม่อมฉันพักผ่อนเพียงพอแล้วเพคะ”
หลินเมิ้งหยายกมือเท้าคางพลางกะพริบตาปริบๆ
อันที่จริงพวกเขานัดกันที่ตำบลแห่งหนึ่ง แต่หลงเทียนอวี้คิดว่าสถานที่นัดพบเสี่ยงต่อการถูกจับได้ ดังนั้นจึงเปลี่ยนสถานที่นัดพบชั่วคราว
ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น พวกป๋ายซ่าวเองก็ระมัดระวังตัวเป็นอย่างดี ดังนั้นเรื่องของท่านอาจารย์จึงมิถูกเปิดเผย
เช่นนี้นางก็วางใจแล้ว
“อีกไม่นานเจ้าก็ต้องยุ่งตัวเป็นเกลียวแล้ว ทางหยุนโจวส่งข่าวมาว่ามีหมอเทวดาท่านหนึ่งมาประจำการอยู่ที่หยุนโจว ตอนนี้มีคนไข้จำนวนไม่น้อยได้เขารักษาจนหายดีแล้ว”
แม้ใต้หล้าจะโกลาหลมากเพียงไหน แต่สุดท้ายก็ยังมีวีรบุรุษอยู่
หากหมอมีความสามารถ รู้จักหน้าที่ของตน คนเหล่านั้นคงไม่มีโอกาสก่อโศกนาฏกรรมเช่นนี้
เมื่อมีคนเก่งอยู่ตรงหน้า เช่นนั้นนางกับท่านอาจารย์คงต้องแวะไปทักทายสักหน่อย
“เช่นนั้นก็ดีเพคะ นับว่าเป็นประโยชน์ของราษฎรแล้วที่มีผู้มาช่วยชีวิตเช่นนี้ คนผู้นี้จะต้องมิธรรมดาอย่างแน่นอน”
เมื่อเห็นสายตาชื่นชมของหลินเมิ้งหยา หลงเทียนอวี้จึงผงกศีรษะลง
แต่เขากลับเคร่งขรึมลงกว่าเดิม การปรากฏตัวในเวลานี้ บางทีเขาอาจมิใช่วีรบุรุษ
การซื้อใจคนได้ในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่ว่าใครต่างก็อยากไขว่คว้าโอกาสนี้เอาไว้
การเดินทางผ่านไปอีกหนึ่งวัน จนกระทั่งเวลาพลบค่ำจึงมาถึงโรงเตี๊ยม
หลินเมิ้งหยาเข้าห้องไปนอนแล้ว นางรู้สึกขุ่นมัวไม่น้อย ทั้งที่ตนเองนั่งอยู่เฉยๆ ในรถม้า ส่วนพวกเขาขี่ม้าตามแท้ๆ แต่เพราะเหตุใดนางจึงเป็นฝ่ายรู้สึกเหนื่อยกันเล่า ?
นางที่กินอาหารเพียงไม่กี่คำทำให้หลงเทียนอวี้รู้สึกเป็นห่วง
พวกเขาออกเดินทางด้วยความเร่งรีบ ไม่รู้ว่าร่างกายของนางจะรับไหวหรือไม่
เหยียดกายบนที่นอน หลินเมิ้งหยารู้สึกนอนไม่หลับ
ทั้งที่นางรู้สึกอ่อนล้ายิ่งนัก แต่สมองกลับแจ่มชัดเป็นอย่างมาก
ขณะที่คิดจะลุกขึ้นไปหาหลงเทียนอวี้ กลิ่นแปลกประหลาดบางอย่างพลันโชยเข้ามาในห้อง
หลินเมิ้งหยาสูดดม ก่อนจะรู้ว่ามันคืออะไร
ยาปลุกกำหนัด?
แปลก เหตุใดจึงมีคนใช้มันที่นี่ได้เล่า ?
ยังไม่ทันที่นางจะไหวตัวทัน ระบบเซินหนงก็ร้องเตือน ทว่าปริมาณของยาไม่ได้มากนัก
ยิ่งไปกว่านั้นสูตรยาที่ใช้ยังง่ายดาย เช่นนั้นคงมิใช่พวกที่สะกดรอยตามมาอย่างแน่นอน
ทว่ายาปลุกกำหนดไม่อาจส่งผลใดต่อนาง
พวกหลงเทียนอวี้ล้วนมีไหวพริบ เช่นนั้นคงมิหลงกลใช่หรือไม่ ?
ตอนนี้ไม่ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวใดๆ หลินเมิ้งหยาจึงไม่ได้สนใจอะไรมาก แต่กลับแกล้งนอนหลับอยู่บนเตียง
“หมดสติไปแล้วหรือยังนะ ?”
