ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 20 บทที่ 577 ประสบการณ์ด้านความรัก
นอนหลับ? ตบหน้าผากตัวเองเบาๆ คาดว่าหลายวันมานี้ร่างกายของนางคงเหนื่อยเกินไป ขนาดหลับไปตอนไหนนางยังไม่รู้ตัว
“เจ้ายิ้มอะไร ?”
หลินเมิ้งหยาจิบชา ก่อนจะเหลือบเห็นรอยยิ้มมีเลศนัยของอาซิ่ว
“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ ข้าแค่คิดว่าท่านอ๋องอวี้ดูแลท่านพี่ดียิ่งนักหากภายภาคหน้าข้ามีฟู่จวินเช่นนี้บ้างก็คงดี”
อาซิ่วเอื้อนเอ่ยด้วยความอิจฉา แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดรอยยิ้มของนางจึงหุบลงกะทันหัน
“เป็นอะไรไป ? เจ้ามีคนที่ชอบอยู่แล้วหรือ ? ใครกันเล่า ? เล่าให้ข้าฟังหน่อยเถิด”
มิง่ายเลยที่อาซิ่วจะมีอาการเช่นนี้ นางไม่ได้แสดงท่าทางขวยเขิน แต่กลับมีความหวัง
“แต่เขาไม่ชอบข้าเลยแม้แต่น้อย ท่านพี่ เช่นนั้นท่านสอนข้าได้หรือไม่ ? หากข้าเป็นเหมือนท่าน เขาจะต้องเปลี่ยนใจอย่างแน่นอน ท่านไม่รู้หรอกว่าช่วงนี้ท่านลุงของข้าแปลกไปขนาดไหน เขามีความคิดส่งข้าออกเรือนอยู่บ่อยครั้ง หากมิใช่เพราะข้าหลบหนีออกมาได้ทันเวลา เกรงว่าข้าคงถูกจับแต่งงานไปแล้ว”
นางไม่มีความเขินอายเลยแม้แต่น้อย
ทว่าบางทีคนเมืองเลี่ยหยุนส่วนใหญ่ก็คงเป็นคนรักแรงเกลียดแรงเช่นนี้
เมื่อเทียบกับพวกคุณหนูสูงศักดิ์แล้ว หลินเมิ้งหยาชอบอุปนิสัยร่าเริงของอาซิ่วมากกว่า
“มีอะไรดีกันเล่า อาซิ่ว เจ้าจงจำเอาไว้ให้ดี ไม่ว่าเจ้าจะชอบใคร ไม่ว่าคนผู้นั้นจะชอบเจ้าหรือไม่ เจ้าก็คือเจ้า เจ้าอย่าได้กลายเป็นเงาของใครเป็นอันขาด หากเขาชอบเจ้า ไม่ว่าเจ้าจะเป็นเช่นไรเขาก็ชอบ หากเขาไม่ชอบเจ้า ต่อให้เจ้าเปลี่ยนไปมากขนาดไหนเขาก็ไม่ชอบ”
อาซิ่วมองหลินเมิ้งหยาเหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ ทว่าสุดท้ายแล้วก็พยักหน้าลง
นางยังเด็ก ดังนั้นย่อมไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้ทั้งหมด
อันที่จริงหลินเมิ้งหยาเองก็ไร้ซึ่งประสบการณ์ด้านความรัก ชีวิตในชาติก่อนยุ่งอยู่กับการเรียน ทว่าชาตินี้ยุ่งกับการกู้ชาติบ้านเมือง
นางและหลงเทียนอวี้มิเคยพูดคำว่ารัก แม้แต่เรื่องที่คู่รักทำกันก็มิเคยทำ
เฮ้อ นางยังมิใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านความรักที่ดีนัก
“ข้าเชื่อท่านเจ้าค่ะ ขอเพียงเขายังไม่แต่งงาน ข้าก็ยังมีโอกาส !”
ไม่รู้ว่าเด็กคนนี้เข้าใจความหมายผิดไปหรือไม่ อยู่ๆ ก็มีชีวิตชีวาขึ้นมา ผิดกับหลินเมิ้งหยาที่ยิ้มไม่ได้หัวเราะไม่ออก
“เอาล่ะ การที่ผู้หญิงมีความกล้าในการเป็นฝ่ายรุกก่อนย่อมมิใช่เรื่องผิด แต่เจ้าต้องรักศักดิ์ศรีของตนเองด้วย หากเจ้าไม่รักศักดิ์ศรีของตนเอง เช่นนั้นเขาอาจดูแคลนเจ้าเอาได้”
หลินเมิ้งหยากำชับอาซิ่วอย่างอดไม่ได้ เด็กคนนี้ใสซื่อไร้เดียงสาเกินไป บางครั้งนางอดกลัวไม่ได้ว่าอาซิ่วจะถูกทำมิดีมิร้าย
“แน่นอนเจ้าค่ะ ลูกสาวสกุลตงฟางย่อมมีความหยิ่งทะนงตน ท่านพี่ หากเรื่องที่ต้าจิ้นเรียบร้อยแล้ว ท่านไปเที่ยวเมืองเลี่ยหยุนกับข้าดีหรือไม่ ? ที่นั่นมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ของอร่อยเองก็ไม่น้อย ข้าจะต้องพาท่านเดินทางท่องเที่ยวทั่วทั้งเมืองให้ได้”
มองท่าทางดีใจของอาซิ่ว หลินเมิ้งหยาไม่กล้าปฏิเสธ
เมื่อพูดถึงเมืองเลี่ยหยุน หลินเมิ้งหยาอดคิดถึงเสี่ยวอวี้ขึ้นมาไม่ได้
ช่วงก่อนเขาส่งคนให้นำจดหมายมาส่งข่าว แต่เขาเอ่ยเพียงว่าเขาสบายดี นางไม่ต้องกังวล
ทว่าเมื่อนางเดินทางไปยังเมืองหลินเทียน การติดต่อก็ขาดหายไป
นางไหว้วานคนไปสืบข่าว แต่กลับไม่ได้อะไรกลับมา
ไม่รู้ว่าหลังจากไม่ได้เจอกันนาน เขาจะเปลี่ยนไปเช่นไร เขาจะคิดถึงบ้านหรือไม่
“ได้ หากมีโอกาส ข้าจะไปอย่างแน่นอน”
ดวงตาอาซิ่วเปล่งประกาย นางรีบถอดสร้อยข้อมือออกจากแขน
สร้อยข้อมือถักขึ้นจากหนังสัตว์ ด้านบนประดับด้วยอัญมณีสีชมพูวาววับ งดงามยิ่งนัก
อาซิ่วจับมือหลินเมิ้งหยา ก่อนจะคล้องเข้าไปที่แขนของนาง
“นี่เป็นของประจำตระกูลตงฟาง หากท่านไปที่เมืองเลี่ยหยุน เช่นนั้นจะต้องไปหาข้าที่สกุลตงฟางนะเจ้าคะ”
หลินเมิ้งหยาดึงมือกลับ ก่อนจะจ้องสร้อยข้อมืออย่างละเอียด
แม้จะไม่โดดเด่น แต่กลับงดงามเป็นอย่างมาก
“ในเมื่อมอบของให้ข้าแล้ว เช่นนั้นข้าจะผิดคำพูดได้อย่างไร ? ท่านลุงของเจ้ารักเจ้ามาก เขาไม่มีทางบังคับเจ้าให้แต่งงานกับคนที่เจ้าไม่พึงใจอย่างแน่นอน หลังจากพวกเราจัดการเรื่องนี้เรียบร้อยแล้ว เจ้ากลับไปหาท่านลุงเจ้าสักหน่อยเถิด เขาจะได้ไม่ต้องกังวล”
ตงฟางสวีเอ็นดูหลานสาวของตนเองมาก ครั้นยังอยู่ในเมืองหลินเทียน ไม่ว่าอาซิ่วเอ่ยว่าอยากไปที่ใด เขาก็ตามใจนางทันที
ดังนั้นเรื่องการบังคับให้ออกเรือน เกรงว่าเขาจะต้องหาคนที่เหมาะสมให้กับอาซิ่วแล้วอย่างแน่นอน
หลายวันมานี้ตงฟางสวีค่อนข้างยุ่ง ดังนั้นเขาจึงต้องเดินทางกลับเมืองเลี่ยหยุนก่อน
ก่อนกลับไป เขาฝากท่านกัวนำเงินทองมามอบให้กับนางเป็นสินน้ำใจ
บุรุษหยาบกระด้างคนหนึ่งปฏิบัติต่อหลานสาวอย่างอ่อนโยน แม้แต่หลินเมิ้งหยาเองยังรู้สึกว่าหาได้ยากยิ่ง
“เจ้าค่ะ ข้าเข้าใจแล้ว ข้าออกเดินทางจากบ้านมานานแล้ว ข้าเองก็คิดถึงญาติผู้พี่และพวกท่านป้าเช่นเดียวกัน ท่านพ่อข้าด่วนจากไป ท่านแม่ข้าก็ไม่ได้เลี้ยงดูข้า ตั้งแต่ข้ายังเด็กมีเพียงพวกท่านลุงเท่านั้นที่ดูแลข้าจนเติบโต หากกลับไปในคราวนี้ข้าจะต้องนำของดีติดไม้ติดมือไปฝากพวกเขาด้วย ท่านพี่ ท่านคิดว่าข้าควรนำสิ่งใดกลับดีเจ้าคะ ?”