ผลปรากฏว่าเกิดเสียงเบาๆ ดังขึ้นที่ด้านนอก
หลินเมิ้งหยารู้สึกว่าเสียงนั้นคุ้นหูยิ่งนัก จากนั้นประตูห้องจึงถูกเปิดออก
นางหรี่ตาลง หลินเมิ้งหยามองผ่านม่านบนเตียงออกไป ดูเหมือนเขาจะเป็นเสี่ยวเอ้อของโรงเตี๊ยมนี้
หลินเมิ้งหยาจึงเข้าใจบางอย่างขึ้นมาในทันที
คิดไม่ถึงเลยว่าพวกนางจะอยู่ในโรงเตี๊ยมของโจร
แค่นหัวเราะเสียงเย็นในใจ ทว่าหลินเมิ้งหยายังคงแสดงละครต่อไป
พวกโจรกระจอกเหล่านี้ไม่มีทางหลอกสายตาหลงเทียนอวี้ได้ แต่การที่เขายังไม่เคลื่อนไหว นั่นหมายความว่าเขากำลังวางแผนอื่น
เสี่ยวเอ้อถือโคมไฟสาดส่องภายในห้อง
บางทีอาจเพราะคิดว่านางหมดสติไปแล้ว หรือบางทีอาจเพราะหลินเมิ้งหยาแสดงละครได้อย่างแนบเนียน ดังนั้นเสี่ยวเอ้อจึงมีความกล้าค่อนข้างมาก
เดินเข้ามาในห้องอย่างเปิดเผย ราวกับต้องการค้นหาอะไรบางอย่าง
แม้พวกเขาจะเป็นเพียงโจรกระจอก แต่เมื่ออยู่รวมกันหลายคน ดังนั้นจึงอาจถูกจับได้
มองท่าทางของเสี่ยวเอ้อ หลินเมิ้งหยาพยายามหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอกันเพื่อแสร้งหลับต่อไป
ผ้าม่านถูกเลิกขึ้น เสี่ยวเอ้อคนนั้นจงใจสาดแสงจากโคมไฟลงบนเรือนร่างของหลินเมิ้งหยา
ใบหน้างดงามเพริศพริ้ง ผิวพรรณนวลเนียนนุ่มนิ่ม หญิงงามเช่นนี้หาได้ไม่บ่อยนักในป่าเขาแห่งนี้
เสี่ยวเอ้อแสดงท่าทีหื่นกระหาย มือหยาบกร้านยื่นเข้ามาเพื่อหวังจะได้สัมผัสใบหน้าเรียวเล็กขาวนวล
ขณะที่นิ้วของเขากำลังจะแตะที่ผิวของหลินเมิ้งหยา ร่างของเขาพลันอ่อนยวบลง
จากนั้นจึงร่วงลงไปกองกับพื้น
ท่ามกลางแสงจากโคมไฟ สายตาเย็นชาดุจน้ำแข็งของหลงเทียนอวี้ชัดเจนเป็นพิเศษ
อยู่ๆ หลินเมิ้งหยาก็ลืมตาขึ้น นางส่งรอยยิ้มอ่อนหวานให้กับเขา
“รู้อยู่แล้วว่าพระองค์ไม่มีทางหลงกล ตอนแรกคิดว่าหม่อมฉันจะได้ช่วยชีวิตพระองค์เสียอีก”
เบะปากพลางส่งเสียงไม่พอใจ
หลงเทียนอวี้ที่ได้เห็นท่าทางเช่นนั้นของนางรู้สึกอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
สายตาอาฆาตมลายหายไปแล้ว เมื่อนางมิเป็นอะไร คนพวกนี้จึงยังมีเหตุผลในการหายใจต่อบนโลกใบนี้ได้
“ได้ เช่นนั้นคราวหน้าข้าจะให้เจ้าได้ช่วยชีวิตข้า”
หลินเมิ้งหยารู้สึกไม่พอใจกับคำตอบของเขาเล็กน้อย คราวหน้าแล้วคราวไหนกันเล่า ?
เหยียดกายลุกขึ้นจากเตียง ทว่าหลงเทียนอวี้กลับอุ้มร่างของนางขึ้นมา
“เป็นอะไรไปเพคะ ? กลัวแขนขาหม่อมฉันจะอ่อนแรงหรือ ? ไม่มีทางเสียหรอก หม่อมฉันไม่ได้ถูกวางยา พระองค์วางพระทัยเถิด”
หลินเมิ้งหยาตื่นตะลึงเล็กน้อย ตอนแรกคิดว่าหลงเทียนอวี้เป็นห่วงนาง
ทว่าเขากลับไม่อธิบาย แต่อุ้มนางแล้วกระโดดออกจากทางหน้าต่างไป
จนกระทั่งมาถึงพื้น นางจึงได้เห็นร่างคนขยับไหวๆ
นี่มัน…เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ?
“ท่านป๋ายหลี่มาถึงแล้ว ข้าพาเจ้ามาพบเขา”
หลงเทียนอวี้กระซิบข้างหูหลินเมิ้งหยา
ทว่ารถม้าของพวกเขายังอยู่ที่โรงเตี๊ยมมิใช่หรือ ?