อาซิ่วเป็นเด็กมีจิตใจบริสุทธิ์ ทั้งที่เมื่อครู่เพิ่งจะหงุดหงิดงุ่นง่าน ทว่าเวลาเพียงชั่วพริบตานางก็ลืมไปเสียแล้ว
หวังว่าเด็กน่ารักเช่นนี้จะมีแต่รอยยิ้มตลอดไป
ขบวนรถม้าออกเดินทางยามค่ำคืน พวกตามสะกดรอยจึงถูกสลัดทิ้งไปแล้ว
ทว่าแม้พวกเขาจะตามมาแต่ก็ไม่อาจพบว่าหลงเทียนอวี้และหลินเมิ้งหยาที่ล้วนได้พบกับพวกป๋ายหลี่รุ่ยแล้ว
ท่านอาจารย์นั่งอยู่ในรถม้าอีกคัน สิ่งที่ทำให้หลินเมิ้งหยาคาดไม่ถึงก็คือเซียวยี่ซินเองก็ตามมาด้วย
ตอนแรกนางเพียงต้องการพาอาซิ่วไปคารวะท่านอาจารย์ แต่เมื่อได้เห็นเซียวยี่ซินที่เกือบกลับมาเป็นปกติดั่งเดิมแล้ว นางถึงกับชะงัก
“เมิ้ง…ชายาอวี้”
เขาเคยชินกับการเรียกชื่อเล่นของหลินเมิ้งหยามาตั้งแต่เด็ก ทว่าตอนนี้เซียวยี่ซินเพิ่งรู้สึกตัวว่าบัดนี้ฐานะของเขาและนางแตกต่างกัน
เปลี่ยนท่าทางการแสดงความเคารพตามธรรมเนียม
มองใบหน้าที่กลับมาเอิ่มอิ่มหล่อเหลาดั่งหยก หลินเมิ้งหยายิ้มพร้อมทั้งพยักหน้าลง
อันที่จริงเซียวยี่ซินไม่ได้ทำสิ่งใดผิด เพียงแค่เขาไม่นึกถึงจิตใจของคนรอบข้างเท่านั้น
เรื่องบางอย่างพลาดเพียงครั้งเดียวก็อาจส่งผลไปชั่วชีวิต
“ท่านอาจารย์เหนื่อยหรือไม่ นี่คืออาหารที่ศิษย์นำมามอบให้ท่านเพื่อแสดงความเคารพ หนทางยังอีกยาวไกล ลำบากท่านอาจารย์แล้ว”
หลังจากทักทายเซียวยี่ซินแล้ว หลินเมิ้งหยาจึงยกกล่องไม้สีแดงเข้าไปให้ป๋ายหลี่รุ่ยพร้อมทั้งส่งยิ้มร่า
“เฮ้อ เจ้าเด็กคนนี้…ช่างเถิด ข้าแก่เกินแกงแล้ว ผิดกับเจ้า อาจารย์เห็นสีหน้าเจ้ามิสู้ดีนัก มานี่เถิด ข้าจะจับชีพจรให้”
หัวคิ้วป๋ายหลี่รุยขมวดแน่นขณะมองสีหน้าขาวซีดของลูกศิษย์ตัวน้อย
เหตุเพราะมีหยุนจู๋คอยดูแล ป๋ายหลี่รุ่ยจึงมิแห้งเหี่ยวเหมือนแต่ก่อน
สีหน้ากลับมาแดงระเรื่อเหมือนก่อน ดังนั้นเขาจึงรู้สึกเอ็นดูเด็กสาวที่ช่วยทำให้เขาและหยุนจู๋คืนดีกันคนนี้มาก
เขาและหยุนจู๋ไม่อาจมีทายาทได้อีกแล้ว ส่วนเจ้าคนไม่ได้เรื่องป๋ายหลี่อู๋เฉินก็ไม่อยากนับญาติอีกต่อไป
ดังนั้นมีเพียงเด็กคนนี้ที่เขานับว่าเป็นหลานสาวเพียงคนเดียวของเขา
เขารักนางเหมือนลูกสาวคนหนึ่ง
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ร่างกายของข้า ข้าย่อมรู้ดี ข้าเหนื่อยเพราะต้องเร่งเดินทางจึงไม่ได้นอนหลับให้สนิทเท่านั้น จริงสิท่านอาจารย์ เหตุใดอาการป่วยของพี่ยี่ซินจึงหายเร็วนัก ?”