หลินเมิ้งหยาหันหลังกลับไปมอง โรงเตี๊ยมยังคงเงียบสงบ ม้าที่ใช้ลากรถม้าของพวกเขายังคงกินหญ้าอยู่หน้าประตู
ทว่าตอนนี้นางกลับถูกผ้าคลุมผืนใหญ่กำบังร่างเอาไว้และพาเข้าไปในป่า
แม้หัวใจจะเกิดคำถาม แต่หลงเทียนอวี้มักจัดการทุกอย่างแทนนางเสมอ
สายลมพัดกระทบหน้าจนรู้สึกเจ็บน้อยๆ
หลินเมิ้งหยาครุ่นคิด ก่อนจะซุกหน้าเข้าหาแผงอกของเขา
ไม่รู้ว่าถูกอุ้มอยู่นานเพียงไหนแล้ว หลินเมิ้งหยารู้สึกเพียงความเงียบสงบ แม้แต่เสียงฝีเท้าของเขายังแผ่วเบา
ในที่สุดหลงเทียนอวี้ก็หยุดวิ่ง รถม้าที่ถูกตระเตรียมเอาไว้ รวมถึงม้าจำนวนมากล้วนหยุดอยู่ตรงหน้า
“พี่เมิ้งหยาเล่า ?”
เด็กสาวคนหนึ่งกระโดดลงจากรถม้าคันใหญ่ที่สุด นางต้องการพบหลินเมิ้งหยา
หลงเทียนอวี้ยกนิ้วขึ้นแนบริมฝีปากเพื่อเป็นสัญญาณให้นางเงียบ
“นางหลับไปแล้ว อาซิ่ว เจ้าเข้าไปพักผ่อนเป็นเพื่อนนางเถิด”
เด็กสาวคนนั้นคืออาซิ่วนั่นเอง
ดวงตากลมโตเปล่งประกายมองหลงเทียนอวี้ด้วยท่าทางว่านอนสอนง่าย แต่นางพบว่าสายตาของเขามีความอ่อนโยนอยู่หลายส่วน
อ้อมกอดของเขาเผยร่างบางของหญิงสาวออกมาให้เห็นเล็กน้อย
นั่นคือหลินเมิ้งหยาที่ไม่รู้ว่าหลับใหลไปตั้งแต่เมื่อไร
วางร่างนางลงในรถม้าเบาๆ หลงเทียนอวี้หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
ตอนแรกเขาคิดว่านางจะเจ็บ แต่ใครจะรู้ว่านางจะหลับไปเช่นนี้
ใบหน้ายามหลับช่างน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก ไม่ว่าเขาจะมองเท่าไรก็ไม่พอ จุมพิตลงบนหน้าผากของนางเบาๆ หวังว่านางจะนอนหลับฝันดี
“ค่อยๆ ออกเดินทาง อย่าทำให้พระชายาตกใจตื่น”
ออกคำสั่งเสียงขรึม ทหารทั้งหน่วยจึงเริ่มออกเดินทางอย่างเงียบเชียบ
ท่ามกลางค่ำคืนที่มืดสนิท เวลานี้เหมาะแก่การพรางตัวยิ่งนัก
ทางฝั่งโรงเตี๊ยมที่มีคนสะกดรอยตามอยู่พลันเกิดไฟลุกท่วม
คิดจะจับตามองเขา ? ฝันไปเถอะ
ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าโรงเตี๊ยมที่ถูกสร้างมานานหลายปีนี้จะถูกหลงเทียนอวี้ใช้เป็นเครื่องมือสร้างกลยุทธ์หลี่ตายแทนเถา
หลับสนิทตลอดคืน แม้แต่หลินเมิ้งหยายังคิดไม่ถึงเลยว่าตนเองจะหลับจนฟ้าสว่างเช่นนี้
ลืมตาขึ้น ก่อนจะบิดขี้เกียจ ก่อนนางจะพบว่าตนเองอยู่ในรถม้าอีกคันแล้ว
“พี่เมิ้งหยา ในที่สุดท่านก็ตื่นแล้ว ดื่มชาสักแก้วเถิด ท่านอ๋องอวี้สั่งเอาไว้”
อาซ่วหยักยิ้มหัวเราะคิกคัก นางที่แต่งกายด้วยชุดของบุรุษยิ่งดูน่ารัก
หลินเมิ้งหยามองอาซิ่วด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะรับชาแก้วนั้นมา
นางเคยบอกป๋ายซ่าวเอาไว้ว่าหากอาซิ่วต้องการจะมา เช่นนั้นก็ให้นางร่วมเดินทางมาด้วยกัน
แต่พวกนางได้พบกันตั้งแต่ตอนไหนเล่า ? เหตุใดนางจึงไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย ?
อ้อ…หรือจะเป็นตอนที่นางหลับ ?
“พวกเรา…อยู่ที่ไหนแล้ว ?”
หลินเมิ้งหยานวดขมับ การนอนหลับลึกจนเกินไปมิใช่เรื่องดี
อาซิ่วเอียงศีรษะเพื่อปกปิดรอยยิ้มที่มุมปาก
“ยังเดินทางอยู่เลยเจ้าค่ะ ท่านหลับลึกเกินไป เกรงว่าต่อให้พาท่านไปขายก็คงจะไม่รู้เรื่อง”