ตลอดหลายวันมานี้ ครั้นยังอยู่ในเมืองหลวง แม้หลินเมิ้งหยาจะยุ่งกับงานในจวน แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังรู้ข่าวเรื่องภายนอกจวนอยู่บ้าง
นับตั้งแต่เซียวยี่ซินหายตัวไป สกุลเซียวเปรียบดั่งทะเลทราย
ท่านลุงเซียวล้มป่วย พวกลูกๆ ของอนุภรรยาล้วนดีอกดีใจ
หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าสกุลเซียวที่ยิ่งใหญ่อาจถูกทำลายด้วยน้ำมือของคนเหล่านี้
ท่านพ่อและท่านลุงเซียวเป็นสหายกันมาช้านาน เขาไม่มีวันยอมปล่อยให้สกุลเซียวเป็นเช่นนั้น
แต่ก่อนนางเองก็เคยคุยกับพี่ชายเรื่องนี้ ยิ่งไปกว่านั้นเหตุที่นางช่วยสกุลเซียวนั่นก็เพราะตนเองมีแผนอยู่ในใจ
“พิษของเขาไม่ได้ซึมลึกถึงกระดูก ยิ่งไปกว่านั้นร่างกายยังแข็งแรงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อีกไม่เกินครึ่งเดือนก็จะกลับมาเป็นหนุ่มหน้าหยกดั่งเดิม”
ท่านอาจารย์ไม่พอใจในตัวเซียวยี่ซินนัก คาดว่าคงไม่มีบิดาคนใดชื่นชอบคนที่เคยรังแกบุตรสาวตัวเองหรอกกระมัง
ดังนั้นหลายวันมานี้เขาจึงลงมือรักษาอย่างโหดร้าย
เพียงได้เห็นสายตาหวาดระแวงของเซียวยี่ซิน หลินเมิ้งหยารู้ได้ทันทีว่าเขาคงต้องเผชิญกับความขมขื่นไม่น้อย
หลินเมิ้งหยายิ้มไม่ได้หัวเราะไม่ออก ไม่ว่าบิดาของตนเองหรือท่านอาจารย์ รวมถึงคนที่ทำเป็นทองไม่รู้ร้อนอย่างสามีตนเอง พวกเขาล้วนปกป้องนางดุจไข่ในหิน
“พี่ยี่ซินมีเวลาหรือไม่ ? ข้ามีบางอย่างต้องการคุยกับท่านเป็นการส่วนตัว”
หลินเมิ้งหยาหันหน้ากลับมายิ้มให้เซียวยี่ซิน
ความงดงามของนางทำให้เซียวยี่ซินอึ้งงัน
ครู่ต่อมาจึงพยักหน้าลง มองตามหลังหลินเมิ้งหยา หัวใจเต็มไปด้วยความขมขื่น
ทว่าทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผลจากการกระทำของเขาเองทั้งสิ้น เขาผิดเอง
อากาศยามอรุณรุ่งสะอาดสดชื่นยิ่งนัก หลงเทียนอวี้พาลูกน้องของตนเองออกลาดตระเวนบริเวณรอบๆ
หลินเมิ้งหยามองหาเขา หลังจากยิ้มให้เขาหนหนึ่งจึงหันหน้ากลับมาหาเซียวยี่ซิน
“พี่ยี่ซิน ท่านอย่าตำหนิท่านอาจารย์และท่านอ๋องเลย พวกเขาล้วนเป็นคนดี แต่เพราะพวกเขาเข้าใจท่านผิดไปเท่านั้น พวกเขาไม่ได้ประสงค์ร้ายกับท่าน เพียงแต่…อยากระบายอารมณ์แทนข้า”
คำพูดนี้ทำให้เซียวยี่ซินพูดอะไรไม่ออก
ใบหน้าซีดเซียวผุดรอยยิ้มน้อยๆ ตอนนี้เขารู้สึกผิดต่อหลินเมิ้งหยาเหลือเกิน
ตอนนั้นเขาไม่ควรทำร้ายน้องสาวคนนี้เลย
ทั้งหมดที่เขาได้รับในตอนนี้ล้วนเป็นผลจากการกระทำของเขาเองทั้งสิ้น
“อย่าเข้าใจผิดไป ข้าไม่ได้โทษท่านและไม่ได้เกลียดท่าน ยิ่งไปกว่านั้นเหตุที่ข้าช่วยรักษาท่านก็เพราะข้ามีเรื่องอยากขอร้องให้ท่านช่วยทำ ทุกคนล้วนมีสิ่งที่ตัวเองต้องการทั้งนั้น ถึงอย่างไรพวกเราก็รู้จักกันมานาน ข้าย่อมเห็นแก่ความสัมพันธ์ของพวกเรา”